การคุยเพื่อแลกเปลี่ยนของเรา "รูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กและการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนในชุมชนแต่ไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต" เราเดินไปเรื่อย ๆ และหยุดที่ลำห้วยแห่งแรกนานพอสมควร  เพราะลำห้วยที่เราผ่านมานั้นมีร่องรอยของการเล่าขานมานานพอ ๆ กับประวัติของเหตุการณ์ของสมัยที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และภัยของการขัดแย้งทางการเมือง  ทำให้เกิดการรบกันบนสมรภูมิภูหินร่องกล้า  หมู่บ้านห้วยกอกแห่งนี้จึงกลายเป็นพื้นที่สีชมพู  เพราะเป็นเส้นทางการเดินไปสู่ภู   และชาวบ้านเล่าว่า "เป็นเส้นทางที่ลำเลียงศพของทหารที่เสียชีวิตจากการรบ  ออกสู่เส้นทางหลวงหมายเลข ๑๒ ที่บ้านเข็กใหญ่"

            อีกเรื่องราวที่สำคัญยังมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากกว่านี้  แต่ขอพักไว้ก่อน  เพราะต้องรอรับฟังจากการเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์อย่างละเอียด

              เมื่อไม่รู้สึกเหนื่อยเราจึงเดินกันต่อไปบนทางลูกรัง  ขรุขระ เป็นหลุมบ่อและร่องการกัดเซาะของน้ำฝน  อากาศเริ่มเย็นมากระทบและมีลมพัดอ่อน ๆ ได้กลิ่นอายของธรรมชาติ  ต้นไม้ ใบหญ้า และกลิ่นของดอกหญ้าแห้ง "ฉันจึงสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ และช้า ๆ และค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา "  ได้ความรู้สึกดีกว่าเดินบนถนนราดยางหรือถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก  เพราะแต่ละก้าวของการเดินบนถนนแบบนี้แบกรับภาระหนี้ของประเทศชาติเบากว่าเยอะเลย

              ระหว่างทางเราได้พบกับคุณลุง  ชาวบ้านห้วยกอกท่านหนึ่ง  ซึ่งกำลังกลับจากการไปกู้เครื่องมือดักสัตว์น้ำ  คือตาข่ายดักปลา  และกระบอกดักกบ  เราได้หยุดทักทายกับคุณลุง  พบว่า "คุณลุงได้ปลาตัวเล็กมาสองสามตัว  ส่วนกระบอกว่างเปล่าไม่มีกบเข้ากระบอก"  ฉันได้พูดให้กำลังใจแก่คุณลุงว่า "ดีจังค่ะ คุณลุงแบบนี้ก็พอทำป่นปลาทานได้ทั้งครัว  ไม่ต้องซื้อให้เปลืองเงิน"  คุณลุงจะได้อบอุ่นใจและรู้สึกว่าพวกเราไม่ได้แปลกไปกว่าลุงเลย

               เราเดินขึ้นเนินจากสะพานปูนไปประมาณ  ๒๐  นาที  ได้พบกองฟางหลายกองอยู่บนลานกว้าง  ทำให้คิดถึง  "การนวดข้าวของชาวบ้านที่มีการระดมกำลังร่วมมือกัน   อันเป็นการแสดงออกถึงความรัก  ความสามัคคีของชาวบ้านที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา"  และคิดว่า "กองฟางเหล่านี้ชาวบ้านจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง  อย่างน้อยต้องเป็นประโยชน์แน่นอน"

               หยุด..มองไปด้านหน้าและสองข้างทางได้เห็นไร่ของชาวบ้าน  ส่วนมากเป็นไร่ข้าวโพดที่ถูกตัดเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว  บางแห่งปลูกพริก มะเขือ และถั่วฝักยาว  ทำให้นึกถึงการซื้อขายผลิตผลที่ตลาด  "ราคาพริกเม็ดเล็กขีดละ ๑๐ บาท"  แต่ชาวไร่ที่นี่อาจมีโอกาสได้ราคานี้น้อยมาก  เพราะผลผลิตของชาวไร่ชาวสวนจะถูกส่งขายต่อไปยังพ่อค้าคนกลางเสียเป็นส่วนใหญ่

               ชาวไร่แต่ละครอบครัว ขับรถบรรทุกผลผลิตจากไร่  ส่วนใหญ่เป็นกระสอบข้าวโพด  ทุกคนส่งรอยยิ้มให้พวกเราอย่างร่าเริงเบิกบาน  ฉันได้แต่คิดว่าอยากจะให้ยิ้มของฉันเป็นยิ้มที่มีความหมายต่อการเกิดกำลังใจ  และอยากให้พวกเขาได้รู้ว่าพวกเราไม่ต่างกันเลย

            ระหว่างทางเราเดินลัดเลาะหญ้าแห้ง และกิ่งหนามลงสู่ลำห้วยอีกแห่งหนึ่งเรียกกันว่า "ห้วยกอก" ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ลำห้วยแห่งแรก  เพียงแต่มีลำห้วยกว้างกว่าซึ่งจะต้องติดตามไปเรียนรู้ที่มาของชื่อห้วยกอก  ความรู้สึกเย็นยะเยือกมากขึ้นประกอบกับเสียงไหลซัดสาดของกระแสน้ำกระทบกับโขดหิน

            บรรยากาศบรรยายโดยภาพ  ถ้าฤดูน้ำมีมากจะกลายเป็นแก่ง  หากน้ำลดลงเช่นเวลานี้ก็เป็นเสมือนน้ำตกที่ไหลเป็นทางลาดลงไปเป็นทางยาว  เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านที่นี่

            การพูดคุยของเรา "ในภาพ" ผอ.ณัฏฐ์ ยิ้มเพื่อรอคำตอบของการตั้งคำถามของประเด็นที่ผ่านมาว่า "พี่คิมว่าผมจะทำได้ไหมครับ"  ฉันรีบตอบทันทีว่า "ได้สิน้อง เมื่อเราคิดและเริ่มลงมือทำ  แสดงให้เห็นว่าเราได้สำเร็จแล้วที่ได้ทำ ส่วนผลของความสำเร็จขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นค่ะน้อง"   ย้อนกลับตามเส้นทางเดิม  เพื่อไปรอประชุมชาวบ้าน  หากมีเวลาคงได้เห็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่ง

               ธรรมชาติแวดล้อมของหมู่บ้านห้วยกอก  งดงามและเป็นธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์  ร่องรอยของการทำลายหรือได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก  นับเป็นโชคดีของชาวบ้านและผู้คนที่นี่  ที่มีโอกาสได้สัมผัส  และใกล้ชิดกับความงดงามทางธรรมชาติล้อมรอบตัว

           "รูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กและการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนในชุมชนแต่ไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต"    ขอเป็นกำลังใจและเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมคิดร่วมทำ