บทความนี้ เขียนด้วยความเป็นห่วงชาวนาไทยทุกคนครับ (ภาพชานชลาสถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทองครับ) ผมได้มีโอกาสนั่งรถไฟจากในตัวเมืองนครศรีธรรมราชแล้วไปลงที่ สถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทองเพื่อกลับบ้าน คุณทราบไหมครับ ว่าผมเห็นอะไร สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากคือ การเปลี่ยนทุ่งนามาเป็นสวนยาง แล้วเมื่อนั่งมองออกไปทางหน้าต่างข้างเส้นทางรถไฟ ไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือด้านขวา ที่นาก็กลายเป็นสวนยางไปเยอะมากๆ แต่ที่น่าเศร้าอีกก็คือ ผมได้เห็นว่าสวนยางที่ได้กรีดกันไปแล้วนั่น ต้นเล็กนิดเดียวเอง ไม่แน่ใจว่าเพราะว่าอายุถึงหรืออะไรครบกำหนดที่กรีดได้แล้ว หรือว่าเพราะว่าช่วงนั้นยางราคาแพงคนเลยรีบกรีดกันก่อน (ลองดูนะครับ ว่านี่ขนาดสวนยางที่ปลูกในทุ่งนาที่ผมเห็น สังเกตขนาดของลำต้นยางนะครับ สวนยางนี้เปิดกรีดไปเรียบร้อยแล้วครับ หากคุณสังเกตดีๆ จะเห็นที่รองน้ำยางดำๆ ที่ลำต้นนะครับ) เหตุนี้ยังไม่เศร้าเท่ากับเมื่อไปดูที่ทุ่งนาของพ่อและแม่ที่ทำอยู่ยิ่งหนักเข้าไปอีก เมื่อสามทิศทางรอบแปลงที่นาของพ่อแม่ ล้อมรอบไปด้วยสวนยางพารา เหลือทิศใต้ด้านเดียวที่ยังเป็นที่นาให้เชื่อมต่อกันอยู่ แต่อย่างว่าครับ ที่นาของเค้าเค้าจะปลูกอะไรใครจะไปว่าอะไรได้ ใช่ไหมครับ (สวนยางแปลงนี้ ไม่อยากจะเรียกว่าสวนยางครับ ขอเรียกเป็นทุ่งยางนาแล้วกันนะครับ คุณจะสังเกตเห็นการยกร่องพร้อมน้ำขังในร่องคูนะครับ แล้วจินตนาการรากยาง น้ำในดิน ว่ามันจะเชื่อมต่อกันอย่างไรครับ) ถามว่า ทำไมชาวนาจึงนิยมปลูกยางพาราในที่นา อันแรกคือ ต้นยางจะโตเร็วในช่วงสองสามปีแรกครับ เพราะว่าชาวนาจะยกร่องขึ้นมาก่อนครับ ก่อนจะปลูกแล้วก็จะปลูกยางบนร่อง นั่นคือ บนแนวร่องนั่นจะสูงจากระดับน้ำในเบื้องต้น พร้อมๆ กับรากของต้นยางนั้น ยังไม่ชอนไชในวงกว้างมากนัก อีกอย่างคือ การดูแลรักษาทำได้ง่ายมาครับ เพราะที่นาไม่ค่อยมีวัชพืชขึ้นมากอย่างที่บนที่ดอน หรือเนินเขา (นี่คือแปลง ทุ่งยางนาอีกแปลงครับ เลยสวนยางนี้ไปจะเป็นที่นาของคุณพ่อคุณแม่ผมเองครับ ที่ล้อมรอบ สามทิศทางด้วยสวนยาง คุณลองจินตนาการเล่นๆ ครับ ว่าน้ำควรจะไหลไปทางไหน หากฝนตกหนักต้นยางจะปรับตัวกันอย่างไร แล้วหากหน้าแล้งการไหลของน้ำจะเหมาะกับการทำนาได้อย่างไร....สรุปว่าจุกกันทั้งคนทำนาและทำยางนา) แต่ระยะให้หลังจากนั้น ชาวนาอาจจะเจอกับอาการจุกเสียดแน่นท้องครับ เมื่อเจอว่าปลูกไปห้าปีแล้วหรือเจ็ดปีแล้ว ทำไมต้นมันยังเท่าแข้งอยู่เลย นั่นคือ เส้นรอบวงของต้นยางไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ หากเทียบกับเพื่อนบ้านที่ปลูกเจ็ดปีบนเนินเขาที่พร้อมจะกรีดหรือได้กรีดไปแล้ว หรือที่ดอนที่สูงขึ้นจากท้องทุ่งนา จึงต้องจำใจกรีดยางไปครับ แล้วต้นยางนะครับ หากเส้นรอบวงน้อยนะครับ จะกรีดยางหนึ่งในสามส่วนของเส้นรอบวง ถามว่า