ฉันหายไปจากโลกแห่งการเรียนรู้ในสังคม G2K นานนับหลายเดือน   และหากจะเข้ามาก็เป็นเพียงนานๆ ครั้ง    พี่ๆ หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน    ฉันจำไม่ได้แล้วว่าได้ตอบใครไปว่าอย่างไรบ้าง    เพราะคำตอบหนึ่งใช้ได้แค่ในระยะเวลาหนึ่งๆ เท่านั้นเอง    พอเวลาผ่านไป..ในคำถามเดิมๆ ที่พี่ๆ ถามฉันก็จะได้คำตอบใหม่ไม่ซ้ำกัน

--1--    หลังจากหนังสือทำมือเล่มที่หนึ่งของพี่กับน้องได้สำเร็จเป็นรูปเล่มให้ได้จับต้องกันจริงๆ ในที่สุด    ฉันมีเวลาชื่นชมได้ไม่นานนักก็มีเหตุให้ต้องเดินทางไกลเพื่อไปยังจังหวัดสงขลาอย่างปัจจุบันทันด่วนในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2552 เพื่อร่วมในงานศพญาติสนิท    ในกาลนั้นฉันได้เจอพี่อ๋อย เจ้าของบล็อกนานาสาระ.แอมแปร์ กับบล็อกอะไรดี ?ที่โรงเรียนบ้านสายหมอ   และแน่นอนที่สุด..แอมแปร์น้อยก็มา    ฉันเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอพวกเธอเพราะดันเข้าใจว่าพี่อ๋อยอยู่ปัตตานี (ตามที่อยู่ที่เคยติดต่อกัน)    ฉันทำเหมือนทุกครั้งที่เดินทางไปไหนต่อไหน นั่นคือ ส่ง sms หาเจ้าบ้านแถวๆ นั้นว่า "มาแล้ว..กำลังจะไปแล้ว"   

ปรากฏว่าเมื่อพี่อ๋อยโทรมาและถามว่าฉันพักอยู่ที่ไหน..ทำให้ทราบว่าที่พักของฉันกับบ้านพี่อ๋อยห่างกันแค่เพียงหนึ่งกิโลเมตรเท่านั้นเอง   โอ้!     รุ่งขึ้น..พ่อบ้านของพี่อ๋อยช่วยนำพาภรรยาและลูกสาวตัวน้อยๆ มาพบฉันที่วัดแห่งหนึ่ง    เธออุตส่าห์หอบลองกองนอกฤดูมาฝากฉันกล่องโตๆ (หลังจากที่เคยหอบมาให้ก่อนหน้านี้ที่เชียงใหม่ -- แต่เราคลาดกันนิดเดียว)   

ณ ตอนนั้น ฉันไม่ค่อยจะกล้าสบตาและพูดคุยกับพี่อ๋อยนัก    ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติกับปฏิกิริยาที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อได้เจอใครต่อใคร    จึงเป็นฝ่ายฟังพี่อ๋อยคุยเสียเป็นส่วนใหญ่   แต่มิวายจะกำชับ (ปนขู่)แอมแปร์น้อย ให้เรียกฉันว่า "พี่" แทนการเรียก "น้าต้อม"    เพราะ(คิดเอาเองว่า)วัยของฉันกับแอมแปร์ห่างกันไม่มากนัก    ไม่เหมือนพี่จ๊ะ P (ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี) ที่แม่หนูน้อยเรียก "ป้าดาว" น่ะ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหล่ะ  อุ๊บ!    สรุปแล้ว..เรามีเวลานั่งคุยกันไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำไปเพราะฉันต้องไปปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้น และต้องเดินทางกลับบ้านโดยด่วนๆๆ ในเย็นนั้น

 

--2--     ต่อมาตลอดทั้งเดือน    ฉันแทบจะไม่ทำอะไรเลยนอกจากการดูหนัง    ทั้งจากการโหลดฟรีดูตามเว็บไซต์ หรือเช่าซื้อแผ่นวีซีดีกลับมาดูที่บ้าน    หนังที่อยากดูในปัจจุบัน และหนังที่เคยอยากดูในอดีตมีมากมายเสียจนฉันไม่มีเวลาสนใจโลกรอบๆ ตัว    ชีวิตฉันช่วงนี้ผูกติดกับหนังซอมบี้   หนังปลาฉลาม   หนังจระเข้  และ..หนังประเภทที่ชวนตื่นเต้น    อ้อ..รวมทั้งหนังโรแมนติกด้วยนะ    ฉันจึงละเลยการใช้ชีวิตอยู่ในโลกของการออนไลน์ (msn)    ละเลยมือถือที่บางครั้งแบตฯ หมดไปเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้    ฉันแทบจะไม่ได้ติดต่อกับใครๆ เลย (หรือนี่)   

 

--3--    หนึ่งเดือนต่อมาถัดจากการดูหนังอย่างบ้าคลั่ง    ฉันก็หันมาอ่านหนังสืออย่างหนักทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดทั้งเดือน    หนังสือที่เคยเก็บลงกล่องมานานถูกนำมาเปิดอ่านอีกครั้ง..และอีกครั้ง    จากนั้นฉันก็หันไปพึ่งพาร้านหนังสือเช่าเจ้าประจำ    จนกระทั่งไม่มีหนังสือเรื่องอะไรที่อยู่ในความสนใจของฉันอีกต่อไปในร้านหนังสือเช่านั้น    น่าเศร้าใจเหลือเกิน (ต่อมอยากอ่านยังไม่ทันตกสะเก็ดเลยนะเนี่ย)    วัยรุ่นเซ็งเลย..

