หอมเย็น หอมนุ่ม หอมละมุน กับกลิ่นเฉพาะของดอกไม้ป่า

สวัสดีวันที่ ๙มีนา จากเมืองหงสาครับ

วันนี้ที่เมืองลาวเขาหยุดชดเชยกันครับ ชดเชยวันสตรีสากล(๘ มีนา) ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ เมืองไทยเราเหมือนกับไม่ปรากฏมีวันนี้เป็นวันหยุด (รึว่าผมจำไม่ได้ไปเอง....บ้านเราสากลกว่าเขาเยอะไม่หยุดได้อย่างไรเล่า?)

อากาศที่เมืองหงสา เริ่มร้อนในตอนกลางวัน แต่ยามดึกและยามค่อนแจ้งยังทิ้งผ้านวมไม่ได้ครับ  พี่น้องชาวหงสาเริ่มเผาไร่กันแล้ว บางแห่งควบคุมไฟไม่ได้ลุกลามไหม้ป่ากันหลายแห่ง กลางคืนมองไปทางไหนก็เห็นแต่แนวไฟระยิบระยับเป็นวงกว้าง เป็นความงดงามที่มาคู่กับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

เมื่อเช้าไปบ้านกิ่วงิ้ว(เดิม)มาครับ ไปหาพื้นที่ปลูกป่าตามโครงการฟื้นฟูสภาพป่าที่ได้เสนอแผนไว้ กะว่าจะให้พี่น้องมีส่วนร่วมทั้งในการคัดเลือกพื้นที่การปลูกและการดูแลรักษา โดยให้ห้องการกสิกรรมป่าไม้เมืองออกหน้า ส่วนโครงการเราสนับสนุนกล้าไม้และค่าแรงในการปลูก ระหว่างที่อ้ายน้องทีมงานกับผู้เฒ่าแนวโฮมพากันไปเดินจับพิกัดทำวงรอบพื้นที่กัน คนง่อยอย่างผมเขาให้นั่งรอใต้ร่มไม้ ว่าจะคุยกับผู้เฒ่าชาวไปรเรื่องฮีตคองกับการหาอยู่หากิน แต่มองไปทางไหนก็เห็นมีแต่เด็กๆกับผู้หญิงเลยไม่รู้จะคุยกับใคร

ในหมู่ไม้ที่ผมไปอาศัยร่มเงาอยู่นั้นมีต้นไม้รังอยู่ต้นหนึ่ง ที่กำลังทะยอยทิ้งดอกร่วงหล่นลงบนพื้นอย่างต่อเนื่อง กลิ่นหอมของดอกไม้กำจรไปทั่ว หอมเย็น หอมนุ่ม หอมละมุน กับกลิ่นเฉพาะของดอกไม้ป่า ท่ามกลางเสียงจั๊กจั่นเรไรระงมขับกล่อม เมื่อสายลมร้อนวูบพัดผ่านมา ใบไม้แห้งสีแดงฉานหลุดจากกิ่ง คว้างหมุนลงสัมผัสพื้นอย่างแผ่วเบา ทั้งดอกต้นรังและใบไม้พร้อมที่จะสลายตัวปลดปล่อยธาตุอาหารคืนสู่แม่ธรณี ให้หมู่มวลต้นไม้น้อยใหญ่ได้นำใช้ประโยชน์อีก ธรรมชาติหมุนเวียนไปตามกาลเวลาเช่นนี้เอง

 

