เหตุที่บรรณารักษ์....(ต้อง) เปลี่ยนไป....ด้วยกันกับสังคมแห่งการเรียนรู้
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> มุจลินทร์ ผลกล้า
เหตุผลที่บรรณารักษ์ ต้องเปลี่ยนไปเนื่องจากพฤติกรรมผู้ใช้ห้องสมุดเปลี่ยนไป เช่น
- จำนวนการยืม – คืนลดลง….แต่การ ดาวน์โหลด เนื้อหาจากฐานข้อมูลเพิ่มมากขึ้น
- จำนวนผู้เข้าห้องสมุดน้อยลง แต่…จำนวนครั้งที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้น
- สำนักวิทยบริการ จึงต้องอำนวยความสะดวกในการค้นหาความรู้
รูปแบบการบริหารจัดการความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาไทยเน้นด้านการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ และการบริการความรู้ ซึ่งประกอบด้วย 10 ด้าน คือ ด้านวิสัยทัศน์ การเป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้และชุมชนนักวิชาการ ด้านภารกิจ คือ การผลิต ถ่ายทอด และการให้บริการความรู้ ด้านนโยบาย คือให้มีการแบ่งปันความรู้อย่างทั่วถึงทั้งภายในและภายนอก สถาบันด้านเป้าหมาย คือ การพัฒนาวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวัฒนธรรม การบริการความรู้ พัฒนาผู้รู้งานหรือเจ้าหน้าที่ชำนาญการ (Knowledge Worker) พัฒนาฐานความรู้อิเล็กทรอนิกส์ ของสถาบันด้านกระบวนการแบ่งปันแลกเปลี่ยนและบริการความรู้ คือ การเตรียมความพร้อม การกำหนดวิธีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนและบริการโดยผ่านฐานความรู้อิเล็กทรอนิกส์
จุมพจน์ วนิชกุล (2547) กล่าวว่า การจัดการความรู้ในระบบเครือข่าย สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในปีงบประมาณ 2547 สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ได้ริ่เริ่มพัฒนาปรับปรุงการให้บริการของสำนักวิทยบริการในลักษณะการจัดการความรู้เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการให้มากขึ้น โดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาความต้องการของผู้ใช้บริการ แล้วนำมากำหนดเป็นแผนกิจกรรมการพัฒนาผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งเสร็จสิ้นระยะการศึกษาความต้องการแล้ว ได้พบกระแสความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ที่สะท้อนสภาพความมีชีวิตของห้องสมุดที่เริ่มขึ้นจากทั้งฝ่ายผู้ให้บริการและผู้รับบริการ และจากฐานของการดำเนินการในปีงบประมาณ 2547 นี้ เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏมุ่งยกระดับงานของสำนักวิทยบริการในปีงบประมาณ 2548 เพื่อปรับปรุงการบริการด้านสารสนเทศผ่านเว็บที่สำนักวิทยบริการได้จัดทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏที่ผ่านมาได้ดำเนินการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการเผยแพร่สารสนเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางในระดับประเทศด้วยการใช้โปรแกรมจัดการฐานข้อมูลที่ชื่อว่า rLocal ในการดำเนินงานฐานข้อมูล ฐานข้อมูลดังกล่าวมีการเชื่อมโยงกันในแต่ละหน้าจอโฮมเพจของแต่ละสำนักวิทยบริการในมหาวิทยาลัยราชภัฏแต่ละแห่ง
บทบาทของผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ คือ
1. แนวคิดเรื่องการเสริมพลังความรู้ (Knowledge Activist)
มีเป้าหมาย 6 ประการของการเสริมพลังความรู้ได้แก่ (วิจารณ์ พานิช, 2547) 1.1 ริเริ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำให้พุ่งเป้า 1.2 ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 1.3 ยกระดับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วทั้งองค์กร 1.4 เพิ่มการยอมรับต่อพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยทำกิจกรรม สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ขององค์กร 1.5 เตรียมพนักงานที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เข้าสู่งานใหม่ที่ต้องการความรู้ความสามารถที่พนักงานผู้นั้นม 1.6 เชื่อมโยงโลกทัศน์ออกสู่ภายนอกมหาวิทยาลัย และภายนอกชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้เล็กน้อยภายในองค์กรเข้าสู่การปรึกษาหารือเพื่อการปรับเปลี่ยนองค์กรในภาพรวม และบทบาท 3 ประการของผู้เสริมพลังความรู้ได้แก่ เป็นผู้ เติมพลัง (catalyst) ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นผู้ ประสานเชื่อมประโยชน์ (Co-ordinator) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเป็นนักขายภาพอนาคต (Merchant of Foresight) และจากการศึกษาแนวทางการศึกษาไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการความรู้ที่สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก ข้าพเจ้าในฐานะอาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร จึงต้องเน้นสิ่งนี้ให้กับนักศึกษาสาขานี้ด้วยเพื่อการจัดการสารสนเทศที่ดีและทรงคุณค่าให้กับผู้ใช้บริการต่อไป
