ป้อย

ดูข่าวเรื่องข้าวแพง ทำให้ผู้เขียนคิดถึง ป้อย  ซึ่งเมื่อก่อนเป็นภาชนะประจำอยู่ในโอ่งข้าวสารทุกครัวเรือน... แม้่ค่อนข้างจะเชื่อว่า ป้อยน่าจะยังคงมีอยู่ในบางครัวเรือน แต่ก็ค่อนข้างจะเชื่อเหมือนกันว่า เด็กปักษ์ใต้บ้านเรารุ่นใหม่บางคนอาจไม่รู้จักป้อย...

ป้อย คือ ภาชนะสำหรับตักและตวงข้าวสารจากโอ่งข้าวสารใส่หม้อข้าวเพื่อหุงประจำวัน โดยป้อยเกือบทั้งหมดทำจากกะลามะพร้าวผ่าซีก ขนาดของป้อยเล็กบ้างใหญ่บ้างตามความนิยมของพ่อบ้านหรือแม่เรือนนั้นๆ...  ตามที่เคยเห็น ถ้าเป็นครอบครัวเล็กๆ  ก็อาจมีเพียงป้อยเล็กๆ  แต่ถ้าเป็นครอบครัวขนาดใหญ่  ป้อยอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีป้อยอยู่ ๒-๓  ขนาด เพื่อจะเลือกใช้ตามความเหมาะสม...

เพราะเหตุว่าป้อยใช้ทุกวัน อย่างน้อยก็วันละ ๒ ครั้ง นั่นคือ แต่ละบ้านมักจะหุงข้าววันละ ๒ ครั้งเช้าเย็นเป็นอย่างน้อย... ดังนั้น ป้อยที่ทำมาจากกะลามะพร้าวนี้ จึงมีสีแวววาวเกลี้ยงเกลาเป็นมัน เพราะถูกข้าวสารขัดสีวันแล้ววันเล่า...

จำได้ว่า เมื่อต้องหุงข้าวเองในตอนเล็กๆ นั้น ถูกคำสั่งจากโยมแม่ว่าให้หุงครั้งละสามป้อยครึ่ง โดยใช้ป้อยเล็กตักหรือตวงข้าวสาร ซึ่งป้อยเล็กบ้านผู้เขียนตอนนั้น ทำจากกะลามะพร้าวเบา มีขนาดโตกว่ากำหมัดเล็กน้อย... ข้าวสารสามป้อยกว่าก็น่าจะเกินลิตรแต่ไม่ถึงสองลิตร... ส่วนป้อยใหญ่ก็มีอยู่ในโอ่งข้าวสาร แต่ผู้เขียนไม่เคยได้ใช้  เป็นเพียงส่วนเหลือที่เกะกะอยู่ในโอ่งข้าวสารเท่านั้น... ป้อยใหญ่นี้ ตักข้าวสารได้ครั้งละลิตรกว่า เคยใช้ตอนที่ครอบครัวยังมีแม่เฒ่าและน้าๆ อยู่ด้วยกันมากหน้าหลายตา....

 

ตอนครอบครัวผู้เขียนอยู่คูขุด ไม่เคยซื้อข้าวสาร  เพราะที่บ้านทำนาไว้กินเองเหมือนกับบ้านอื่นๆ เกือบทุกบ้าน... คราใดที่ข้าวสารในโอ่งใกล้จะหมด  โยมแม่หรือคนอื่นๆ ภายในบ้านก็จะไปเอาข้าวเปลือกในห้องข้าวมานวด ใส่กระสอบแล้วพาไปโรงสีข้าว ซึ่งบางครั้งผู้เขียนก็ได้รับมอบหมายหรือชักชวนจากญาติผู้ใหญ่ให้เอาข้าวไปสี...

เมื่อไปถึงโรงสีจะถามว่า ต้องการเอาข้าวสารเลยหรือไม่ ? ถ้าเราต้องการข้าวสารเลย เจ้าหน้าที่โรงสีก็จะตวงข้าวเปลือกของเราแล้วก็ตักข้าวสารให้ตามอัตราส่วน ตามที่รับทราบกันก็คือ ถ้าข้าวเปลือกสองกระสอบปุ๋ย ก็จะได้ข้าวสารหนึ่งกระสอบปุ๋ย (สองหนึ่ง)... แต่ถ้าต้องการข้าวสารจากข้าวเปลือกของเราโดยตรง ก็ต้องคอยจนกระทั้งถึงคิว หรือค่อยกลับมาเอาตอนเย็นหรือพรุ่งนี้ก็ได้ตามความเหมาะสม....

...........

เมื่อย้ายมาอยู่บ่อยางซึ่งเป็นในเมือง (พ.ศ. ๒๕๑๘) ครอบครัวผู้เขียนก็เริ่มซื้อข้าวสาร จำได้ว่ามาอยู่สงขลาครั้งแรกนั้น ข้าวสารลิตรละ ๓ บาท หรือถังละ ๖๐ บาท (๒๐ ลิตร เท่ากับ ๑ ถัง) แต่ถ้าเป็นข้าวสารกรุงเทพฯ หรือข้าวหอมมะลิ ราคาก็อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นลิตรละ ๓.๒๕ หรือ ๓.๕๐ บาท ซึ่งบ้านผู้เขียนก็ชื้อทุกประเภทตามแต่จะสะดวก...

เมื่อต้องมาซื้อข้าวสารกินครั้งละ ๕ ลิตร ๑๐ ลิตร หรือ ๑ ถัง โอ่งใส่ข้าวสารก็หายไปจากครัว  ป้อยกะลาซึ่งมีอยู่คู่กับโอ่งใส่ข้าวสารจึงพลอยหายไปด้วย... ข้าวสารที่ซื้อมามักใส่ไว้ในถังพลาสติกทั้งถุง เวลาจะหุงก็ใช้ป้อยซึ่งเป็นขันน้ำเล็กๆ หรือบางบ้านก็ใช้กระป๋องนมเป็นป้อยตักข้าวสารจากถุงใส่หม้อ....

ต่อมา... การซื้อขายข้าวสารก็ค่อยเปลี่ยนความนิยมจากเป็นลิตรหรือถัง มาเป็นกิโล มีบรรจุเป็นถุงเล็กถุงใหญ่ ขนาด ๑ กิโล หรือ ๕ กิโล เป็นต้น...... เวลาจะหุงก็ฉีกปากถุงแล้วก็เทข้าวสารจากถุงลงสู่หม้อข้าวตามต้องการ....

  • ป้อย จึงค่อยๆ หายไปจากวิถีชีวิตของคนหุงข้าว โดยเฉพาะวิถีชีวิตคนเมือง