 

T430

--4--    ระหว่างนี้หลายท่านจะต้องฉงนปนสงสัยว่าทำไมฉันไม่ทำหนังสือทำมือหรือโปสการ์ดที่นับเป็นงานอดิเรกแสนรัก    นั่นเพราะมือของฉันทะเลาะกับคัตเตอร์อยู่เป็นประจำ   บางครั้งทำเอาฉันหน้ามืดเป็นลมไปก็ตั้งหลายครั้ง (สาเหตุก็เนื่องมาจาก.. คลิกอ่าน Tag ความลับ..ที่ไม่ใช่ "ความลับ" ความลับเรื่องที่ 3  Fear Factor ก็..ฉันกลัว)      ทำเอาฉันเข็ดขยาดกับการใช้คัตเตอร์ หรือของมีคมไปนานเลยทีเดียว    เวลาจับคัตเตอร์ทีไรมันจะรู้สึกเสียวแปลบๆ และไม่มีความมั่นใจที่จะปฏิบัติการใดๆ อีกเลย       และพี่เซ็กซี่บ่นว่า "โรคจิต..แผลขนาดนี้แทนที่จะรีบไปหาหมอ  กลับมานั่งถ่ายรูปอยู่ได้  แว๊ดๆๆ ฉอดๆๆ @#$%^&*!   รีบไปหาหมอเดี๋ยวนี้เลยนะ    ไปเย็บแผลให้เรียบร้อย   ฉอดๆๆ"   โธ่เอ๊ย! นี่นะโดนน้อยที่สุดแล้วนา   ก่อนหน้านี้เลือดกระฉูดยิ่งกว่านี้อีก   อุตส่าห์เลือกรูปที่ดูดีมาลงแล้วนะเนี่ย

เพราะฉะนั้น..ฉันติดหนังสือทำมือหรือโปสการ์ดใครไว้ก็ "ขออภัย" ด้วยนะเจ้าคะ    ขอความกรุณาอย่าเพิ่งบ่น (ให้ฉันได้ยิน)    อย่าเพิ่งทวง(เพราะฉันยังขี้เกียจ เอ๊ย! หวาดกลัวไอ้อาการเสียวแปลบๆ)  นะนะน๊า    ร้องเพลงรออีกหน่อยน๊า    ฉันสัญญาว่าจะพยายามทำให้เสร็จในเร็วๆ นี้

 

 

--5--   เหมือนฟ้าส่งเจ้ลงมาเป็น "นางฟ้าผู้พิทักษ์" ของฉัน    เมื่อฉันเปรยๆ ว่าไม่มีหนังสืออ่าน    เจ้ก็ใช้คฑาวิเศษเสกให้ เอ๊ย! ไม่ใช่ๆๆ    เจ้ก็บอกให้ฉันลิสท์รายชื่อหนังสือที่อยากอ่านโดยด่วนจี๋ก่อนที่เธอจะบินปร๋อไปเมืองกรุง    ฉันดีใจ....แต่ลืม     ผ่านไปสองสามวัน..เจ้ทวงถามอีกที    ทีนี้ฉันก็จัดการปฏิบัติภารกิจ (เพื่อตัวเอง) โดยการเขียนรายการหนังสือที่อยากจะอ่าน และบอกเหตุผลที่ว่าทำไมถึงอยากได้หนังสือเล่มนี้     รุ่งขึ้น..หนังสือทั้งหมดก็มาอยู่ในมือฉัน    รักเจ้จัง!    ฉันบอกเธอไปว่า.."วันนี้ รักเจ้ที่สุดในโลก..ก..ก"    เธอบ่นว่า.."ก็รักแค่วันนี้วันเดียวใช่ไหม ฮึ!"    เอาหน่า..    ชาติที่แล้วฉันทำบุญด้วยอะไรนะ..ชาตินี้จึงได้เจอเจ้     และเธอบังคับให้ค่อยๆ ละเลียดอ่าน    ละเลียดน่ะ..เข้าใจไหม  ไม่ใช่ตะบี้ตะบันอ่าน     แต่คงจะเป็นเรื่องเดียวที่ฉันก็ฝ่าฝืนคำสั่งของเธออยู่เรื่อย

  

 