จากการศึกษาเรื่อง การจัดการความรู้ในศตวรรษที่ 21: บทบาทของบรรณารักษ์ในสถานศึกษาของแมกกาวน์ (McGown, 2000) พบว่า หนึ่งในหลายสิ่งที่ท้าทายของห้องสมุดในปัจจุบันคือ การที่จะดำรงไว้ซึ่งจุดแข็งดั้งเดิมของห้องสมุดไว้ ในขณะเดียวกันก็ผสานเข้ากับเทคโนโลยีได้ด้วย ห้องสมุดในสังคมปัจจุบัน ได้ถูกเปลี่ยนแปลงโดยรูปแบบการใช้เทคโนโลยี ดิจิตอลมาจัดการความรู้ยุคสารสนเทศ ในการศึกษานี้ยังตรวจสอบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของหนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด และการปรับเปลี่ยนสู่ข้อมูลแบบดิจิทัลของห้องสมุด ในสถานศึกษา
ในการปรับเปลี่ยนของห้องสมุดประชาชนเซี่ยงไฮ้ จากศูนย์ข้อมูลทางอักษรศาสตร์สู่การเป็นแหล่งแห่งความรู้ ซึ่งเมียว (Miao, 2001) ได้กล่าวไว้ว่า การนำทางสู่ความรู้เป็นแนวคิดหลักของกลยุทธ์การมุ่งเน้นความรู้ คือ ประการแรกห้องสมุดเคยเป็นเพียงแต่สถานที่เก็บรักษาหนังสือซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการจัดเตรียมการนำส่งความรู้ สำหรับในกลยุทธ์ใหม่ วัตถุประสงค์หลัก คือ การเปลี่ยนสู่การรวบรวมความรู้ในเนื้อหาที่มีอยู่ โดยจัดเป็นแยกหมวดหมู่ตามเนื้อหา และจัดทำรายการโดยใช้เมตาดาต้า (metadata) ประการต่อมา การนำทางสู่ความรู้คือ การสร้างทัศนคติของการให้บริการที่มีความกระตือรือร้น มากขึ้น ประการที่สาม นั้น ตัวห้องสมุดเองจะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็น ท่าแห่งความรู้ไม่ว่าความรู้นั้นจะอยู่ในรูปแบบของดิจิทัลหรือกระดาษ ไม่เพียงแต่การใช้บริการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หรือสอบถามกับบรรณารักษ์โดยตรงในการช่วยเหลือในการค้นหาข้อมูลในห้องสมุด ผู้ใช้บริการยังได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากบรรณารักษ์ในการค้นหาข้อมูลและเชี่อมโยงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายนอกห้องสมุดอีกด้วย ประการสุดท้าย การมุ่งเน้นการให้บริการพิเศษและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะละเลยการให้บริการ แบบดั้งเดิมของห้องสมุด ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นการเสริมสร้างการแบ่งปันความรู้ และบูรณาการการให้บริการแก่ห้องสมุดชุมชนและห้องสมุดสถานศึกษาด้วย ผู้อ่านและผู้ใช้บริการทั่วทั้งเมืองสามารถมีความสุขกับการบริการแบบเดียวกัน โดยปราศจากความลำบากในการเดินทางไกลและความแออัดของห้องสมุดประชาชนเซี่ยงไฮ้
2. เทคโนโลยีการศึกษากับการจัดการความรู้
โจทย์สำคัญของนักเทคโนโลยีการศึกษาไทย ก็คือ จะสร้างนวัตกรรมอย่างไร ให้สามารถสอดคล้องกับสังคมไทย และสามารถรับกับสภาพแวดล้อมในสังคมโลกได้ การสร้างนวัตกรรมจากความรู้ภายใต้ความเป็นไทย จึงเป็นเกราะหรือแนวทางที่จะทำให้ไทยมีจุดยืน มีความเข้มแข็งและต้านทานการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ดังนั้นนักเทคโนโลยีการศึกษาจึงต้องมาพิจารณา บทบาทที่จะเป็นผู้ดึงความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตนของคนให้สามารถแสดงออก เก็บรักษาและถ่ายทอดแก่คนรุ่นหลังได้
การสร้างนวัตกรรมต้องอาศัย ความรู้ ความรู้เกิดจากการเรียนรู้ การเรียนรู้จะเกิดได้ดีที่สุดย่อมเกิดจากผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามความต้องการภายในตน ความรู้แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 1. Know-what หมายถึงความรู้ในข้อเท็จจริงต่างๆ 2. Know-how เป็นความรู้ที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคม การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม- 3. Know-why เป็นความรู้เชิงเหตุผล สามารถปรับแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้แลกเปลี่ยนกับผู้อื่นได้ 4. Care-why เป็นความรู้ การสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคล (Boyelt, 2001: 5) ความรู้ใน 4 ระดับดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่นักเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องจัดการให้เกิดความรู้ในสังคม ฝังแน่นและเป็นประโยชน์ต่อคนโดยรวม