บาดแผลที่กรีดมันจะยาวซักเท่าไหร่กันครับ คราวนี้ เราไปดูคุณสมบัติของต้นยางครับ ว่าต้นยางนั้นชอบดินแบบใด ชอบดินแบบน้ำท่วมขังอย่างในที่นาหรือเปล่า ปกติดินในนาก็เป็นดินเหนียวเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวเพราะว่า อุ้มน้ำได้ดี รากข้าวมันก็นิดเดียวดูดน้ำไปใช้ได้สะดวก และต้นข้าวชอบพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากมาวิเคราะห์ต้นยางแล้ว ในที่นานั้นไม่ได้เป็นที่ที่เหมาะสมแต่อย่างใดเลย ด้วยเพราะโครงสร้างดินต่างกันและช่องว่างในดินก็สำคัญสำหรับรากต้นยาง ส่วนดินเหนียวนั้นเป็นดินที่มีขนาดโมเลกุลของดินเล็กมากทำให้น้ำท่วมขังได้ง่าย การชอนไชของรากต้นยางก็ไม่ง่ายเลยครับ พอต้นยางอายุได้สามปีเป็นต้นไป หรือก่อนหน้านั้นรากของต้นยางก็จะไปเจอกับการท่วมขังของน้ำครับ เพราะว่าอย่างน้อยในรอบปีจะต้องมีน้ำท่วมขังแน่ๆ ในที่นา หากใครคิดว่าน้ำในที่นาจะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำยาง มีน้ำในนามากก็ได้น้ำยางมาก นั้นให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะครับ เพราะว่าน้ำยางที่เราได้นั้นมันมาจากการกรีดท่ออาหารให้ขาด นั่นหมายถึงว่า น้ำยางที่ได้จากการกรีดนั้นเกิดจากการสังเคราะห์แสงของต้นยางนั่นเอง นั่นคือ จะมีน้ำยางมากได้ใบยางก็ต้องมีสุขภาพที่ดี ใบยางจะมีสุขภาพที่ดีได้ ก็ต้องมีระบบลำต้นที่ดี และที่สำคัญมากๆ คือ ระบบรากของต้นยางจะสำคัญมากๆ เพราะจะเป็นตัวหาสารอาหารจากดินส่งขึ้นไปยังลำต้นและใบ เพือปรุงอาหาร แล้วได้ผลผลิตออกมาเป็นน้ำยาง และสารอาหาร ส่วนน้ำที่รากดูดขึ้นไปนั้นจะถูกลำเลียงผ่านท่อน้ำ ซึ่งคนละอย่างกับน้ำยางนะครับ เพราะน้ำยางจะถูกลำเลียงผ่านท่ออาหาร ต่อมา มาดูว่าระบบรากต้นยางมันจะชอนไชได้ดีอย่างไรในระบบดินเหนียว ปกติแล้วดินเหนียวนี่เป็นดินโมเลกุลเล็กกว่าดินร่วนหรือดินทราย ทำให้การยึดติดกันระหว่างโมเลกุลมีสูงและมีช่องว่างระหว่างโมเลกุลเล็ก นั่นคือรากจะหาสารอาหาร ก็จะดูดเข้าไปในรูปไอออนซึ่งอยู่ในตามโมเลกุลดินแต่รากจะดูดไอออนนั้นเข้าไปได้ยากหากมีการยึดหรือเป็นการดักไม่ให้ไอออนนั้นวิ่งผ่านเข้าไปหารากได้ รากก็ไม่สามารถจะดูดปุ๋ยที่เราใส่ลงไปได้ แต่หากระบบดินมีช่องว่างมากขึ้นมีน้ำไหลผ่านบ้าง แต่ไม่ใช่น้ำแช่หรือท่วมขัง ก็อาจจะช่วยให้การลำเลียงได้ดีขึ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจมากหากใส่ปุ๋ยแล้วยางไม่สามารถโตได้ทันใจ หากท่านปลูกยางในทุ่งนา ซึ่งการใส่ปุ๋ยนั้นก็มีความจำเป็นต้องทราบว่าจะใส่ปุ๋ยบริเวณไหน อันนี้ก็สำคัญแต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ นี่ผมจะกล่าวแค่ปัญหาจากระบบดิน ระบบน้ำที่ต่างๆกันจากที่ดอน หรือว่าที่เนินเขา หรือบริเวณภูเขานะครับ ผมยังไม่พูดถึงปัญหาอื่น เช่น ในช่วงหน้าฝน หรือหน้าแล้ง ที่มีนกกระยางลงมาหากินลูกปลาแล้วบินขึ้นไปเกาะบนยอดยางแล้วทำให้ยอดยางหัก