--6--    ใครคนหนึ่งถามฉันว่าอยากได้น้องแมวไปเลี้ยงไหม?    ฉันอึ้งไปหลายวินาทีแล้วบอกว่า "ไม่อยากได้"   เหตุผลก็คือ เกิดมาไม่เคยเลี้ยงแมวเลย และที่สำคัญบ้านฉันมีน้องหมาอยู่แล้วชื่อ "สปาย"    ยัยนี่เป็นน้องหมาตัวเมียที่แสนจะเชิด..หยิ่ง..และขี้งอนสุดๆ    คงจะไม่พอใจแน่ๆ ที่จู่ๆ จะรับน้องแมวแปลกหน้ามาเลี้ยงไว้ในบ้านอีกหนึ่งตัว    แต่เพราะเธออยากให้รับเลี้ยง..ฉันก็ต้องรับมาเลี้ยงในที่สุด    ตอนแรกก็นึกถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นเฉพาะหน้า    ก็เจ้าแมวที่ได้มานั้นอายุห้าเดือน แถมยังเป็นแมวที่เริ่มจะตัวโตๆ แล้วน่ะสิ    ตอนรับมา..ฉันแวะซื้อกรงและนึกอนาคตไม่ออก    แต่เมื่อรับมาแล้วก็คงจะต้องเลี้ยงให้ดีที่สุด    จากแมวคุณหนูตกอับมาเป็นหนุ่มชาวสวนล่ะทีนี้

คืนแรก..ฉันเอาแมวเลี้ยงใส่กรงไว้ในห้องนอน    คงเพราะตื่นกลัว และแปลกที่จึงส่งเสียงร้องทำเอาฉันไม่ได้หลับไม่ได้นอน     สารรูปก็หงอยเหงา..เฉาสุดๆ     ฉันได้แต่นึกในใจว่า "เอาห่วงมาผูกคอแล้วหนอ..จะทำอย่างไรดีหนอ"    ตื่นเช้า..ฉันฝากฝังเจ้าแมวน้อยไว้กับแม่    และพอเลิกงาน..ฉันต้องร้องกรี๊ดเพราะแมวหายไปจากกรง    แม่บอกว่าปล่อยให้มันได้วิ่งเล่นบ้าง    ทันใดนั้นเจ้าแมวน้อยก็วิ่งผ่านหน้าฉันโดยมีเจ้าสปายกวดไล่ติดๆ   โอ้..แม่เจ้า   แล้วกรงที่ฉันควักกระเป๋าตังค์ซื้อให้..เจ้านี่ได้ใช้แค่คืนเดียวเท่านั้นเอง    มันน่านัก..ฮึ่ม!

ฉันตั้งชื่อเจ้าแมวตัวนี้ว่า "ถุงเงิน"   และจากที่ซึมๆ เซาๆ หงอยๆ เหงาๆ กลายมาเป็นมีอาการคล้ายปลากระดี่ได้น้ำได้ในวันที่สองนั่นเอง    วิ่งๆๆๆๆๆๆๆๆ จากตรงนี้ไปตรงนั้น    จากหน้าสวนไปกลางสวน   จากบนตักฉันเผ่นขึ้นต้นไม้    ชะรอยว่าเมื่อตอนอยู่ในเมืองคงจะอยู่ในที่แคบๆ เลยไม่มีโอกาสได้ปลดปล่อยเต็มที่    ฉันมองดูเจ้านี่ด้วยความสงสาร(ที่แมวไฮโซอย่างมันตกอับ อิอิ)    แต่ทำไมรู้สึกว่าเขาจะโอ้ ลั๊น ลา มากเลย

วันที่ฉันรู้สึกเริ่มเอ็นดูจนเกือบจะหลงรักเขาเข้าให้ก็..ในวันวาเลนไทน์    เย็นนั้นฉันนั่งรีดผ้าอยู่ดีๆ เจ้าแมวตัวนี้เดินมาสะกิดๆ ฉันแล้วก็คายจิ้งจกให้เป็นของขวัญ    เอาหน้ามาถูๆๆ กับแขนฉัน    ทำตาปริบๆ ประหนึ่งว่ารักกันอย่างสุดซึ้ง (จึงมอบจิ้งจกให้เป็นของขวัญ)    ฉันกระโดดหลบแทบไม่ทันเพราะไม่ชอบการสัมผัสจากใครทั้งนั้น     และวีรกรรมเจ้านี่มีอีกเยอะมากๆๆ    จนเดี๋ยวนี้..ฉันคิดว่าเจ้านี่ต้องนึกว่าตัวเองเป็นน้องหมาแน่ๆ    เพราะอะไรที่สปายทำ..เจ้านี่จะพยายามทำตามจนได้    และสปายเดินไปไหน..เขาจะเดินตามต้อยๆ

ผ่านมาสองเดือน ฉันก็คิดว่าเจ้านี่ได้เป็นสมาชิกในบ้านอย่างเต็มตัวแล้วล่ะ    เขาทำให้แม่  น้องชาย  สปาย และฉันหายเหงา (แกมรำคาญและหมั่นไส้)     ถึงแม้ว่าคนที่ให้เจ้านี่มากับฉันจะจบสิ้นสัมพันธภาพที่มีต่อกัน    แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องไม่พอใจ "เจ้าถุงเงิน" นี่นา  

 