3. สาระและขอบข่ายเทคโนโลยีการศึกษาตามแนวคิด Flexible Learning System สาระและขอบข่ายเทคโนโลยีการศึกษาตามแนวคิดต่าง ๆ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะคล้าย ๆ กัน คือ การให้ความสำคัญของผู้เรียนเป็นสำคัญ แล้วนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต แนวคิดของ Flexible Learning System ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งพอจะสรุปแนวคิดที่นำมาใช้ได้ดังนี้ 3.1) หลักการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดการเรียนการสอนในลักษณะนี้ผู้เรียนจะมีบทบาทสำคัญในการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง และกำหนดวิธีการ วัน เวลา ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นลงทะเบียนเรียนจนถึงการสอบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคั 3.2) หลักการสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพ ระบบการศึกษาแบบ Flexible Learning จะเรียนผ่านสื่อในลักษณะต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหลักการสื่อความหมายจะเป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องเป็นการสื่อความหมายที่ง่าย ๆ ชัดเจน มีการนำเสนอที่ดีและจูงใจ 3.3) หลักการยืดหยุ่นตามความพร้อมและความต้องการของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การยืดหยุ่นเรื่องเวลาและสถานที่ โดยผู้เรียนอาจมาเรียนในสถาบัน หรือศึกษาด้วยตัวเองผ่านสื่อต่างๆ นอกจากนี้หลักสูตรรายวิชาต่างๆ จะต้องเปิดกว้างให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความต้องการและความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะแรงงานในปัจจุบันที่ต้องการทักษะหลาย ๆ อย่าง (Multi Skill)
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดและปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบบการเรียนแบบยืดหยุ่นประสบความสำเร็จดังนี้ 1. ระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากระบบการศึกษาแบบ Flexible Learning จะเน้นการเรียนการสอนผ่านสื่อโทรคมนาคมเป็นหลัก ดังนั้นระบบการสื่อสารโทรคมนาคมจะต้องสะดวกรวดเร็วและสามารถสนองความต้องการของสถาบันการศึกษาและผู้เรียนที่จะเข้าถึงฐานข้อมูลที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ประสบการณ์การเรียนรู้ 2. ครูผู้สอนจะต้องเปลี่ยนแนวคิดจากเดิม คือ จากการเป็นผู้สอน หรือผู้ถ่ายทอดวิชาให้กับผู้เรียน ไปเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียน เพื่อจัดการหรืออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เรียนเองตามความเหมาะสม ตามศักยภาพ และสภาพแวดล้อมของตนเอง การเรียนรู้ยังคงเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงปฏิสัมพันธ์จากการพบปะโดยตรง และสม่ำเสมอ 3. จะต้องจัดบริการต่างๆ ให้ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บริการให้ข้อมูลข่าวสารและทรัพยากรการเรียนต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของระบบการศึกษาแบบ Flexible Learning การมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองระบบการเรียนแบบยืดหยุ่น หรือ Flexible Learning System เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่นับวันจะมีบทบาทสำคัญในระบบการศึกษามากขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องอาศัยความพร้อมทั้งของครู ผู้เรียน และที่สำคัญคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนแบบยืดหยุ่นสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนการสอนปกติได้ เช่น การใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรูปต่างๆ เป็นองค์ประกอบเสริมในการเรียนให้ผู้เรียนมีโอกาสในการเรียนรู้ ตามความสามารถ ความพร้อมและความต้องการของแต่ละคนมากขึ้น
4. เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ส่งผลกระทบต่อการศึกษาและสังคมอย่างไร
อย่างที่ทราบกันแล้วว่า เทคโนโลยีนั้นคือแนวคิดวิธีการ ส่วนนวัตกรรมนั้น เน้นไปที่เครื่องมือ โดยเมื่อเครื่องมือใดๆได้รับการทดลองใช้แล้ว และได้ผลมีประสิทธิภาพ ก็จะถูกยกขึ้นเป็นเทคโนโลยี ซึ่งทั้งเทคโนโลยี และ นวัตกรรม ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาศักยภาพ หรือประสิทธิภาพ ผลสัมฤทธิ์ ให้สูงยิ่งขึ้น การนำเอาเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ในวงการการศึกษา ก็จะทำให้การศึกษา มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้น และมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การนำชุดการสอนมาใช้ในการศึกษา ซึ่งชุดการสอนสามารถนำมาเพิ่มศักยภาพของการเรียนรู้ได้ คือ การจัดการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง ในแต่ละโรงเรียน ย่อมมีผลสัมฤทธิ์ที่แตกต่างกัน โดยอาจจะมาจากตัวผู้สอนเองที่อาจจะขาดความรู้ในเรื่องที่จะสอน หรือไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมต่อการเรียนการสอน ชุดการสอนเข้ามามีบทบาทโดยเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำมาใช้เป็นแนวทาง และสูตรสำเร็จให้กับผู้สอน ดังนั้น ไม่ว่าผู้สอนจะมีความรู้ในเรื่องที่สอนมากน้อยเท่ากันหรือไม่ ก็ไม่มีปัญหา เพราะตัวชุดการสอน สามารถสอนผู้เรียนได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ผู้สอนมีหน้าที่เพียงเป็นผู้ควบคุมการสอนให้ดำเนินไปเท่านั้นเอง
5.การนำเทคโนโลยีการจัดการความรู้มาช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย
5.1 การประยุกต์ทฤษฎีการเรียนรู้มาใช้ในเทคโนโลยีทางการศึกษาและการสอน
การจัดการเรียนการสอนปัจจุบันได้นำทฤษฎีการเรียนรู้และหลักการแนวคิดทางเทคโนโลยีการศึกษาในทัศนะต่างๆมาใช้ร่วมกันอย่างผสมผสานเพื่อก่อให้เกิดคุณภาพของการสอนเทคโนโลยีทางการศึกษาการใช้วัสดุอุปกรณ์เข้าช่วยในการจัดการเรียนการสอนได้มีบทบาทอย่างมากในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการสอน ให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุจุดประสงค์ทำให้เกิดสภาพการณ์ที่มั่นใจได้ว่าจะก่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้ตามจุดประสงค์ของบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ 4 ประการ คือ 1. ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างแข็งขัน ด้วยความพึงพอใจและเต็มใจที่จะเรียนรู้ 2. ให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลย้อนกลับอย่างฉับพลัน ช่วยกระตุ้นผู้เรียนต้องการจะเรียนรู้ต่อไป 3. ให้ผู้เรียนได้รับการเสริมแรงด้วยการให้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จเรียนรู้ด้วยความพอใจ 4. ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เป็นขั้นตอนทีละน้อย ไม่เกิดความดับข้องใจ เรียนด้วยความสนใจ พอใจ และไม่เบื่อหน่าย
5.2 การแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการเรียนการสอน
“การแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ ในการเรียนการสอน” ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู ได้เสนอความรู้ ความคิด” นวัตกรรมการศึกษาด้วยหลักการ 4 อย่าง ดังนี้ 1. การจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ หมายถึงให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการกระทำความรู้เกิดจากกิจกรรมการเรียนการสอนที่นักเรียนได้ทดลอง ได้ปฏิบัติ ได้สังเกตจากของจริง ได้ทำงานร่วมกันได้ทำงานด้วยตนเองทำให้ได้ความรู้จริง หรือความจริงสูงสุดถึงประสบการณ์ชีวิตจริงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องใช้วิธีการใหม่ ๆ ใช้สื่อการสอน (Instructional Aids) หรือ โสตทัศนวัสดุ(Audiovisual Material) เพราะนักเรียนมีมาก วิทยากรต่าง ๆ ก้าวหน้าและมีมาก ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ให้มากที่สุดการใช้สื่อการสอนช่วยทำให้ครูลดบทบาทผู้ควบคุมชั้นเรียนเพียงผู้เดียว