เปลี่ยนวิธีคิดใส่ Play ลงไปในงาน ช่างดูเหลวไหลดูควบคุมลำบากสำหรับงานชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานสูงในการประเมิน แต่ผมกลับคิดว่า ไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับสิ่งที่เรามุ่งมั่นจะทำและหากจะทำก็ขอให้มีความสุข สนุกเต็มที่ในการงานนั้นครับ

 

งานและเล่น...คือหัวใจของทีมงาน
"เพราะเราอยากได้ผลผลิตที่ออกมาเเล้วเหมือนงานศิลปะเล่มหนึ่งที่ใครๆก็อยากจะอ่าน" คำนี้พี่เอกสอนเสมอ ยินดีที่ได้เลือกให้เป็นหนึ่งในทีมงานนะคะ
มีความสุขที่ได้ทำงานร่วมกับทีมค่ะ

 

เป็นประโยคที่ทีมงาน เขียนโพสลงในเวปแห่งหนึ่ง ถือว่าเป็นการ AI ร่วมกันในสิ่งที่ผมได้แลกเปลี่ยนกับน้องๆ

ผมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทีมงานของผมในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในระหว่างประชุมเตรียมงาน Conference proceeding ที่เรารับทำให้องค์กรแห่งหนึ่งว่า “การทำงานเราต้องทำให้สนุก เพราะการทำงานที่สนุก มีความสุข และเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกันได้ ผลลิตของงาน ที่เรารับมาประดุจงานศิลป์ที่เราต่างก็เป็นศิลปินรังสรรค์งานที่ดีที่สุด สอดคล้องกับจิตวิทยาการรับรู้ของมนุษย์พื้นฐาน คนรับการสื่อสารที่ดีงามของเราจะได้รับความสุขแถมไปด้วยนอกจากงานคุณภาพ”

คำว่า Play  เป็นเครื่องมือหนึ่งของ ที่Spiritual skills  & tools ผมได้ฝึกการมองวิถีการทำงานให้ง่ายมากขึ้น ทุกอย่างเกิดแต่ใจ ดังนั้นหากใจเรามีความสุข มีอารมณ์สนุกงานที่ยากแสนยากที่อยู่อยู่ตรงหน้าเรากลับมองว่า น่าท้าทายและอยากกระโจนลงไปลุยในทันที

การเล่น Play เป็นการเรียนรู้ความสุขและการหัวเราะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ การทำงานอย่างมีความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องฝืน ด้วยการปล่อยวางอุปสรรคและข้ามผ่านความยุ่งยากทั้งปวง บางคนอาจรู้สึกขัดเขินในตอนแรก แต่การเล่นเกม หรือละครเบาๆเป็นประสบการณ์ที่ดีจะพาเราไปผูกพันเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้เพราะเราแค่ทำตัวเป็น “ตัวของเราเอง” ความรู้สึก “สบายๆ” เป็นกิริยาที่ช่วยให้เราเป็นผู้ฟังที่ดี มีความอดกลั้นและมีวิจารณญาณที่เหมาะสม(มูลนิธิบราห์มา กุมารี ราชาโยคะ -สุทธิสาร)

จริงๆกิจกรรม Play ใช้ในการทำเวที กระบวนการเพื่อคลายเครียด สร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมกัน นำไปสู่ความรักและเชื่อมใจกันง่ายๆ แต่ผมนำมาใช้กับการทำงานในชีวิตจริง

ยากเหมือนกันครับกับการปรับตัว ปรับใจ ของ “นักทำงาน” หลายท่านให้เปลี่ยนวิธีคิดใส่ Play ลงไปในงาน ช่างดูเหลวไหลดูควบคุมลำบากสำหรับงานชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานสูงในการประเมิน แต่ผมกลับคิดว่า ไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับสิ่งที่เรามุ่งมั่นจะทำและหากจะทำก็ขอให้มีความสุข สนุกเต็มที่ในการงานนั้นครับ

ผมเคยไปเป็นวิทยากรอบรมงานใหญ่งานหนึ่งกับผู้เข้าร่วมประชุมนับพัน ก่อนที่จะขึ้นเวทีพูดคุยผมนั่งนิ่งๆ ไม่มีอาการประหม่าหรือตื่นเต้น อาจารย์ของท่านหนึ่งท่านก็มีภาระกิจเช่นเดียวกับผม ถามผมว่า “ทำไมผมถึงไม่เกิดอาการตื่นเต้น ประหม่าอันใดเลย” ผมบอกอาจารย์ว่า  “ผมคิดว่าการทำหน้าที่ปกติ  ผมใช้ความสามารถที่ผมมี และแลกเปลี่ยนออกไปดังนั้นไม่มีอะไรที่ยากในความคิดผมเลย”

ใช่ครับ ...ผมอาจมั่นใจในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้และตั้งใจนำเรื่องที่รู้ ถ่ายทอดออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่ต้องเตรียมการและเครียดมากแต่อย่างใด แต่ผมก็ยังใส่ความรู้สึกสนุกและความรักให้กับคนเข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ลงไปด้วย

การสัมมนาในช่วงหลังๆส่วนใหญ่การบรรยายจะเน้น “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” กันมากกว่า หากเราได้เรียนรู้ทักษะการเป็นวิทยากรกระบวนการที่เข้าใจความเป็นมนุษย์บ้างแล้ว เราจะมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ปราศจากอาการประหม่าและตื่นเต้น  “พื้นฐานมนุษย์เราจริงๆแล้วความต้องการพื้นฐานเราไม่ต่างกันเลย...”  หากเข้าใจตรงนี้ การเป็นวิทยากรกระบวนการก็จะสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เราวสามารถบริหารจัดการความรู้สึกของผู้เข้าร่วมอบรมได้ดีมากขึ้นไปด้วย...

จงทำงานด้วยความสุข และสนุกเข้าไว้นะครับ แล้วผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการงานนั้นจะดีเอง