คุณค่าของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านบล็อก  นอกจากทำให้ฉันได้รับความรู้เพิ่มพูนแล้ว  ยังทำให้สามารถนำความรู้ไปใช้กับตัวเองด้านชีวิต ความเป็นอยู่และหน้าที่การงาน  และที่สำคัญทำให้ได้รับการ "ต่อยอด" เรื่องเล่ามาแล้วหลายเรื่อง

       วันนี้ไปอ่านเรื่องคิดอย่างไรในเรื่องคนเมื่อเขาบ่นว่างานมาก  โดยท่านรองฯsmall man  ทำให้ปิ๊งแว๊บกับเรื่องที่ผ่านมาไม่นาน  แต่เป็นเรื่องไร้เหตุผลสิ้นดีจึงกลายเป็นเรื่องขำขัน

        รุ่นน้องสองสามีภรรยาที่รักใคร่และนับถือกันมานมนาน  สามีทำงานที่ภาคใต้  ส่วนภรรยาทำงานบริษัทเอกชนใกล้บ้าน  "วันหนึ่งมีผู้หวังดีประสงค์ร้ายส่งคลิ๊ปภาพมาให้ภรรยา" ฉันได้ดูภาพนั้นด้วยนับว่าเป็นเจตนาร้ายทั้งคนในภาพและผู้ส่ง

       ฉันทำหน้าที่เป็นเจ้าแม่ศาลเตี้ยอบรมฝ่ายหญิงว่า "เรื่องที่เห็นอาจจะไม่เป็นเรื่องที่ใช่  ขอให้ทำใจกว้าง ๆ ๆ ๆ เหมือนแม่น้ำ เหมือนท้องฟ้านภากาศ  คิดเสียว่าเขาลงจากบ้านเราไปแล้วก็ปล่อย...ไป สักวันจะรู้สึกเอง" (ฮา ๆ ๆ ๆ พูดผิดหรือพูดถูกนี่)  ดูเหมือนเธอจะยับยั้งได้ชั่วขณะ

         ในเวลาเดียวกันฝ่ายชายได้โทรศัพท์เข้ามา  จึงเกิดสงครามน้ำลายกันขึ้น ดีว่าฝนไม่ตกไม่เช่นนั้นสาดโคลนกันใหญ่  ฝ่ายหญิงเปิดโฟน

         "ก็เธออยากพูดไม่ดีกับผม  ชอบบ่นว่าผมนี่  คนนี้เขาดีเขาไม่บ่น"  เสียงจากฝ่ายชายหาเหตุผลมาอ้าง  คิดว่าเยี่ยมที่สุดแล้ว

         "โธ้ว๊อย...iba ไม่อย่างนั้นผัวเมียเขาทำเลาะกันทีก็มีเมียน้อยไปทุกครั้งสิวะ  บางวันทะเลาะกัน ๒ หนวันนั้นก็ต้องมีเมียน้อย ๒ คนสิ iba  ๆ ๆ ๆ ๆ " เสียงของฝ่ายหญิงขึ้นบ้าง

         "พี่คิมครับ เมื่อเขามาฟ้องพี่คิมได้ก็ดีแล้ว....แต่พี่คิมต้องอบรมให้หนักเลยนะครับ"....งานเข้าครับครูคิม ขอบอกกับตัวเอง

          การที่จะทำให้คนหย่าหรือไม่หย่ากัน  เป็นเรื่องของคนสองคน คนอื่นไม่เกี่ยว  เพียงแต่ให้ข้อคิดให้เขาหายทุกข์ มีสติ และไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเขาหย่ากันอีกด้วย  แต่ฉันบอกเธอว่า "การหย่านั้นไม่ยากหรอก และไม่น่าอาย ใคร ๆ ก็หย่ากันได้  ภายหลังกลับมาดีกันอยู่ด้วยกันอีกอันนี้น่าอายกว่ามาก  ขอให้คิดให้ดี"

          ขอขอบพระคุณ ท่านรองฯsmall man ที่จุดประกายให้มาเล่าต่อยอดผลของการบ่น เป็นเรื่องน่าขันคลายเครียดได้พอสมควร