ผมเติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่คุยชินกับวัฒนธรรมแห่งการ “กอด”

มีหลายคนทักถามอยู่เรื่อย ๆ ว่าผมเอาเวลาที่ไหนอยู่กับลูก ๆ ?
ยอมรับว่า  เป็นคำถามที่เสียดแทงใจผมมาก   และทุกครั้ง  ผมก็รู้สึกสั่นไหวกับคำถามเหล่านี้เป็นยิ่งนัก

ผมมักกลับเข้าบ้านดึก ๆ เพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับกิจกรรมของนิสิต  ซ้ำร้ายในวันหยุดสุดสัปดาห์   ก็มักตระเวนไปค่ายกับนิสิตอยู่อย่างไม่ว่างเว้น

ผมไม่ค่อยมีทางเลือกให้เลือกมากนัก  แต่ก็พยายามเต็มที่กับการใช้เวลาอันน้อยนิดให้เป็นเวลาคุณภาพสำหรับพวกเขา

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว…
ผมทำงานต่อเนื่องและยาวนานมาก  ลูก ๆ  ก็จำต้องวิ่งเล่นอยู่ตามกิจกรรมต่าง ๆ  กว่าจะกลับเข้านอนได้ก็ดึกโข  และเมื่อถึงวันหยุดก็นั่งรถไปไกลแสนไกลกับผม  จนเริ่มเจ็บไข้

 

ผมพาลูกกลับไปฝากพ่อกับแม่ให้ดูแล   ซึ่งพ่อกับแม่พาไปหาหมอให้แน่ใจอีกรอบ  หมอยืนยันว่า  ลูกผมพักผ่อนไม่เพียงพอ  และถ้ามาช้ากว่านี้  เด็กอาจถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเลยก็ว่าได้

นั่นคือภาพชีวิตที่กรีดลึกเป็นแผลฉกรรจ์ในหัวใจของผม 


และเมื่อเวลาผ่านพ้น  เขาโตและโตขึ้นตามวัยที่ควรจะเป็น  แต่เขาทั้งสองกลับยังต้องมีวิถีชีวิตว่ายวนอยู่กับบรรยากาศเช่นนี้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง  ทั้งการนอนดึกและการเที่ยวท่องไปตามค่ายต่าง ๆ  อย่างตื่นตาตื่นใจ

 

 

ทุกวันนี้  ลูกชายคนโตยังสำทับเสมอว่า  มีค่ายที่ไหนให้พาเขาไปด้วย..
ส่วนเจ้าจุก นักเลงลูกทุ่งนั้น  ไม่พูดพร่ำทำเพลงมากนัก   เพียงแต่สื่อสารด้วยอาการที่รู้ ๆ กันในทำนองว่า   “ไปไหน ไปด้วย”


การเดินทางของผมและลูก ๆ  จึงมักเป็นการเดินทางไปยังหมู่บ้านในชนบท  มากกว่าการเดินทางสู่ตัวเมือง ที่มีตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ห้างหรู ๆ  เตะตาเตะใจ  ชวนให้หลงใหลพาตัวและใจเข้าไปเที่ยวท่อง จนตั้งหลักไม่ได้

ดังนั้น  ลูก ๆ จึงไม่ค่อยได้มีโอกาสซื้อของเล่นเหมือนใครอื่น  ไม่ค่อยได้กินไอศกรีม-ไก่ทอดท่ามบรรยากาศในห้องหับอันเย็นฉ่ำ  ตรงกันข้าม  กลับต้องกินไก่ปิ้งตามริมทาง  นั่งปูสื่อและนอนในรถ  หรือแม้แต่นอนและนั่งอยู่ตามร่มไม้  รวมถึงการพักนอนในเต็นท์ประจำครอบครัวที่เราพกพาติดรถไว้ตลอดเวลา

 

 

ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้  ลูก ๆ  จึงมักมีเพื่อนเล่นเป็นกลุ่มผู้ใหญ่เสียส่วนมาก  ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และนิสิต  โดยเฉพาะเวลาออกไปทำกิจกรรมนั้น  ทั้งผมและเพื่อนชีวิตแทบเบาแรงไปเสียทั้งหมด  เพราะส่วนมาก  สองหนุ่มจะติดสอยห้อยตามพี่ ๆ นิสิตไปราวกับว่าวันนั้น  “พ่อกับแม่ไม่ได้มาด้วย”

 

 

ผมเขียนบันทึกในทำนองนี้อีกครั้ง  เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้   ผมก็เริ่มพบว่าลูก ๆ  ออกอาการเหนื่อยเพลียอย่างเห็นได้ชัด  บางคราวตาเหม่อ ๆ  อิดโรย  ไม่กระฉับกระเฉง  มีน้ำมูกใสๆ ไหลอยู่เป็นระยะ ๆ  ซึ่งทั้งปวงก็มาจากการนอนน้อยกินน้อย  และเหนื่อยกับการเดินทางอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

 

โชคดีที่เมื่อวานเป็นวันที่ผมบังคับให้ตนเองไม่กรีดกรายออกไปไหน  วันทั้งวันขลุกกับพวกเขาอย่างเต็มเหยียด  เล่นหัวเล่นหางกันหลายยก  จากนั้นก็แข่งกันนอนกลางวันอย่างสนุก  ก่อนที่คุณแม่บ้านจะมารับสองหนุ่มไปว่ายน้ำ  และกลับมาล้อมวงกินข้าวร่วมกัน  (หลังจากว่างเว้นไปนานพอสมควร)