--7--    อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนที่ทำงานชักชวนให้ไปส่งซื้อต้นไม้ที่กาดคำเที่ยง    ฉันไปส่งอย่างแกนๆ แต่ก็ได้กระถางไม้น้ำมาหนึ่งอัน  กกราชินีหนึ่งกอ    กกญี่ปุ่นหนึ่งกอ  กุหลาบสองต้น  พุดพิชญาสองต้น  มะลิสองต้น ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน    แล้วก็ปล่อยกองๆ ไว้โดยไม่ได้ใส่ใจมากนัก     เพราะในหัวหนักๆ มีเรื่องราวมากมายวิ่งพล่านอยู่ในนั้น   เริ่มต้นจากแค่นี้จริงๆ นะ.. (ทำหน้าจริงจัง)

เย็นวันหนึ่ง..สายตาฉันลอยไปจับที่ต้นลีลาวดีมุมรั้ว    ลีลาวดีต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ฉันซื้อมาไว้เป็นเพื่อนในวันที่โศกเศร้าเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว    จากต้นเล็กๆ ที่สูงระดับเอวได้เติบโตจนสูงท่วมหัวฉันไปตั้งเยอะ    แผ่กิ่งก้านสาขา และมีดอกสีขาวนวลผลิบานอยู่สม่ำเสมอ   กลิ่นหอมบางเบาของเธอทำให้ฉันรู้สึกคลายโศกคลายเศร้า   นานนับปีที่ฉันหลงลืมไปแล้วว่าเธอยังอยู่ที่นี่..ตรงนี้    เพื่อนของฉัน..ต้นไม้ของฉัน    ฉันมักจะพูดคุยกับเธอ (ต้นลีลาวดี)โดยกระแสความคิด     พูดๆๆ โดยปราศจากการได้ยินของใคร   

แล้วฉันจึงลุกขึ้นมาปลูกต้นไม้ๆๆๆๆๆๆๆๆ แก้เครียด     ในมือถือจอบ..ถือเสียม..และใช้สายยางฉีดรดน้ำต้นไม้เหล่านั้นเช้าเย็น   ต้นไม้..ดอกไม้..นานาพันธุ์ที่ฉันสรรหามาปลูกไว้ในกระถางหรือกระทั่งจัดแจงให้พวกเขาอยู่ในผืนดิน    วันคืนผ่านไป..แค่ไม่ถึงเดือน..พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที    ฉันก็พบว่านอกจากต้นชวนชม  ต้นโป๊ยเซียน  ตลอดจนต้นไม้ของแม่จำนวนหนึ่ง   ปรากฏว่าที่ฉันสรรหามานั้น..ฉันจำแทบไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรบ้างที่เพิ่มขึ้นมา     เพราะมันมีมากมายไปหมดน่ะสิ   บอกอา(จารย์)จ๊ะ P(เอื้องแซะ)ไปว่า..ลองนับดูเล่นๆ เฉพาะที่ใส่กระถางก็มีปาเข้าไปมากกว่า 70-90 กระถางด้วยซ้ำไป    โอ้....    เธอร้อง.. "ห๊า!!!!!!!"     และท่านพี่จ๊ะP (naree suwan) เย้าว่า.. "มาปลูกดอกไม้เอาตอนหน้าร้อนนี่นะ???????"    อือ..ใช่  ฉันปลูกพวกเจ้าดวงดอกไม้ทั้งหลายในฤดูร้อนที่แดดมะเร็งก็ใจร้ายเปล่งประกายฉายแสงกล้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   

แต่ช่างเถอะ..ก็ฉันมีอารมณ์อยากจะทำแบบนี้นี่     มาดูกันว่าเท่าที่จำได้มีอะไรกันบ้าง    ลีลาวดีหลากหลายสี  โมก  ทิวาราตรี  ดอกแก้ว  รสสุคนธ์  กาสะลอง  เก็ตถวา  บุหงาส่าหรี  มะลิ  พุดพิชญา  ยิปโซ    กุหลาบไม่ซ้ำสีเลยทีเดียว และดอกไม้..ใบหญ้าอีกมากมาย    บนพื้นที่เล็กๆ  ทัศนียภาพภายใต้ท้องฟ้า และภูเขาที่โอบล้อม (อยู่ไกลๆ)   ช่างสวยสด..งดงาม เหลือเกิน    จนหลงคิดไปว่า "ฉันเป็นคนตัวเล็กๆ ที่มีความสุขที่สุดในโลก"

 

  

จู่ๆ ฉันก็นึกถึงอดีต    ที่เคยตกใจเมื่อได้เห็นคำว่า "กุหลาบตอแหล"    ความเรียงของ 'ปราย  พันแสง ในหนังสือสวยสดและงดงาม    แต่พอได้อ่านก็รู้สึกชอบใจนักหนาจนเก็บไปเขียนในบอร์ดแห่งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน    แต่แล้วไม่คาดฝัน..เพราะนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันกับใครคนหนึ่งที่แสนจะเคารพรักเกิดวิวาทะต่อกันจนเกือบเป็นเรื่องราวใหญ่โต    ดีที่เหตุการณ์คลี่คลายในที่สุด..       