คราวนี้ก็หล่ะปัญหาปรากฏการตายอดข่มตาข้างก็จะหมดไป ท่านจะเจอปัญหากับต้นยางของท่านตามมา คือ ตาข้างจะเจริญดีมาก ท่านก็ต้องตัดทิ้งกันสนุกแน่ครับ อีกปัญหาคือ ปัญหาทะเลาะกับเพื่อนชาวนาด้วยกันที่มีที่นาบริเวณที่ท่านปลูกยางเรื่องน้ำ เพราะท่านปลูกยางไม่ต้องการน้ำให้ไหลผ่านสวนยาง ส่วนชาวนาที่ปลูกข้าวต้องการน้ำ คราวนี้ มองไปยังอนาคต เช่น อายุการกรีดยาง ท่านจะกรีดได้นานแค่ไหนกันครับ หากปลูกยางในที่นา เช่นเส้นรอบวงก็สั้นกว่า กรีดได้บาดแผลเล็กกว่า ระบบรากที่แย่กว่า แล้วอายุการกรีดหรืออายุต้นยางจะเป็นอย่างไรครับ รับประกันว่าสั้นกว่าแน่นอน ต่อไปมองที่การขายต้นยางหลังจากที่ต้นยางเสื่อมสภาพ ปกติก่อนการโค่นต้นยาง ควรจะมีการเร่งน้ำยางด้วยฮอร์โมนก่อน เพื่อเอาน้ำยางออกมาให้มาที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนการโคนเพื่อเอาต้นยางไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือวัตถุประสงค์อื่น แต่หากเราปลูกในนาเนี่ยครับ ถามว่าต้นยางเราจะเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ได้ไหมครับ อย่างดีก็มีคนมาซื้อไปทำไม้ฟืนครับ เพราะต้นมันเล็กไงครับ หากท่านจะกลับใจจาก สวนยางไปเป็นทุ่งนาอย่างเดิม จะทำได้ง่ายไหมครับ อันนี้ก็น่าคิดครับ แต่ก็คิดว่าดีกว่า จะปลูกต้นยางต่อไปครับ ผมเขียนมาเพื่อให้พี่น้องชาวนาที่อยากจะปลูกยางในทุ่งนาได้ลองทบทวนดูอีกรอบนะครับ ไม่อยากให้เห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวนาเลยครับ ท่านเคยสงสัยไหมครับ ว่าหากท่านจะไปขอทุนเพื่อมาปลูกยางในนา ท่านคิดว่า กองทุนวิจัยยางจะอนุญาตท่านหรือครับ หรือว่าจะให้เงินสนับสนุนหรือครับ เพราะเค้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ผลนะครับ ผมอยากให้พี่น้องชาวนา หันมาทำนากันอย่างจริงจัง ลดการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี โดยหันมาฟื้นฟูที่นาโดยใช้ปุ๋ยชีวภาพแทน ให้เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ มีปลาในนา มีลูกกุ้งในนา ให้จับมากินกันได้ ดีกว่าท่านเห็นปลาเปื่อยในนาที่วิ่งไปมาอย่างน่าสงสาร เพราะได้รับผลกระทบจากสารเคมี ดินแห่งใดไม่มีจุลินทรีย์ในดิน ดินนั้นก็จะเป็นดินที่เสื่อมสภาพ มีปัญหา ปุ๋ยอินทรีย์นั้นมีจุลินทรีย์ผสมอยู่ข้างใน ต้องให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยเพื่อให้อยู่ในรูปที่พืชจะนำไปใช้ได้ ส่วนปุ๋ยเคมีอยู่ในรูปไอออนหรือธาตุประกอบทางเคมี ที่อาศัยการแตกตัวเป็นไอออนแม้ว่าจะเป็นการฉีดให้ต้นไม้เพื่อให้ต้นไม้กินได้ทันทีก็ตาม แต่มันจะไม่ครบวัฎจักรของระบบ ผมเป็นห่วงว่าวันหนึ่ง ชาวนาจะขายที่นาของตัวเองให้บริษัท บริษัทจะหันมาทำนาแล้วให้ชาวนาไปทำนาจ้างในที่นาของตัวเอง แล้วท่านคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตอนนี้เวียดนามก็ได้เข้าร่วม WTO แล้ว เวียดนามก็จะเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับสองรองจากไทยนะครับ วันหนึ่งหากเราไม่คิดทำนา เราจะมีโอกาสกินข้าวของเวียดนามเหมือนกับประเทศที่สั่งนำข้าวจากประเทศไทยนะครับ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ไข พูดคุยและสานต่อนะครับ หากสิ่งที่ผมเขียนผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยด้วยแต่เขียนข้อแนะนำไว้ด้านล่างได้เลยครับ ผมเป็นนักคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์นะครับ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญไรมากทางด้านยางพารา เพียงแต่ที่บ้านทำสวนยางพาราและเรียนวิทย์คณิต พื้นฐานทางเกษตรมาหกปีในระดับมัธยม ศึกษา อาจจะจำไรผิดพลาดไป ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ แต่พร้อมจะรับฟังความเห็นจากทุกคน เสมอครับ สุดท้ายแถมภาพภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนรู้จักกันดี ในนาม ภูเขาชุมทอง จากแนวทางของเพลงลูกทุ่ง ชุมทางเขาชุมทอง (เลยทุ่งนานี้ไปที่กลางภาพก็จะเจอบ้านผมครับ ทุ่งนาผืนใหญ่นี้เดิน คลุกดินโคลน น้ำ หาปลา วิ่งเล่นว่าวหน้าร้อน จับกบ ตกเป็ด ยั่วเบ็ด ครบเครื่องมาหมดแล้ว คุณอาจจะเห็นสีขาวๆ ในนานั้นคือ นกกระยางครับ ซึ่งยามค่ำคืนนกกระยางส่วนหนึ่งจะไปนอนที่ป่าที่พอจะเหลืออยู่นิดหนึ่งที่ข้างบ้านผม พื้นที่ทำมาหากินของนกและสัตว์ก็เริ่มหายากขึ้นทุกที) ภาพนี้มองจากทุ่งนาไปยังภูเขาสองลูกนั้น ทางขวามือคือภูเขาชุมทอง ส่วนภูเขาทางซ้ายมือชื่อภูเขาหอมภูเขาไห.... เมื่อการพัฒนาบ้านเมืองพัฒนาไปยังยุคของทุนนิยมมากขึ้น...การทำลายภูเขาก็มีมากขึ้น และก็มีหลายๆ คนเริ่มจะหากินโดยการไปทำลายภูเขากันมากขึ้น.... หลายๆ รายก็ได้เจออาการจุกเสียดของหัวใจในการทำลายทรัพยากรที่มีความสำคัญ ด้วยมิตรภาพ สมพร ช่วยอารีย์ (เม้ง)
เห็นด้วยครับบ และอยากเสนอให้มีการให้ความรู้เรื่องนี้กับชาวนาโดยตรง เพราะจะทำให้ชาวนาได้รับความรู้ความเข้าใจโดยตรงครับ
ขอบคุณพี่เม้งมาก ๆ ค่ะ ที่ส่งบล็อคดี ๆ มีความรู้มาให้อ่าน เราก็เป็นลูกสวนยางเหมือนกัน แต่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย (รู้แต่ว่าปีนี้ยางราคาดีหรือเปล่า)
หวัดดีครับ
เมื่อก่อนผมมองไม่เห็นทางการพัฒนาของชาวนาเลย ทั้งๆที่ผมเรียนจบด้านเกษตร เพราะเวลาผมมอง ผมมองผ่านแว่นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เน้น "ปริมาณผลผลิต" สูงสุด ทำให้มองอย่างไร ก็มองไม่เห็นทาง
แต่พอมาได้พบ "โรงเรียนชาวนา" "กลุ่มเกษตรปลอดสาร จ. พิจิตร" ผมพบแว่นใหม่ ที่มองในอีกมิติหนึ่ง มองเห็นทางรอดของอาชีพการเกษตร ที่ถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทย คล้ายๆกับ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รวมทั้งนาข้าว ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนปักษ์ใต้
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคนิควิชาการ แต่อยู่ที่ "กระบาลทัศน์" ของคนทั้งฝ่ายส่งเสริมสนับสนุน และชาวเกษตรกรที่ถูกโปรแกรมวิธีคิดจนโงหัวไม่ขึ้น เราคงต้องช่วยกันละครับ