ให้นักเรียนสนุกสนานในการเรียนด้วยกิจกรรม นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ไม่ใช่ครูเป็นผู้บงการ2. การนำและการผลิตสื่อการสอนมาใช้ในห้องเรียนเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนจะช่วยพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความสามารถได้พัฒนาความแตกต่างของบุคคล และช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ คือ ได้เรียนเต็มกำลังความสามารถและเกิดความพึงพอใจและช่วยให้การเรียนการสอนนั้นได้ประสิทธิผล คือได้ผลตามความมุ่งหมาย 3. การบริหารอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพคือนวัตกรรมการศึกษาได้แก่การนำแนวความคิดและวิธีการใหม่ๆมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนางานด้านการศึกษาในโรงเรียน เช่นพัฒนาบุคลากรทุกฝ่ายให้มีความรู้ความสามารถช่วยพัฒนาการจัดระบบการสอนช่วยลดปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมการเรียนการสอนการบริหารอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ จะต้องกำหนดภาระหน้าที่ กำหนดนโยบายให้ชัดเจน มีการเตรียมแผนงาน โครงการ มีการบริหารงานตามจุดประสงค์ มีการติดตามและประเมินผลงาน และมีการปรับปรุงพัฒนางาน โดยสมาชิกของกลุ่มอยู่ตลอดเวลานวัตกรรมทางการศึกษา เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ในการจัดการศึกษาเรื่องที่อยู่ในขอบข่ายของนวัตกรรมทางการศึกษา ได้แก่ หลักสูตร วิธีสอน สื่อการสอน การจัดสภาพแวดล้อมช่วยในการศึกษา ตลอดจนการวัดผล การประเมินผลการเรียนการสอน 4. การวัดและประเมินผลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ เป็น นวัตกรรมการศึกษา การวัดและประเมินผล เป็นศาสตร์ สาขาหนึ่ง มีกระบวนการและวิธีการที่ได้พิสูจน์แล้ว ว่ากระทำอย่างใด จึงจะมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ สามารถวัดและประเมินสิ่งที่ต้องการได้ อย่างเที่ยงตรง
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะเห็นได้ว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ โดยดำเนินงานตามที่กำหนดเป็นกฎหมายการศึกษาของชาติ ทั้งนี้ “เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” จะเป็นศาสตร์สำคัญแขนงหนึ่งของการปฏิรูปที่จะช่วยปรับปรุง พัฒนา และยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติให้บังเกิดคุณภาพและประสิทธิภาพได้ การปฏิรูปการศึกษาโดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นฐานสำคัญของการปรับเปลี่ยนต้องส่งผลโดยตรงไปสู่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ในการจัดการศึกษาต้องตระหนักและช่วยกันขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานให้ก้าวสู่เป้าหมายโดยรวมได้ในอนาคต โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการจัดการศึกษาในอนาคตที่จะถึงนี้ จำเป็นต้องยึดแนวตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามการดำเนินการจัดการศึกษาทั้งในปัจจุบันและในอนาคต คงปฏิเสธไม่ได้ถึงความจำเป็นต่อการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อดำเนินจัดการศึกษา ในการนี้คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติตระหนักถึงประเด็นนี้ จึงได้นำเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาบรรจุลงไป พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอย่างเน้นหนักและชัดเจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้นหากขาดซึ่งนโยบายข้อบังคับหรือแนวทางการใช้แล้ว อาจจะก่อให้เกิดการใช้อย่างหลงทิศหลงทาง การใช้อย่างพุ่มเฟือย การใช้เพื่อเป็นเครื่องประดับของสถาบัน หากเกิดเช่นนี้แล้วจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆเลย แต่กลับทำให้ประเทศชาติสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างใช่เหตุ ในขณะเดียวกันแนวความคิดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารองค์กรสถาบันก็จำเป็นถึงจำเป็นที่สุด พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจะเป็นเครื่องชี้ทางหรือตัวที่ให้คำตอบแก่ท่านเหล่านั้นได้ดีที่สุดในการพัฒนาการศึกษาให้มีความเจริญและใช้ประโยชน์กับผู้เรียนได้จริงอย่างสมบูรณ์แบบ