กุหลาบตอแหล โดย 'ปราย พันแสง  [[[[ กุหลาบเป็นดอกไม้คลาสสิคโรแมนติก   เป็นดอกไม้แห่งแรงบันดาลใจของคนอ่อนไหวช่างฝันหรือนักประพันธ์เสมอมา    ถึงไม่ได้ชื่อว่ากุหลาบ..มันก็ยังเป็นราชินีแห่งดอกไม้     ฉันร้สึกเฉยๆกับดอกกุหลาบ    แต่ก็อดพิศวงไม่ได้กับกุหลาบสีส้มสดสะดุดตาหลายดอกในแจกันสีน้ำเงินบนโต๊ะหนังสือ     ยิ่งได้แสงไฟจากหลอดเดย์ไลท์บลูตกส่อง ทุกกลีบดอกสีสันร้อนแรง    ก็ดูจะแข่งขันกันเบ่งบานเจิดจรัส     ห้องทั้งห้องสว่างสดใส     กระจ่างตากระจ่างใจไปหมด     ฉันแปลกใจ..ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยซื้อกุหลาบสีนี้มาปักแจกันเลย    จะว่าไปแล้วฉันแทบไม่เคยซื้อกุหลาบเข้าบ้านเลยนั่นแหล่ะ     ฉันเป็นคนไม่มีใจให้ดอกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ...............หลังๆ มาฉันรู้สึกว่าชักจะหมกมุ่นอยู่กับความคิดในดอกกุหลาบมากขึ้นทุกที    จากการค้นพบประกายเจิดจ้าในแสงเดย์ไลท์ของกุหลาบสีส้มมดในวันนั้นแล้ว    ฉันมักจะหิ้วมันติดไม้ติดมือเข้าบ้านบ่อยขึ้นทุกที     จนอาจจะกลายเป็นดอกไม้ประจำชิวิตของฉันไปเลยก็ได้    ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาในวันหนึ่ง


ความที่ตื่นเต้นดีใจกับการค้นพบเล็กๆครั้งนี้มาก   ฉันเลยออกปากอวดเพื่อนผู้หญิงรุ่นน้องคนหนึ่ง    ผู้ซึ่งคุยเรื่องต้นไม้ใบหญ้ากับฉันได้ทั้งคืนทั้งวันโดยไม่มีเบื่อเลย  วันนั้นไม่รู้นึกอะไร    คุยกันอยู่ดีๆ หันไปเห็นกุหลาบสีส้มบนโต๊ะหนังสือ    ฉันเลยเอ่ยปากบอกเธออย่างไม่ตั้งใจนักว่า.. "กุหลาบสีส้มนี่สวยดีนะ   สีมันสะใจดีจังเลย "  เธอนิ่งคิดไปอึดใจ    ก่อนที่จะตอบกลับฉันอย่างระมัดระวังว่า "เหรอพี่ แต่หนูว่ากุหลาบมันเป็นดอกไม้ที่สง่างามเกินกว่าที่จะมีสีสดขนาดนี้นะ"    คำตอบของเธอเล่นเอาฉันแทบตกเก้าอี้

อาจเป็นเพราะคำตอบนี้ก็ได้   ที่ทำให้ฉันเลิกหิ้วกุหลาบตอแหลเข้าบ้านอยู่พักใหญ่   จนกระทั่งนึกขึ้นมาได้ว่า.. "ถ้ากุหลาบสักดอกมันเกิดมามีสีสดขนาดนี้    แล้วกุหลาบมันมีความผิดอะไรตรงไหนมิทราบ"   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว ฉันจึงเริ่มหิ้วมันเข้าบ้านอีกครั้ง..อีกครั้ง..และอีกครั้ง    แม้จะรู้สึกลึกๆ อยู่เหมือนกันว่า..กุหลาบสีสดจัดจ้าเนี่ยมัน..ตอแหลจริงๆ ]]]]

เพ่งพิศพิจารณา..กุหลาบหลายต้นที่ฉันมีในสวนไม่น่าจะมีต้นไหนเป็นกุหลาบตอแหลไปได้นะ    เพราะฉันก็ค่อนข้างจะเรื่องมากอยู่    บรรดาสีสันที่เลือกหามาจึงล้วนแต่เป็นสีสันอ่อนหวานทั้งนั้น  

 

ตอนนี้..ชีวิตประจำวันของฉันคือ ตื่นนอนให้เร็วกว่าเวลาปกติหนึ่งชั่วโมง    เพื่อที่จะลุกขึ้นมารดน้ำต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลาย    กระนั้นฉันก็ไปทำงานสายอยู่ดี     จากที่เคยไปทำงานเช้าในเวลา 7.30 น. โดยประมาณ    หลังจากได้ดูแลเพื่อนๆ สีเขียวทั้งหลาย (รวมไปถึงการกำจัดเหล่าวัชพืช)..ฉันจะไปถึงที่ทำงานปาเข้าไปจะเก้าโมงอยู่บ่อยๆ    และในตอนเย็นจะต้องรดน้ำเพื่อนๆ อีกร่วมชั่วโมงกว่า    สรุปแล้ววันๆ หนึ่งฉันจะใช้เวลาไปกับเพื่อนๆ สีเขียวมากถึงวันละเกือบสี่ชั่วโมง    ฉันใช้ชีวิตแบบนี้มาเป็นเดือนๆ