กลับมาเมื่อใด อย่าลืมทิ้งทีอยู่เอาไว้ด้วยนะครับ
เมื่อวันศุกร์มาเจออาจารย์โอ๊ะ (ม.เกษตร) โดยบังเอิญมาสัมมนาเรื่อง Road Map for IT Engineering ของ NECTEC
สวัสดีครับ คุณเกรียงศักดิ์ น้องอิ๋ว และพี่ธวัช
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นนะครับ จริงๆแล้วสิ่งที่เกิดและสิ่งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็นในปัจจุบันนี้ล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเสมอ สิ่งที่เกิดและทำหรือกำลังจะทำในวันนี้ก็จะส่งผลกระทบตามมาอีกมากมายครับ อยู่ที่ว่าเราจะจับแนวทางที่เราจะทำนำไปสู่การจัดการสิ่งที่กำลังจะเกิดจากการกระทำนั้นได้อย่างไรโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ หรือทำแล้วยังคงรักษาให้เกิดการสมดุลย์ของธรรมชาติในระบบได้ หากขาดสมดุลย์เมื่อใด ตัวที่ทำหน้าที่ฟ้องก็จะแสดงผล แต่บางอย่างที่เราทำวันนี้แต่ตัวฟ้องจะเกิดตามมาอีกนานจนเราลืมไปว่า จนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราโดนธรรมชาติรังแก ทั้งๆที่เหตุจริงๆอยู่ที่การกระทำของเราในอดีต
ร่วมกันถกในเรื่องนี้ได้เต็มที่นะครับ
ผมก็ปลูกยางในนา ๑๑ ไร่ ของแม่ยายที่ป่าพะยอม พัทลุง
สวัสดีครับ ดร.แสวง
ขอบคุณมากครับ สำหรับความเห็นเพิ่มเติมครับ แสดงว่าที่ดินที่ท่านปลูกนั้น กลายจากที่นาเป็นที่ดอนไปในที่สุดเทียบกับระดับน้ำ เพราะว่า ระดับน้ำแทนที่จะขังเพื่อการปลูกข้าวได้ ก็ทำให้น้ำหายไปอยู่ในคลองเพราะคลองอยู่ต่ำกว่าผืนนา ในส่วนนั้นการทำนาน้ำขังอาจจะเจอปัญหาการขาดน้ำได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีข้าวพวกต้องการน้ำน้อย พวกข้าวเตี้ยทั้งหลาย ทำแบบไม่ใช่นาดำ อาจจะได้ เพราะตอนนี้ที่บ้านทำข้าวเตี้ยตระกูลหอมมะลิแถวนครศรีธรรมราช ลดการใช้น้ำครับ แต่พอไม่มีน้ำในนาข้าว วัชพืชในนาข้าวก็เริ่มงอก เพราะเคยให้เค้าเอาวัวควายมาขังในแปลงนา คิดพลาดไปเพราะอยากได้มูลสัตว์สำหรับครั้งหน้า แต่หารู้ไหมว่าวัวควายกินหญ้าเข้าไปเมล็ดหญ้าพวกนั้นมันก็จะกลายเป็นแหล่งวัชพืชอย่างดีต่อไปสำหรับนาข้าว กลายเป็นว่ามีวัชพืชหลายๆ อย่างอยู่รวมกันในแปลงนา สำหรับการปลูกยางในประเด็นที่ผมนำเสนอ เน้นในเรื่องการปลูกผิดที่โดยโครงสร้างของดินอาจจะไม่เหมาะสมกับต้นยาง เว้นแต่ว่าหากปรับปรุงดินก่อนปลูก ไม่ให้เป็นดินเหนียวล้วนก็อาจจะเป็นการดีก่อนปลูก แต่หากปลูกโดยการเอาที่นาน้ำลึกหรือที่ต่ำน้ำท่วมขังแล้วยกร่องปลูกยางอันนี้ผมไม่สนับสนุนเพราะว่าจะทำให้เสียสภาพของผืนนาตรงนั้นไปครับ
รบกวน ดร.แสวงช่วยเล่าขนาดต้นยางที่ปลูกในด้วยครับ ว่าก่อนกรีดหรือตอนนี้ต้นยางขนาดไหนหรือบอกความยาวเส้นรอบวงก็ได้ครับ แล้วดินมีโครงสร้างอย่างไรบ้าง ตำแหน่งสวนยางในที่นาอยู่ติดพื้นที่เนินดอนชายป่า หรือว่า อยู่ในกลางนาลึกเลยครับ เพราะผมอยากได้ข้อมูลเหมือนกันครับ เผื่อวันหนึ่งจะลองทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์มาลองช่วยอธิบายด้วยครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับผม
คุณสมพร ครับ
จที่ได้อ่านบทความดีๆนี้ มาตามคำเชิญชวนครับ ผมเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องแบบนี้ครับ ทั้งๆที่ญาติโกโหติกาผมก็ปลูกยางพาราและร่ำรวยกับราคายางที่บอกกันว่าดีในขณะนี้
เพราะราคาดีหรือเปล่าจึงทำให้ยางพาราได้อยู่ในกระแสสุดๆในขณะนี้ ต้องปลูกยางพารากันให้ได้จะได้รวยๆกับเขามั่ง ไม่ได้สนใจว่าธรรมชาติยางพารามันชอบดินและสภาพแวดล้อมอย่างไรถึงจะเจิญงอกงามได้ดี จึงเห็นได้ทั่วไปในภาคใต้บ้านเรา ไม่เฉพาะแต่ที่อำเภอร่อนพิบูลย์เท่านั้นที่เปลี่ยนที่นาเป็นสวนยางพารา ทั่วไปครับ
เจ้าภาพหลักเรื่องนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าคือหน่วยงานใด เขาจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าเกษตรอินทรีย์คงจะได้รับรู้กันบ้างแล้วในทุกระดับรวมทั้งเกษตรกรเอง สำหรับเกษตรกรเองในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็ได้มีการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องนี้กัน จังหวัดนครศรีฯเราเองก็มีแผนการลดใช้สารเคมีและเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในปีไหนเท่าไหร่ ความพยายามของหลายฝ่ายที่ทำยังหยุดกระแสนี้ไม่ค่อยได้
ขออนุญาตนำความรู้จากบันทึกดีๆนี้ไปบอกกล่าวในวงพรรคพวกครับ
ยังคิดอยู่ว่าน่าจะเอาพวกที่เปลี่ยนที่นาเป็นสวนยางแล้วไปไม่รอดมาประชาคกัน เพื่อสร้างบทเรียนสอนใจผู้ที่กำลังจะเดินเส้นทางนี้อยู่
เรียนคุณครูนง ที่เคารพครับ
ขอบคุณครูนงมากๆครับ สำหรับข้อคิดดีๆ สำหรับบทความลองเอาไปใช้ได้เลยครับ หากคิดว่าดีแต่ไม่ต้องเชื่อทั้งหมดครับ ให้ทำไปศึกษาไปครับ เพราะผมคิดว่าต้องลองดูแต่ละกรณีว่าเป็นยังไง
สำหรับสามทิศทางของที่นาพ่อแม่ผมที่สามทิศทางล้อมรอบด้วยที่นานั้น มีอยู่เพียงเจ้าเดียวที่ต้นยางมีขนาดเท่าๆ กัน ซึ่งเจ้าของสวนยางในนาก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดครับ เพราะว่าขนาดของต้นยางจะไม่เท่ากันครับ เค้าใช้เทคนิคที่ว่า ตรงไหนโตดีใส่ปุ๋ยน้อยๆ ตรงไหนต้นเล็กใส่ปุ๋ยเยอะๆ ให้มันโตทันกัน แต่อีกสองรายที่เหลือ ต้นยางจะมีขนาดลากแม่ลากลูกอย่างที่บอกเช่น หากยอดหักแล้วก็จบเกมส์มันจะหยุดชะงักช่วงหนึ่งกว่าจะโตขึ้นมาได้อีก
ผมว่ากองทุนสนับสนุนวิจัยยางคงทราบเรื่องนี้ดีนะครับ ว่ามีผลกระทบอย่างไร และองค์กรนี้ก็คงไม่สนับสนุนเป็นแน่ เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้มีนักวิชาการลงไปหาชาวบ้านแล้วพูดคุย เพราะตอนนี้ได้ข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนที่นาเป็นสวนยางกันอีกในละแวกบ้าน เราเองจะพูดไรมากก็ไม่ได้เพราะที่นาของเค้า เว้นแต่ว่าเค้าจะเอาสิ่งที่เราพูดไปคิดครับ
