หนังสือสวดมนต์ที่วางขายตามร้าน มักมีบทสวดสำหรับการถวายสังฆทานให้ไว้

มีคำแปลเป็นไทย ได้ความหมายว่า

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ,ข้าพเจ้าทั้งหลาย,ขอน้อมถวาย,ภัตตาหาร,กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้,แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ,ภัตตาหาร,กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้,ของข้าพเจ้าทั้งหลาย,เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย,สิ้นกาลนานเทอญ.

ในพระไตรปิฎก (สุตตันต. ๓) กล่าวถึงเหตุแห่งการให้ทานไว้ดังนี้ค่ะ

[๓๓๖] ทานวัตถุ (เหตุแห่งการให้ทาน) ๘

๑.ให้ทานเพราะประสบเข้า

๒.ให้ทานเพราะกลัว

๓.ให้ทานเพราะคิดว่า เขาได้ให้แก่เรา

๔.ให้ทานเพราะคิดว่า เขาจักให้แก่เรา

๕.ให้ทานเพราะคิดว่า การให้ทานเป็นการดี

๖.ให้ทานเพราะคิดว่า เราหุงหากินเองได้ ชนเหล่านี้หุงหากินเองไม่ได้ การที่เราหุงหากินเองได้ จะไม่ให้ทานแก่ชนเหล่านี้ผู้หุงหากินเองไม่ได้ ไม่ควร

๗.ให้ทานเพราะคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ กิตติศัพท์อันงาม ย่อมขจรไป

๘.ให้ทานเพื่อเป็นเครื่องประดับจิต และปรุงแต่งจิต

ชาวพุทธคะ หากคุณตั้งใจจะทำบุญ ทำทาน คุณตั้งใจทำเพื่ออะไรกัน

หากเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เพื่อฝึกการละ การคลายตระหนี่ของตน มีผลในการประดับจิต (คือทำให้ง่ายต่อการฝึกสมถะ และวิปัสสนากรรมฐานเพราะทานทำให้จิตใจอ่อนโยนขึ้น เหมาะแก่การเจริญกัมมัฏฐานทั้งสอง) ก็จัดเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ นับว่าเป็นสิ่งที่สมควร

แต่หากตั้งใจทำ เพื่อประโยชน์สุขของข้าพเจ้าทั้งหลาย แม้จะเป็นสัมมาทิฏฐิ (คือเห็นว่าทานที่ทำแล้วมีผล เพราะหากเห็นว่าทำทานไปก็ไม่มีผลอะไร จะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ) แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิในระดับโลกิยะ เพราะเป็นการทำที่หวังผลตอบแทนต่อตนเองโดยมีผู้อื่นพลอยได้รับประโยชน์ ก็มีสิ่งที่พึงระวังอยุ่ด้วยค่ะ เพราะ แม้เราอาจจะได้รับผลตามที่ขอ แต่หากไม่ฝึกการทำทานโดยไม่หวังผลตอบแทนบ้าง ก็อาจน้อมจิตเราให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ ดังที่ปรากฏในสังคีติหมวด 8 ในพระไตรปิฎกภาษาไทย (ปาฏิกวรรค) ดังนี้

[๓๓๗] ทานุปปัตติ (ผลที่เกิดจากการให้ทาน) ๘

๑ บุคคลในโลกนี้ ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด ก็หวังสิ่งนั้นตอบแทน เขาเห็นพวกขัตติยมหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคหบดีมหาศาล ผู้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม บำเรอตนอยู่ด้วยกามคุณ ๕ จึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดร่วมกับพวกขัติยมหาศาล พราหมณมหาศาล หรือคหบดีมหาศาล เขาตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้นอยู่ จิตของเขานั้นน้อมไปในทางต่ำ เจริญให้ยิ่งขึ้นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ข้อนั้นแล เรากล่าวไว้สำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มโนปณิธานของท่านผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ ..........

นั่นคือ หากเราไม่ฝึกการให้ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนต่อตนบ้าง จิตก็จะเคยชินกับการให้ที่เป็นการยึดมั่นใน "ของตน"จึงเกิด "ตัวตน" วนไปรับของของตนไปเรื่อยๆ จิตจึงอาจถูกน้อมให้ตกต่ำลงไปได้

เมื่อจิตตกต่ำลง แล้วต่อไป เราจะเรียกตนว่าชาวพุทธ อันหมายถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และก้าวข้ามชาติ ชรา ไปได้อย่างไร http://www.gotoknow.org/blogs/posts/379577

ทำทาน ควรมีผลให้เกิดความเบิกบาน มีความสุขที่ได้สละประโยชน์ตนเพื่อผู้อื่น ซึ่งเมื่อนึกถึงความดีที่ทำ จึงจะเกิดองค์รรมใน "ธรรมสมาธิ 5 " ตามมาเป็นลำดับ ซึ่งองค์ธรรมนี้ประกอบด้วย ปราโมทย์ - ปีติ - ปัสสัทธิ - สุข - สมาธิ

ธรรมแรก (ปราโมทย์) เกิดขึ้น เมื่อดับไป ธรรมองค์ต่อไปจะทยอยเกิดและดับตามมาเป็นลำดับ เมื่อจบกระบวนธรรมที่ สมาธิ จิตที่เป็นสมาธินี้ เหมาะกับการใช้งานทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง จึงควรใช้จิตในขณะนั้นไปพิจารณาธรรมใดๆ หรือแม้แต่พิจารณาหาเหตุผลในเรื่องของบทเรียนที่ยังสงสัย ปัญญาจะค้นคว้าหาคำตอบที่สัมพันธ์กับความรู้ในขณะนั้น ประมวลเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ดี คำตอบที่ได้อาจยังไม่รอบคลุมเรื่องราวทั้งหมดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับของ "ญาณ" ของเราในขณะนั้น จึงควรศึกษาเพิ่มเติม และใช้จิตที่เป็นสมาธิ (เช่นจากกระบวนธรรม ธรรมสมาธิ หรือสมาธิจากการฝึกสมถกรรมฐาน) นำเรื่องเดิมขึ้นมาพิจารณาซ้ำๆ จะพบว่าได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ลึกลงไปเรื่อยๆ

ทำบุญ ทำทาน ครั้งต่อไป อยากให้พิจารณาด้วยค่ะ ว่าทำเพราะอะไร

อย่าให้ตกต่ำเพราะทำทานนะคะ

...................................................................

อ้างอิง

ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๖/๓๔๕