ฉันมีความสุขกับการได้ละเล่นน้ำ   แน่นอน..ความสุขเบื้องต้นที่สัมผัสได้แน่ๆ ก็คือ "เย็นกาย"    พอเย็นกายปุ๊บ! ก็เย็นใจปั๊บ! เป็นปฏิกิริยาเกี่ยวเนื่องกัน   มีรอยยิ้ม และมองอะไรก็สดใสไปหมด    อาจจะเป็นไปได้ว่าความเย็นของน้ำกับสีสันเขียวขจีของเพื่อนๆ ฉันช่วยทำให้จิตใจฉันผ่องใส    ฉันนึกถึงชีวิตเร่งรีบของหลายๆ คนในเมืองใหญ่    การแก่งแย่งแข่งขันกัน  และมลพิษในอารมณ์ที่ผู้คนในเมืองใหญ่มักจะเป็นกัน   ฉันนึกถึงพ่อ..พ่อที่ชอบทำงานในสวนอย่างมีความสุข    บางทีการที่ฉันเลือกที่จะทำแบบนี้ (มีเพื่อนเป็นต้นไม้ใบหญ้า)     อาจจะเพราะเป็นหนทางเดียวที่ฉันรู้สึกได้ว่าฉันได้อยู่ใกล้ชิดพ่อที่จากไปนานหลายปี

แต่แล้วหลายวันต่อมา ฉันกลับตั้งคำถามเอากับพี่คนสวย ว่า.. "ต้อมมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้จริงๆ ไหมคะ?   หรือเพียงคิดว่ามี"    แล้วเธอก็ตอบกลับมาว่า.."ต้อมอย่ามีคำถามกับต้นไม้ใบหญ้าอย่างนั้นสิคะ    มันอาจจะใช่หรือไม่ใช่     แต่นั่นไม่เป็นเรื่องสำคัญ    สำคัญที่เราสามารถมีความสุขกับสิ่งง่ายๆ รอบๆ ตัว    สิ่งที่เราได้ลงแรง..ลงไปไปกับมือ    เรื่องอื่นๆ ก็คือเรื่องอื่นๆ     อย่าเอามาปนกันนะคะ    ไม่ใช่ใครๆ จะสามารถทำต้นไม้..ดูแลต้นไม้   ตลอดจนชื่นชม..สมใจ และมีความสุขกับต้นไม้ได้ทุกคน"

 

ฉันจึงเลิกตั้งคำถามอะไรแบบนั้นแล้วหันมาสนุกกับเพื่อนๆ สีเขียวต่อ    ทั้งยังนำเมล็ดพันธุ์แห่งความงอกงามที่คุณครูใหญ่ใจดี P (dd_L)แห่งโรงเรียนมงคลวิทยามอบให้มาปลูกลงในกระถาง    ฉันเฝ้าดูจนถึงวันที่ในกระถางมีเจ้าต้นสีเขียวเล็กๆ โผล่พ้นออกมาให้ได้เชยชม   ฉันได้ส่ง sms ไปบอกเล่าถึงความเป็นไปที่เกิดขึ้นในกระถาง    เธอส่งข้อความกลับมาบอกฉันว่า "เมล็ดพันธุ์ที่ส่งมามีหลายแบบนะ  ทั้งความสุขจากการเฝ้ามองอย่างสงบเงียบ    ความสุขจากการเห็นใบกระจิดริดที่ค่อยๆ เติบโต   เห็นใบสีเขียวใสในแสงสวย   ความสุขจากรสกรอบหวาน ฯลฯ   ถ้ามีเวลาคงได้เห็นภาพหรืองานเขียนน่ารักๆ เล่าถึงความสุขที่คนน่ารักคนนี้ค้นพบจากเมล็ดพันธุ์นี้เน้อเจ้า"    ฉันมีความสุขมาก..ก..ก กับช่วงเวลานี้    ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ใช่คนที่เข้าอกเข้าใจ และยังไม่รู้จักวิธีปลูกเจ้าพวกดอกไม้ และต้นผักกาด (ของครูใหญ่ใจดี) นี้เลย    แต่ฉันก็ลงมือหว่านเมล็ด  ขุดหลุม  เตรียมกระถาง   รดน้ำ  พรวนดินทุกวันโดยไม่ต้องมีใครบังคับ    มีแต่คนอ้าปากค้างเพราะไม่นึกว่าฉันจะจริงจังมากขนาดนี้

      

 

ต่อมาฉันก็สนุกกับการหาเศษไม้มาประดิษฐ์เป็นชั้นวางกระถาง และอะไรต่อมิอะไร    เมื่อได้เห็นพี่สาว (ลูกป้า)ลุกขึ้นมาทำโต๊ะ  ทำฉากบังตา  ทำกระถาง และอะไรมากมายจากเศษไม้    ผลงานของพี่สาวทำเอาฉันอิจฉาชะมัด และบอกตัวเองว่า "จะต้องทำให้ได้บ้าง"    และฉันก็ใช้เวลามานั่งเลื่อยไม้ นั่งตอกตะปู และทำอะไรมากมาย    ผลงานที่ออกมา....ไม่สวยเหมือนที่พี่สาวทำ   แต่ฉันก็ภาคภูมิใจไปกับสิ่งเหล่านี้ 