 

 

 

  

ทุกวันนี้  ผมกอดลูกบ่อย..   และบ่อยมาก  รวมถึงการไม่เขินอายที่จะกอดและหอมแก้มเขาต่อหน้าสาธารณะ  รวมทั้งเมื่อต้องกลับเข้าบ้านดึกแค่ไหน  ก็ไม่ลืมที่จะเข้าไปสวมกอดเจ้าสองหนุ่ม  พร้อม ๆ กับการพยายามทำให้เขารู้สึกตัวว่า “พ่อกลับมาแล้วนะ”

ผมเติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่คุยชินกับวัฒนธรรมแห่งการ “กอด”  ไม่คุ้นเคยกับการบอกรักกันในครอบครัว  บุคลิกของพี่น้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผมด้วยนั้นก็ออกมาในทำนองห้าวห้วน ..ตรงไปตรงมาอย่างเห็นได้ชัด

และที่สำคัญ  ผมเติบโตในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน .. แต่พ่อกับแม่ก็แสดงให้เห็นว่า  ความยากจนไม่ใช่ตัวชี้วัดความมี “น้ำใจ” ต่อคนรอบข้าง

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้  ผมจึงไม่คุ้ยเคยกับการกอด  ไม่ค่อยได้คุยกับพ่อและแม่อย่างยืดยาวนัก  .. ไม่เคยที่จะแสดงอาการออดอ้อน ฉอเลาะ  .. (ทั้งที่ใจพร่ำเพรียกและโหยหาเป็นที่สุด)

 

 

 

ผมรู้ว่าเรากลับสู่อดีตไม่ได้  (แต่เราก็แก้ไขอดีตได้ด้วยการทำวันนี้ให้ดีกว่าอดีต)


ดังนั้น  ผมจึงไม่เขินอายที่จะโอบกอดและหอมแก้มพวกเขามากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เล่นกับเขาให้มากที่สุด  และเล่นให้สุด ๆ  ด้วยการอุทิศร่างกายเป็นของเล่นสำหรับพวกเขาอย่างเมามัน

ผมพาเขาไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ  เพียงเพื่อให้รู้ว่า  การ “ให้”  ถือเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ของชีวิต  และอยากให้เขาสัมผัสได้กับชีวิตว่า “คนรอบข้าง”  มีความสำคัญกับเรามากแค่ไหน  (ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก)

 

 

 

ทุกวันนี้…
ลูกชายคนโตตื่นขึ้นแล้วมักต้องมานอนเกยทับอยู่บนตัวผม  พร้อมกับปลุกให้ตื่นด้วยการหอมแก้มสองถึงสามครั้ง  หรือไม่ก็ทำเช่นนั้น จนผมลืมตาตื่นขึ้นมาก็ว่าได้

 

ทุกวันนี้…
พวกเขาจะถามเสมอว่า  เสาร์อาทิตย์นี้  จะไปค่ายที่ไหนหรือเปล่า  นอนที่ไหน  มีสมุดค่ายให้วาดรูปหรือไม่ และพี่นิสิตไปกันกี่คน  ...

 

เฉกเช่นกับวันนี้ที่เพื่อนชีวิตต้องไปราชการยาวเหยียดจนถึงวันพุธ  ขณะที่ผมต้องรับบทพ่อบ้านคนเดียวอย่างท้าทาย  ซึ่งวันนี้  ผมก็มีโปรแกรมเดินทางไปค่ายที่ขอนแก่น  และกลับมาเนวิทยากรบรรยายในรอบดึกที่มหาวิทยาลัย –

 

 

ผมไม่รู้ว่าชีวิตช่วงนี้จะออกหัวออกก้อย  แต่ก็ดีใจที่ได้พยายามทำวันนี้ให้แตกต่างจากอดีตของตนเอง -

ผมพยายามกอดและกอดเขาให้มากที่สุด  พูดและพูดกับเขาให้มากพอกับที่ต้องฟังเขา .. เล่นกับเขาให้มากที่สุด  ทั้งที่รู้ดีว่า  สังขารหลังอุบัติเหตุ  ไม่เอื้ออำนวยต่อพันธกิจแห่งการเล่นกับลูก ๆ เท่าที่ควรนัก

 

ผมตั้งใจที่จะกอดเขาให้มากที่สุด  เพื่อให้เขารู้สึกถึงคำว่า  “อิ่มกอด”  อย่างไม่กังขา  โตขึ้นจะได้ไม่รู้สึกโหยหาอ้อมกอดของคนในครอบครัว  และอ้อมกอดอันอิ่มกอดที่ว่านั้น  ก็คงช่วยให้เราและเราใกล้ชิด สนิทใจ  พร้อมที่จะพูดคุยและแสดงความรักแก่กันและกันอย่างไม่เขินอาย

 

ผมกลับสู่อดีตไม่ได้  แต่ก็แก้ไขอดีตด้วยปัจจุบันนี่แหละ  และโชคดีเหลือเกินที่ลูก ๆ  กลายมาเป็นสะพานแห่งความรักที่ทอดตัวเชื่อมโยงระหว่างผมกับ “บ้าน”  ซึ่งมีพ่อ แม่และพี่ ๆ  กลับมาสัมผัสรักกันได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  ถึงแม้เราจะยังไม่โอบกอดกันเหมือนครอบครัวอื่น  หากแต่หัวใจของเราก็เป็น “หนึ่งเดียว”  ของกันและกันอย่างไม่ต้องสงสัย