ปัญหาบ้านเราคือการปลูกอะไรก็ปลูกตามๆกัน เป็นแบบแฟชั่น ไม่ได้ศึกษาหลักการปลูกแบบผสมผสาน แต่ตอนนี้เหมือนว่าจะดีขึ้นและการพัฒนานำไปสู่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์นี้ ผมสนับสนุนมากๆเลยครับ ทำไปเถิดรับรองคุ้มค่าแน่นอน วันหนึ่งท่านจะยิ้มได้ยาวนานขึ้นครับ แต่ละรอยยิ้มจะตรึงอยู่กับคนที่พบเห็นได้ยาวนาน
ผมไม่อยากให้ชาวนาต้องมาเสียใจก่อนจะสายเกินไปครับ ตอนนี้ที่บ้านพ่อแม่ก็เดินแนวพอเพียงและปลูกแบบผสมผสานครับ ที่นาข้างบ้านประมาณสองไร่ตอนนี้ได้ทำการทดลองปลูกผักบุ้งเปรียบเทียบกับนาข้าวแทน พูดง่ายๆ แทนจะเป็นนาข้าวก็เป็นนาผักบุ้ง ส่วนที่นาแปลงอื่นก็ปลูกข้าวตามปกติ เพราะว่านาข้างบ้านมีน้ำตลอดเพราะมีสระเก็บน้ำไว้ได้ตลอดปี รายได้เบื้องต้นสำหรับการเลี้ยงชีพในเรื่องอาหารการกินแต่ละมื้อผักบุ้งช่วยได้ครับ
ขอเป็นกำลังใจนะครับ ในการทำงานด้านนี้นะครับ ผมเองตอนนี้อยู่เยอรมันครับ คิดว่าปีนี้คงได้จบกลับไป คงได้ร่วมกันทำงานกันต่อไปครับ
ขอแสดงความนับถือ
สมพร
ขอบคุณมากครับ
ได้ความรู้มากเลย นึกถึงแถวบ้านเดิมที่ไชยา ที่นาที่เราเคยวิ่งเล่น ตกปลาในทุ่งนาข้าวเขียวขจีเมื่อตอนเป็นเด็ก บัดนี้เขาแปรสภาพไปเป็นไม่สวนยางก็สวนปาล์มกันแทบหมดแล้ว .. เท่าที่สังเกตแบบผ่านๆนะครับ ก็เห็นความแตกต่างอยู่ว่ายางบนเนินเขาที่มีดินแดง ดูจะโตเร็วและ แข็งแรงกว่ายางที่ปลูกในที่นามาก
ตอนนี้ชาวนาเขาซื้อข้าวสารกินกันเป็นปกติแล้วครับ มาถูกหรือผิดทางไม่ทราบได้ แต่ผมเสียดาย ลำห้วย 3 แห่งที่เคยมีน้ำตลอดปี พรุใหญ่เชิงเขาลูกยาง และหนองบึงที่อุดมไปด้วยปลาน้ำจืด และป่าที่แสนอุดมด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่าที่ผมได้เคยเห็นตอนเป็นเด็ก และมันไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยในปัจจุบัน .. แต่เสียดายอย่างไร คงไม่มีวันกลับมาให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นอีกแล้วเป็นแน่แท้
สวัสดีครับ คุณแฮนดี้ ที่เคารพ
ขอบคุณมากครับ ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บางทีเราเปลี่ยนแปลงอะไรโดยไม่ได้คิดถึงผลกระทบครับ แต่ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลงครับ สำหรับคนเราอยู่ที่ว่าเราจะคิดและเปลี่ยนแปลงไปในทางใด ที่เห็นได้ชัดในสังคมชนบทที่มีระบบทุนลงไป แน่ๆคือชาวบ้านอาจจะวัดกันที่สองล้อสี่ล้อมีบ้านหรูๆ จากบ้านที่เคยไม่มีรั้วกั้นก็จะมีรั้วแบบต้นไม้กั้น จากนั้นก็จะกั้นด้วยเสาร์ลวดหนามหรือกำแพงคอนกรีต เพราะเรามีกำแพงสร้างกำแพงกันระหว่างคนระหว่างใจคน
ยังจำคำพูดของ ดาบตำรวจวิชัย ที่ปลูกต้นไม้เป็นล้านต้นท่านบอกว่า โครงการแผ่นดินธรรมบอกว่ามีเพือนบ้านที่ดีไม่ต้องสร้างรั้วบ้าน ปัจจุบันไม่รู้เรามีเพื่อนบ้านดีหรือไม่รู้ แต่เราสร้างรั้วบ้านกันแล้วแต่ว่าจะมากหรือน้อย เราป้องกันใครกันไม่รู้