 

  

ความสุขของหัวใจ   ก้อนเนื้อ..ที่เมื่อเราใช้มือคลำดูจะเจอที่ตรงทรวงอกด้านซ้าย (บางคนมีด้านขวา อิอิ) มันเกิดอาการแปลกๆ    ฉันไม่ใคร่จะแน่ใจว่าหากใช้คำว่า "สุขสงบ" กับ "สมดุล" จะดูเว่อร์ไปไหม    แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ    เสียเพียงแต่..ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสัจธรรม   มีสุขก็ต้องมีทุกข์   มีหัวเราะก็ต้องมีร้องไห้   ไอ้ที่ฉันลงมือลงแรงดูแลเพื่อนๆ ดอกไม้เหล่านี้กลางฤดูร้อนๆ    วันหนึ่งก็ได้รู้ว่าความรักและความใส่ใจบางทีมันก็ไม่เพียงพอ    ใช่แล้วล่ะ..เพื่อนๆ ของฉันบางต้นเหี่ยวเฉา และแห้งไหม้ไปเพราะเจ้าแสงแดดที่แผดเผาอย่างรุนแรงกว่าที่เคยมีมาในปีไหนๆ   แถมฝนฟ้าที่ตกตามจังหวัดต่างๆ ตลอดจนหมู่บ้านใกล้เคียงกันก็ไม่ได้พัดพามายังบ้านฉันเอาเสียเลย   น่าโมโหยิ่งนัก    นี่ล่ะหนา..ฝนตกไม่ทั่วฟ้า    สงสัยมันจะ "ขึด"     คือ "ขึด" ที่ตัวฉันนี่ล่ะที่ลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ 

ไม่เป็นไร  ในเมื่อฉันตัดสินใจที่จะลงมือทำแล้ว  และถึงแม้ว่าฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในกาลข้างหน้า    ความคิดและการดำเนินชีวิตของฉันเปลี่ยนไปจากเดิม(บ้าง)    แต่ฉันก็ยังได้ซึมซับความงดงามของการที่ได้ลงมือทำอะไรอย่างจริงจัง    ธรรมชาติสร้างสิ่งสวยงามเสมอเพียงถ้าเราจะมองเห็น   ฉันเชื่อว่าการตั้งใจจริงจะช่วยให้เราเอาชนะอุปสรรคได้    แต่กระนั้นฉันก็ภาวนาให้ฝนมาเร็วๆ ก่อนที่เพื่อนของฉันจะเหี่ยวเฉาไปมากกว่านี้   

--8--    การใช้ชีวิตเชื่องช้าทำให้ฉันได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กในบ้าน    ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่กลางสวนของฉัน     จำได้ว่าตอนที่เขามาขออยู่ด้วยนั้น..ฉันไม่อยากรับไว้จริงๆ    จำนวนคนตั้งห้าคนจะต้องทำให้ฉันสูญเสียความสุขสงบ(บ้าง)แน่ๆ    แต่ในที่สุดก็รับพวกเขาเข้ามา  และพวกเขาก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในสวนของฉัน   หัวหน้าครอบครัวที่ฉันนึกในใจว่า "หน้าตาสุดโหด" กลับกลายเป็นผู้ชายใจดีเหลือหลาย   เป็นครอบครัวที่แสนจะน่ารัก   ช่วยกันทำมาหากิน    ช่วยเหลืองานในสวน    และที่ฉันดีใจที่สุดก็คือตอนนี้พวกเขามีบัตรประจำตัวกันแล้ว    ไปไหนก็ไม่ต้องหลบซ่อน   พวกเขามีเด็กผู้ชายตัวน้อยๆ ท่าทางเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน   คนโตชื่อ "กร"   คนเล็กชื่อ "อองขิ่น"    เจ้าเด็กสองคนนี้มักทำให้ฉันยิ้มได้อยู่เสมอเพราะความใสซื่อของพวกเขา   เจ้าคนน้องชอบเรียกชื่อฉันแล้ววิ่งมาจับมือฉัน   ฉันชอบยิ้มของเจ้านี่จัง    มันบอกไม่ถูก..และไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดยังไง    ฉันชอบชะมัดเวลาเจ้านี่จูงมือพาฉันเดินไปไหน   มือของเด็กๆ น่ะนิ่มชะมัด

จริงๆ แล้วฉันได้เรียนรู้อะไรจากครอบครัวนี้มากอยู่เหมือนกันตลอดระยะเวลานานนับปี    ความห่วงใย   ความเอื้ออาทร  และได้แบ่งปันไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้   อาหาร    ทำให้หลายครั้งฉันยิ้มได้    ความสุขของคนเราบางทีก็หาเจอได้ง่ายๆ 

