สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

 

          เป็นยมยักษ์ชนีลิงจริงแน่หรือ ที่แท้คือหัวโขนเขาโยนใส่ เมื่อจบบทปลดเปลื้องหมดเรื่องไป มาเช่นใดก็ต้องเป็นเช่นนั้นเอง

         เมื่อไปเที่ยวงานผีตาโขนที่เมืองเลย เราจำกันได้ดีว่าคนแสดงจะสวมหน้ากากผีตาโขนหรือแม้แต่วันวันฮาลาวีนคนเล่นก็สวมหนากากผีกันแล้วเล่นอย่างสนุกสนาน บางครั้งเครื่องเล่นก็ทำให้เราเพลิดเพลินลืมความทุกข์ระทมขมขื่นที่แต่ละคนมีได้ไประยะหนึ่ง ซึ่งจบงานถอดหน้ากากเราก็เข้าสู่ชีวิตจริงที่มีทุกข์บ้างสุขบ้างคนละอย่างสองอย่างหรืออาจหลายอย่างนับไม่ไหว  

          ในยามพักผ่อนเมื่อคนเรากลับจากทำงานเราเลือกดูทีวีบ้าง ดูหนังแผ่นบ้างหรือดูข่าวเพื่อให้รู้ว่าอะไรกำลังเกิดกับบ้านเมืองเรา อย่างน้อยก็พอให้เราได้คุยกับเพื่อนในเวลาทำงานได้บ้าง ถ้าเขาพูดเรื่องการบ้านการเมือง แต่ก็ไม่วายที่เราต้องมีความบันเทิงส่วนตัวบาง

 

           วันนี้เปิดเคเบิ้ลทีวี ดูช่องภาพยนตร์เขาฉายเรื่อง “หน้ากากเทวดา” (Son of the Mask )อาจเก่าไปนิดแต่ได้ดูรอบสามทำให้จำเรื่องได้ดีขึ้นซึ่งเรื่องหน้ากากเทวดานี้ดำเนินเรื่องไปว่า หน้ากากเทวดานี้ มีอำนาจดลบันดาลให้คนเป็นอะไรต่ออะไรได้ พอสวมหน้ากากเทวดาแล้วคนจะลืมตัวสามารถทำอะไรได้เกินความเป็นจริงเมื่อถอดหน้ากากเทวดาออกก็ทำอะไรไม่เป็น คล้ายเราใส่แว่นตาขยายพอถอดก็เดินลำบากทำอะไรบางอย่างผิดไป...ผลก็ทำให้เราต้องใส่แว่น ภาพยนต์เรื่องนี้ก็เหมือนกันคนอยากทำอะไรได้พิศดารพิเศษต้องใส่หน้ากากเทวดาและอยากให้หน้ากากเทวดาเป็นหน้าจริงตลอดเวลา เพื่อทำอะไรพิเศษ.....หนังจบทำให้เกิดข้อคิดไว้ว่า...

            ตอนนี้คนไทยเรากำลังติดหน้ากากมายาเข้าหากันแต่มิใช่หน้ากากเทวดา แต่เป็นหน้ากากแห่งการแสดงความมั่งมีศรีสุขและหน้ากากที่บอกนิสัยที่ติดอยู่กับความร่ำรวยอวดรวยทั้งที่มีอะไรจะกินมากนัก

         พวกเราสวมหน้ากากเทวดาหรือหน้ากากมายา มานะทิฏฐิ หน้ากากอวดร่ำรวย หน้ากากจอมปลอมหรือไม่ มีข้อสังเกตคือ:-

            ๑.   แต่งตัวโก้ ถ้ายังไม่ได้แต่งตัวโก้หรู ออกจากบ้านไม่ได้ รู้สึกว่าหัวใจไหวๆ ต้องแต่งตัวภูมิฐานรีดไม่มียับพับนิดนุ่งไม่ได้ จึงทำกลายเป็นหนี้หรือเป็นโรคทรัพย์จาง

             ๒.เข้าสังคมไฮโซ   ถ้าคนที่เราคบไม่ได้จบการศึกษาสูง ไม่มีงานที่มีตำแหน่งรู้สึกเสียหน้าทนไม่ไหว คบไม่ได้ เพราะเขาด้อยกว่า เกษตรกรคือคนชั้นต่ำ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ใช่เลย เรากำลังหลังดูหมิ่นบรรพบุรุษเราเอง 

           ๓.   กินอาหารร้านดัง  จะมีจนไม่เป็นไรขอให้ได้นั่งในร้านที่คนร่ำรวยกินกันพอได้มีหน้า พอออกมาจากร้านติดลบค่อยหาวิธียืมมาใช้ทีหลัง 