ผมเกิดความคิดอยากจะรวบรวมเจ้าดอกต้นรังมาให้ได้สักกอบหนึ่ง จึงชวนเอาสาวน้อยชาวไปรชื่อ นางพัดมานั่งเก็บกันทีละดอกๆจนได้ปริมาณมากโข เลยได้รูปถ่ายมาอวดพี่น้อง ส่วนกลิ่นนั้นจะเอาติดจมูกไปฝากภายหลัง ผมว่าถ้าหากมีโอกาสจะพาเด็กๆลองรวบรวมบรรดาดอกไม้ป่าที่มีมากมายยามต้นฤดูร้อนอย่างนี้ ลองทำเป็นเครื่องหอม บรรจุในกระดาษสา หรือกระดาษที่ทำจากหน่อไม้ไผ่ที่พี่น้องหงสาก็ทำใช้กันอยู่ ทำเป็นเครื่องหอมเอาไปขายหารายได้มาจุนเจือ เป็นค่าสมุดดินสอของเด็กๆ คงเป็นไปได้ทีเดียว ขนาดน้องพัดมาช่วยเก็บไม่ถึงครึ่งชั่วโมงยังได้ตั้งเยอะ แต่ก็ได้แค่คิดละมั้ง งานประจำทุกวันนี้ก็แทบไม่ได้หยุดอยู่แล้ว

 

บ้านกิ่วงิ้ว ที่ต้องวงเล็บไว้ว่า (เดิม) เพราะปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เรียกได้ว่าไม่มีบ้านกิ่วงิ้วเหลืออยู่แล้วก็ยังได้ เนื่องจากว่าทางการท่านสั่งให้ชาวบ้านกิ่วงิ้วย้ายลงไปอยู่รวมกับบ้านน้ำแก่น ตามนโยบาย รวมศูนย์กลุ่มบ้านเพื่อพัฒนา หรือ collectivization ไปได้สามสี่ปีมาแล้ว อันที่จริงการรวบรวมไพร่พลเยี่ยงนี้บ้านเราก็เคยทำกันมาแล้ว ก็ยุค เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองในระยะฟื้นตัวของเมืองเชียงใหม่อย่างไรเล่าครับ การรวมศูนย์บ้านเพื่อพัฒนานั้น เท่าที่ได้รู้ได้เห็น ก็พบว่ามีทั้งผลดี และมุมที่น่าเป็นห่วง

ผลดีก็คือ เป็นการรวบรวมชุมชนเล็กๆที่อยู่กระจัดกระจายตามหุบห้วยภูดอย มารวมกันอยู่ใกล้ตัวเมือง หรือใกล้ทางรถ ทำให้การสัญจรไปมาสะดวก มีการตั้งโรงเรียนมัธยม ตั้งสุขศาลา ทำให้เด็กๆเข้าถึงการศึกษา และบริการสาธารณสุขได้ง่าย เรื่องไฟฟ้า น้ำอุปโภคบริโภคครบพร้อม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร มีฝ่ายภาษี การเงิน การเกษตร มาประจำที่กลุ่มบ้าน

อย่างไรก็ตาม ในข้อที่น่าเป็นห่วงก็ยังมีอยู่หลายประการ เช่น

·       แต่ละชนเผ่ามีฮีตคอง วิถีชีวิตที่แตกต่างกันพี่น้องชาวไปรขยันทำไร่จนขึ้นชื่อ พี่น้องชาวขมุอยู่อย่างพอเพียงเวลาที่เหลือชอบดื่ม พี่น้องชาวลาวสูงชอบเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ

·       ความขัดแย้งจากการแย่งพื้นที่ทำไร่กัน

·       การแย่งใช้ทรัพยากรจากป่า และจากธรรมชาติกัน เป็นต้น

ประเด็นเหล่านี้ยังมีให้เห็น แม้ว่าจะปรากฏเพียงเลาๆลางๆก็ตาม เหมือนกับที่ได้คุยกับครอบครัวของชาวไปร ๔ ครอบครัวที่ต้องกลับมาปลูกขนำอยู่ที่บ้านกิ่วงิ้วเดิม เพราะ ไม่มีที่เลี้ยงวัวอยู่ที่โน่นไม่มีที่ทำไร่ มีก็ดินไม่ดี

อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

อยากบอกว่าทุกอย่างมีทั้งดีทั้งเสีย

เพียงแต่ว่าเราจะช่วยเยียวยาผลเสียนั้นได้อย่างไร

หากทำได้ก็ win win