มุมมองต่อการถอดบทเรียนความสำเร็จของโครงการ SHA

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

 

ถึงแม้ว่าการดำเนินงาน โครงการ “การสร้างเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการคุณภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” หรือ โครงการ SHA จะเป็นช่วงเริ่มต้น และมีการดำเนินงานตามแนวคิดผสานงานพัฒนาคุณภาพกับการส่งเสริมสุขภาพมาในระยะเวลาไม่นาน แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้น กลับผลักดันให้มีการเคลื่อนงานคุณภาพอย่างมีพลัง ให้กับคนทำงานทางด้านสุขภาพ จึงมีคำถามว่า เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ?

 

ทางทีมงานถอดบทเรียนได้มีโอกาส ถอดบทเรียนและเรียนรู้ในสองโรงพยาบาลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลนำร่องตามโครงการ SHA คือ โรงพยาบาลพิจิตร จังหวัดพิจิตร และ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งสองโรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด และเป็นโรงพยาบาลในระดับปฐมภูมิ ความซับซ้อนของการวางแผนการพัฒนาสุขภาพในพื้นที่มีความซับซ้อนด้วยขนาดของโรงพยาบาลและจำนวนบุคลากร รวมไปถึงพื้นที่รับผิดชอบ แต่จากข้อมูลเบื้องต้นทำให้ทราบว่า โรงพยาบาลทั้งสองแห่งมีกระบวนการพัฒนาคุณภาพที่ประสบความสำเร็จ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาโรงพยาบาลไปกับกระบวนการพัฒนาคุณภาพได้เป็นอย่างดี

หนังสือ ถอดบทเรียน โครงการ SHA

 

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากระยะเวลาการดำเนินการโครงการ SHA เพียงไม่นาน เกิดขึ้นได้อย่างไร? ทางทีมงานถอดบทเรียนได้สรุปได้ 4 ประเด็นดังต่อไปนี้

  1. ความสอดคล้องกับวิถีชีวิต และต้นทุนเดิมของโรงพยาบาล  ทำให้เกิดการเติมเต็ม ต่อยอดกระบวนการพัฒนาคุณภาพ ด้วยกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพเป็นกระบวนการที่ผู้คนใช้อยู่แล้วเป็นประจำเป็นการจัดการความรู้ของชีวิต แทรกอยู่ทุกอณูของการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ดังนั้นกระบวนการพัฒนาคุณภาพก็เช่นเดียวกันไม่ได้แปลกแยกไปจากวิถีชีวิตเลย  การเติมเต็มงานคุณภาพโดยใช้บทเรียนที่มีฐานจากวิถีชีวิตปกติ เข้าสู่งานที่ทำ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีการปลุกเร้าด้วยความสุขและกำลังใจ  ส่วนในด้านต้นทุนของโรงพยาบาลที่มีทักษะด้านเครื่องมือพัฒนางานประจำเช่น TQM,5 ส,OD,ESB และ R2R ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นฐานด้านทักษะที่เตรียมพร้อมไว้เป็นอย่างดี เมื่อการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมีจิตวิญญาณของบุคลากรทุกคน จึงมีความยั่งยืนและเกิดเป็นวัฒนธรรม  จุดแข็งของ SHA จึงอยู่ที่ “มีหลักการแนวคิดที่ชัดเจน มีความยืดหยุ่นและมีความอิสระ” สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละบริบทของพื้นที่ ตอบสนองเป้าหมายของคนทำงาน 
  2. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้นำ มุมมองของการพัฒนาคุณภาพมีส่วนสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสู่ความยั่งยืน  ผู้นำที่ให้ความสำคัญและเข้าใจ ความยั่งยืนของการดูแลสุขภาพผ่านงานส่งเสริมสุขภาพที่ต้องใช้เวลาและกระบวนการเสริมพลังอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงกระบวนการทำงานเชิงรุกด้านสุขภาพอย่างมียุทธศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม มองเป้าหมายที่เรียกว่า “สุขภาวะ” ร่วมกัน กระบวนทัศน์ของผู้บริหารจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเอื้อให้บุคลากรได้มีพื้นที่แห่งตัวตนได้อย่างอิสระและมีความพึงพอใจ เป็นบรรยากาศของการทำงานที่ให้เกียรติ ให้ศักดิ์ศรี คุณค่าที่เท่าเทียม กระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไปลักษณะนี้ ทำให้เกิดพลังของกลุ่มและพลังของความสุข 
  3. การบูรณาการระหว่างงานส่งเสริมคุณภาพ และ งานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล งานส่งเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลมีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เรียนรู้ถึง “แก่น”ของงานส่งเสริมสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับ คน การมีส่วนร่วม วัฒนธรรมและความเชื่อ คลี่คลายปัญหาสุขภาพโดยการสร้างความตระหนัก องค์ความรู้ที่จำเป็น เพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพของตนเอง ชุมชน มีการเชื่อมโยงร่วมด้วยช่วยเหลือกันของภาคีหุ้นส่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี (Quality of life) มีความสุขและยั่งยืนอย่างแท้จริง 
  4. กระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างมีพลั การลองผิด ลองถูกของกระบวนการการพัฒนาคุณภาพเพื่อค้นหาจุดสมดุลพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยฐานขององค์ความรู้  พบว่า มีการเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ผ่อนคลาย ยืดหยุ่น รวมไปถึงการสนับสนุนนวัตกรรมทางด้านสุขภาพที่หลากหลาย “การนำเสนอผลงานและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้” เป็นกลยุทธ์ในการ “สร้างและใช้ความรู้”  เป็นกระบวนการจัดการความรู้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง  มีการจัดตั้งทีมผู้ให้ความรู้ สังเคราะห์ความรู้ที่จำเป็นเพียงพอสำหรับองค์กร  รวมไปถึงทีมที่ให้คำปรึกษา เป็นทีมกัลยาณมิตรช่วยเหลือกัน สร้างชุมชนนักปฏิบัติ(Community of Practice : CoP) ที่เป็นธรรมชาติ ภายใต้บรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ต่อยอดออกไปในชุมชน สร้างกระบวนการเรียนรู้ต่อยอดและใช้เครื่องมือที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ งานที่ได้ผล คนเป็นสุข ความสุขที่เบิกบานที่เกิดจากการให้และรับอย่างสมดุล

           

           โครงการ SHA ที่มีจุดมุ่งอยู่ที่ความ “ยั่งยืน”  คนทำงานในแวดวงการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า SHA ทำให้งานที่ทำอยู่ชัดขึ้น และ SHA ให้โอกาสคนทำงานในมิติจิตใจที่ยากแก่การมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ด้วยลักษณะกระบวนการที่ซับซ้อนละเอียดอ่อน ผลิตที่ได้ก็เป็นเชิงนามธรรมที่ใช้ตัวชี้วัดใดๆ มาตัดสินกำหนดมาตรฐานไม่ได้เลย ถือว่า SHA ให้โอกาสและพื้นที่ พร้อมๆกับสร้างพลังความดีงามให้ขยายขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จที่ได้จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ หากแต่ว่าสั่งสมวัฒนธรรมการทำงานคุณภาพผ่านเครื่องมือที่หลากหลายมาระยะหนึ่ง

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ศาลายา

๒๒ กพ.๕๓