และคำพูดของลุงสงัดที่ปลูกป่าอีกคน ท่านบอกว่า เมื่อก่อนป่าเยอะแถบนั้นแล้วถัดมาคนทำลายกันจนหมด จนในที่สุดท่านก็รื้อใหม่ จนกลายเป็นป่า จากนกหรือตะกวดที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็น กระรอกก็มีมาวิ่งให้เห็น แสดงว่ามีป่ายิ่งมีชีวิต มีป่าที่ไหนชีวิตก็จะมาอาศัยในป่าเองครับ เหมือนกับมีทรัพยากรที่ดีที่ไหนก็มีคนอยู่ที่นั่นเลยครับ
อีกอย่างที่น่าเป็นห่วงมากคือการศึกษาครับ เพราะหากวันใดเรานิยามว่าการศึกษาคือการลงทุน คราวนี้หล่ะคับ อาจจะไม่มีการศึกษาเพื่อสร้างคนแน่ เพราะคนไม่มีทุนไม่มีโอกาสเรียน แล้วเรียนแล้วก็ต้องหาเงินกลับเข้ากระเป๋าตัวเองเพราะได้เรียนไปด้วยการลงทุน คนที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมก็จะน้อยลง
ไม่แน่ใจว่าท่าน คิดกันอย่างไรบ้างครับ แต่พอมองในเรื่องการอยู่แบบพอเพียงที่มีหลายหมู่บ้านเริ่มทำ ก็รู้สึกดีใจที่ยังมีส่วนหนึ่งช่วยกันคิดช่วยกันทำในอีกทางที่เป็นแบบยั่งยืนจริงๆ
มีอะไรเสนอไว้นะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
สมพร
สวัสดีครับ
ผมมีบันทึกเรื่อง อย่างนี้หรือ คือ “อุดมศึกษา” เขียนอะไรที่พบเจอไว้เล็กน้อย ลองแวะไปดูได้ครับ
กราบขอบพระคุณ คุณแฮนดี้มากๆ ครับ เข้าไปติดตามอ่านแล้วครับ ผมเองก็เป็นห่วงการเปิดหลักสูตรต่างๆ ที่ผมเรียกว่า ธุรกิจทางการศึกษา โดยลงทุนเป็นหลัก หวังผล หวังกำไร ทำยอด วัดกันที่จำนวนมากๆ แล้ววันหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลตามกฏของนิวตันข้อที่สามครับ หากเทียบกับพุทธ ก็คงเทียบได้กับ กรรมสนองกรรม หรือทำดีได้ดี อะไรประมาณนั้นครับ
ซึ่งจริงๆ แล้วหากเราจะสร้างบัณฑิตเพื่อรับใช้สังคม การศึกษาก็ไม่ควรจะเป็นธุรกิจ เพราะการรับใช้สังคมคือการบริการที่เป็นธารน้ำใจที่หลั่งออกมาจากจิตสาธารณะ เพื่อรับใช้ชาติ แต่พอมีธุรกิจลงไปเจือปนในการศึกษา จิตสาธารณะที่ว่าจะกลายเป็น การช่วยบนเส้นทางธุรกิจแทน ผมเองยังเห็นด้วยกับการสร้างบัณฑิตแบบเน้นคุณภาพ
สัปรดที่ไหลเข้าไปทางสายสะพานจากสวน ในปีที่หนึ่ง กว่าจะผ่านกระบวนการต่างๆ จน จบ ปีสี่หรือตามหลักสูตรได้ อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติที่ดี พอที่จะให้คนภายนอกได้ลิ้มชิมรสได้อย่างโดนใจผู้ชิม ไม่ว่าจะเป็นสัปรดที่นำเข้าในปีหนึ่งจากต่างที่ต่างถิ่นต่างแดนกันก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วต้องได้คุณภาพเช่นกัน แม้ว่าสัปรดแต่ละเกรดจะต่างกันก็ต้องใช้กระบวนการในการผลิตให้สอดคล้องกับรูปแบบของสัปรดที่ต่างๆ กันจากการนำเข้า เพื่อให้สัปรดนั้นออกไปรับใช้สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับประทานกันได้อย่างมีความสุข หวานถึงทรวง
ขอบคุณมากครับ
สมพร
เรียน คุณสมพรครับ
เรียนคุญชาญวิทย์ ครับ
โจไม่ค่อยรู้เรื่องมากหรอกค่ะ แต่อ่านแล้ว ก็เป็นจริงอย่างที่พี่บอกน่ะค่ะ ถ้ามีข้อมูลมากกว่านี้โจจะแวะมามาใหม่น่ะค่ะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณน้องโจมากครับ
กราบขอบคุณ คุณบางทราย มากๆเลยครับ สำหรับข้อมูลที่ดีมากๆ เลยครับ