           ๔. นั่งรถมียี่ฮ้อ  ถ้ารถเก่าหรือเห็นคนขับรถจักรยานรู้สึกว่าคือคนรกถนนแสดงว่าเรากำลังมีนิสัยติดหน้ากากมายา หรือหน้ากากเทวดาเหมือนในภาพยนตร์ แต่ชีวิตจริงคนจนคนรวยคนจบปริญญาสูงหรือจบประถมศึกษาหรือไม่มีโอกาสศึกษา คนเก็บขยะ คนขายดอกไม้ตามสี่แยกก็คนเหมือนเรา ตายแล้วก็เผาเหมือนกัน นรกสวรรค์ไม่เคยแยกว่าคนรวยต้องไปสวรรค์ คนจนต้องไปนรกแต่แยกว่าอยู่ที่บาปกรรมหรือบุญกรรม  (ขวัญเรือน แสบงบาล และคณะ กล่าวถึงนิสัยคนไทยคนไทยที่มีงานทำไว้ว่า)

   ขี่รถปิคอั๊พโตโยต้า  มอเตอร์ไซด์ผ่อนคุรุสภา

บ้านราคาหลายแสน   ไปจีบแฟนในห้องอาหาร

เงินกู้ธนาคารส่งแค่ดอก  สหกรณ์กู้สามแสนห้า

หกหมื่นกว่ากู้กรุงไทย สวัสดิการกู้เต็มสิทธิ์

ชีวิตนี้เรากู้เงินเพื่อสร้างบ้านและซิ้อรถและปิดจน 

หรือเพื่อโก้หรูโชว์ความรวยเท่านี้เองหรืออย่างไร.... 

            ๕. ท้อแท้ถ้าไม่เด่น  ถ้ารู้สึกว่าไม่เด่นก็จะไม่ออกจากบ้าน ถ้าเราด้อยกว่าไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ถ้าไม่ใช่แบนด์เนมแล้วใส่ไม่ได้ นิสัยเหล่านี้ล้วนแต่เป็นหน้ากากที่เราติดหรือมันคืออัตตาธิปไตย มิใช่ธรรมาธิปไตยคือความถูกธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต  เสแสร้งทำโก้ ข้างนอกสดใส ข้างในเป็นโพลง (พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง Speak is silver, silennt is gold )

           อาชีพทุกอาชีพคือสิ่งที่จะทำให้เราได้มีเงินทองเลี้ยงปากท้องและครอบครัว ความสุขของคนนักปราชญ์บอกว่าความสุขอยู่ที่กินอิ่มนุ่งอุ่นกินแซบนุ่งงาม เว้านัวหัวม่วน” “มีข้าวกิน มีดินอยู่มีคู่นอนนำ มีเงินคำใช้ มีเฮือนใหญ่ มีลูกหลานเล่นนำ” "มีเงินใช้ไร้โรคาพาให้สุข" คนเราที่อยู่ในสังคมแยกออกได้หลายประเภทเช่น ผู้นำ คูบา นักปราชญ์ อำมาตย์ ประชาชาชน เราจึงควรรักษาอาชีพเราให้ดีและให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ โดยยึดความชอบธรรม พึงพอใจที่เป็นสิ่งไม่ผิดกฏหมายศีลธรรมไม่หวั่นไหวกับกระแสสังคม

         การยึดค่านิยมตามสีงคมหรือยึดเอาสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำเป็นมาตรฐานวัดความดีชั่วอาจมีข้อผิดพลาดได้ง่าย เขาทำอะไรก็ทำตาม หรือการเอาตนและค่านิยมตนเองวัดดีชั่วยังถือว่าเราสวมหน้ากากมายาไว้แน่น  ถามว่าเราสวมหน้ากากเทวดาหรือหน้ากากมายาเพื่ออะไร เพื่อความสุขหรือเพื่อจะเป็นทุกข์มากขึ้น แต่ถ้าเมื่อใดที่เรายึดธรรมาธิปไตยความถูกต้องตามหลักธรรมของพุทธศาสนาทำดีด้วยความจริงใจ มิใช่เสแสร้งทำความดี นี้คือเราได้ปลดหน้ากากมายาหรือหน้ากากเทวดาออกได้แล้ว...เราได้ยึดความดีเป็นที่ตั้งแล้ว

              แต่ทุกวันนี้ทำไมคนเราหลายคนยังไม่ถอดหน้ากากมายาหรือหน้ากากเทวดานี้ออกสักที ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องยอมรับความจริงที่มี ที่เป็นเลิกเสแสร้งแกล้งรวยแกล้งเป็นคนจนในคราบร่ำรวยกันสักที หรือว่าเราติดสุขในหน้ากากมายานี้หรือมันติดทุกข์ตรงไหนจึงถอดออกไม่ได้ ต้องวนเวียนอยู่ในวังวนการสวมใส่หน้ากากเข้าหากันตลอดไป

         จงถอดหน้ากากมายาหันมาใช้หน้าที่แท้จริงของเรา รู้จักพอเพียง รู้กินพอดี รู้ความพอเหมาะ รู้เสาะหาแบบอย่างที่ดี เป็นอยู่ตามสถานภาพที่เราเรียกกันว่าพอเพียง....