มีใครเคยบอกว่า "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดีเสมอ"    ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยได้ยินประโยคนี้มาจากใคร หรืออ่านมาจากหนังสือเล่มไหน    โลกของฉันกับโลกของใครคนอื่นจะคล้ายกันไหม?   ฉันเป็นเพียงคนหนึ่งคนที่พึงพอใจกับโลกที่หมุนช้าลง   เพราะเมื่อโลกหมุนช้า..เราจะได้สังเกตเห็นอะไรมากมาย และค้นพบอะไรหลายอย่าง    มองเห็นตัวเอง   มองเห็นผู้อื่น   มองเห็นสิ่งใกล้ตัว    และได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น   ได้ทบทวน  ได้เยียวยารักษาบางความรู้สึก

 

  

และขอส่งท้ายบันทึกนี้..ด้วยการไว้อาลัยครูยุ้ย

ครุยุ้ย เจ้าของบล็อกบันทึกเล่มเก่า เป็นมิตรที่ได้พบปะพูดคุยกันในบันทึกของฉันหลายบันทึก    ครูยุ้ยเคยเข้าไปชมบันทึกD.I.Y. ทำสร้อยร้อยใจ : ถักเชือกทำสร้อย 1 ของฉัน   และ..เธอว่า..

Clip

จากนั้นเราก็ได้ติดต่อกัน   เธอได้รับสร้อยคอและสร้อยข้อมือ   เธอส่งขนมมากมายมาให้ฉัน   และขอให้นำภาพที่เธอถ่ายเก็บไว้แล้วส่งมาให้ฉันนำลงบันทึกเพื่อยืนยันว่าเธอได้รับสร้อยแล้วจริงๆ    ฉันได้แต่ผลัดวันประกันพรุ่ง แล้วก็ลืมไปในที่สุด    ต่อมาเธอได้ติดต่ออวยพรปีใหม่ฉันทาง sms ในคืนวันที่ 31 ธ.ค.2552   เราจึงส่งโต้ตอบกันอีกหลายข้อความ     จบลงที่..ฉันรับปากจะเดินทางไปเยือนเธอแน่ๆ หากมีโอกาสผ่านไปจังหวัดพิษณุโลก

ช่วงกลางเดือนมีนาคม..ฉันรู้สึกคิดถึงเธอมาก แต่ก็ไม่กล้ากดหมายเลขมือถือหากัน   จนกระทั่งสิ้นเดือนมีนาคมจึงได้ส่งข้อความไป    แต่แปลกที่เธอไม่ตอบกลับมา    และได้ส่ง sms ไปสวัสดีปีใหม่ไทย(วันสงกรานต์)อีกครั้ง    แต่ก็เหมือนเดิมไม่มีการตอบกลับมา    ความรู้สึกคิดถึงมีมากขึ้นทุกขณะ แต่ก็มีความเกรงใจและไม่กล้ามาหักล้างเสมอ    จนเมื่อสัปดาห์ก่อน..ความรู้สึกคิดถึงที่ว่านี้ก็ไม่จางหายไป และประหนึ่งว่าในหัวมีรูปที่เธอส่งมาให้ลอยวนอยู่ในนั้น    จึงตั้งใจจะเมล์หาเพื่อถามความเป็นไป     แต่ด้วยเจอเรื่องหนักๆ ในชีวิตส่วนตัว..ฉันจึงปล่อยให้ความตั้งใจนี้ผ่านเลย    สองสามวันต่อมา..ฉันนึกไงไม่รู้หยิบรูปและโปสการ์ดของเธอออกมาดูและอมยิ้ม    พร้อมบอกกับตัวเองว่า "เขียนแล้วๆๆ จะเขียนโปสการ์ดถึงแล้วนะค๊า   พรุ่งนี้ได้ฤกษ์ส่งแน่"   

ปรากฏว่าเมื่อมาถึงออฟฟิศ..ฉันลืมเอาสมุดจดที่อยู่มา    เลยเข้าไปหาที่อยู่จากในบันทึกของเธอ   แล้วฉันก็พบว่า..มีข้อความจากบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งเขียนถึงเธอ    ว่าเธอได้จากไปแล้ว    ฉันจึงรู้สึกใจหายเป็นอย่างยิ่ง   จึงเสิร์ชหาเรื่องราวของเธอ และได้เจอในบันทึก๕๐๑.ขอเชิญร่วมไว้อาลัยเพื่อนผู้จากไป"บันทึกเล่มเก่า" ของครูคิม

ขอดวงวิญญานของครูยุ้ยจงสู่สุขคติ   และ..หากต้อมได้ล่วงเกินครูยุ้ยโดยไม่ได้เจตนาก็ขอให้อโหสิกรรมแก่ต้อมด้วย   เช่นกัน..หากครูยุ้ยได้กระทำการใดให้ต้อมขุ่นข้องหมองใจ (ซึ่งไม่มีแน่)   ต้อมขออโหสิกรรมให้แก่กันค่ะ 

ครูยุ้ยขา..ที่เคยอยากให้ต้อมนำรูปนี้มาลงในบันทึกของต้อม   ต้อมนำมาลงไว้ในบันทึกนี้แล้วนะคะ