เมื่อคืนหัวสมองอ่อนล้ามาก  เลยหลับไปตั้งแต่ยังไม่ถึงสี่ทุ่ม
โครงการเกี่ยวกับน้ำท่วมก็เขียนไม่เสร็จ    ไม่รู้จะเขียนยังไง   นึกไม่ออกเลยว่าจะตั้งชื่อโครงการว่าอะไรดี

ยิ่งคิด  ยิ่งออกอาการเบลอ ๆ 

สุดท้ายจึงตัดสินใจนอนให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

แต่อัศจรรย์ใจมาก..
ในค่ำคืนของการนอนหลับนั้น

ผมกลับฝันว่า -
ผมกำลังช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมอย่างยกใหญ่
และในฝันนั้น 
ผมก็ใช้ชื่อกิจกรรมนั้นว่า 
รวมใจ ต้านภัยน้ำท่วม

 

 

ทันทีที่ตื่นนอน   ผมก็เล่าเรื่องชื่อกิจกรรมนี้ให้เพื่อนชีวิตได้ฟัง
เธอยิ้ม  โดยไม่พูดอะไรสักคำ
แต่ในใจผมรู้ดีว่า

ถึงแม้เธอจะไม่พูด  แต่เธอคงเปรยบอกอยู่ภายใน ประมาณว่า  คิดมากจนเก็บเอาไปฝัน..  (เป็นแน่)

 

 

 


(ภาพโรงเรียนบ้านดอนนาที่ระดับน้ำท่วมสูงขึ้นกว่าเมื่อวาน)

 

เช้าของวันนี้
ทันทีที่มาถึงสำนักงาน

ผมใช้เวลาเขียนโครงการโดยไม่ใช้งบประมาณใด ๆ  อย่างเร่งด่วน
โดยใช้
ชื่อในฝัน  มาตั้งเป็นชื่อโครงการ ดังว่า  รวมใจ ต้านภัยน้ำท่วม

จากนั้นไม่นานนัก 

ทั้งผมและเจ้าหน้าที่  ตลอดจนน้อง ๆ  นิสิตจากกลุ่มไหล 
ก็สัญจรลงพื้นที่  โดยมีจุดหมายปลายทางคือการตะลุยเข้าไปให้ถึงหมู่บ้านที่กำลังถูกน้ำท่วม

 

 

ระยะทางจากต้นทางเข้าสู่หมู่บ้านยาวประมาณ 3 – 4  กิโลเมตร
แต่ในสภาพที่น้ำท่วมขังเช่นนี้   ก็ทำให้ผมและทีมงานทำใจไว้แล้วว่าต้องทุลักทุเลอยู่มาก

เราใช้เวลานานพอสมควรกับการเฝ้ารอให้ เรือเครื่อง  จากหมู่บ้านมารับ

 

ขณะที่รอนั้น   เราก็เริ่มเห็นผู้คนสัญจรผ่านข้ามมาทางเรืออย่างต่อเนื่อง

บางคนใช้เรือเดิมที่มีอยู่แล้ว  แต่บางคนถึงขั้นลงทุนซื้อเรือลำใหม่ในราคาเกือบหมื่นบาทเลยทีเดียว

 

ในช่วงที่รอนั้น

น้องนิสิตกลุ่มไหล  เริ่มปฏิบัติการบันทึกภาพวีดีโอและสัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างสนุก
ขณะที่หลายคนก็ขันอาสาช่วยเหลือผู้สัญจร  ทั้งการขนสัมภาระและการลากเรือเข้าฝั่ง

ซึ่งกว่าจะเดินทางออกจากจุดเริ่มต้นนี้ได้   เวลาตอนนั้น  ก็น่าจะราว ๆ สี่โมงเช้า

และเราก็แบ่งทีมลงเรือกันสองลำ ๆ  ละประมาณ  5  คน

 

 

 

 

เรือที่ผมนั่งไปนั้น  แล่นลิ่วออกก่อนลำอื่น

ผมถือโอกาสนั่งหน้า   เพราะอ้างความอาวุโส  และย้ำบอกทีมงานว่าจะได้บันทึกภาพชัด ๆ 
แต่พอแล่นได้ไม่ถึง
5 นาที  เครื่องยนต์ที่ติดอยู่กับลำเรือก็ดับลงดื้อ ๆ 

แต่ถึงกระนั้น  ในชั่วพริบตาเดียวก็ยังถือว่าโชคดี  เพราะสามารถสตาร์ทเครื่องใหม่ได้อีกรอบ

 

หลังการสตาร์ทเครื่องในรอบที่สอง   เรือก็แล่นลิ่วออกไปแบบเอื่อย ๆ 
ซ้ำร้ายยังเกยหัวเรือซุกเข้าพุ่มไม้ในสายน้ำยังเต็มที่  ทำเอาผมแทบจะหายวับไปกับพุ่มไม้เลยทีเดียว

แต่พอถอยออกมาได้   ก็ปรากฏชัดว่า  ทั้งตัวผมเต็มไปด้วยมดดำจำนวนมากเกาะก่ายป่ายปีนอยู่อย่างขวักไขว่

 

นั่นไม่ใช่แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ 
แต่มันยังเกิดซ้ำอีกถึงสองรอบ  จนผมถอดใจกลับมานั่งตรงกลางลำเรือแทน

ถัดจากนั้นไม่นานนัก

เราเดินทางมายังไม่ถึงครึ่งทาง  เครื่องยนต์ก็ดับลงอีกรอบ

คราวนี้  ดับแล้วดับเลย 

ทำให้น้องทีมงานต้องแจวและแจวกันไปโดยปริยาย

และกว่าจะถึงฝั่งก็ใช้เวลาร่วมเกือบ ๆ จะ  30  นาที

 

ไม่เท่านั้นหรอก ...
พอแจวมาถึงจุดหนึ่ง  ก็กลายเป็นการเกยตื้น   ทุกคนเลยต้องเดินเท้าฝ่าสายน้ำไปขึ้นฝั่ง
ขณะที่เรืออีกลำ  แล่นลิ่วฝ่าสายน้ำอีกเส้นไปจนถึงฝั่งอย่างสบายเฉิบ
ทำเอาผมและทีมงานในเรือลำนี้  ออกอาการอิจฉาแบบเก๋ ๆ

 

 

 

 

เราลุยน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ฝ่าเท้ากรีดบดไปกับกรวดที่แช่อยู่ใต้น้ำ ..

ผืนน้ำดูกว้างไกลนัก  - ไม่ปรากฏต้นข้าว  ไม่ปรากฏเรือกสวนไร่นาเหมือนดังเก่าก่อน

ทุกอย่างเหมือนถูกห่มคลุมไว้ด้วยผืนน้ำ ... ทะเลน้ำ

แต่สำหรับเราแล้ว   เราตื่นตะลึงกับภาพเวิ้งน้ำที่กว้างใหญ่นี้

และรู้ดีว่า  นี่เป็นการเดินทางที่เราไม่ค่อยคุ้นชินนัก
แต่ก็เป็นการงานที่เรารักและอิ่มใจที่ได้ลงมือทำ

 

 

 

 

เราใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้านร่วมสองชั่วโมง
เดินสำรวจสภาพการณ์ของหมู่บ้าน
และพบปะพูดคุยกับชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง

ก่อนจะคอยรอให้เรือลำใหม่มารับเรากลับสู่มหาวิทยาลัยฯ

 

ผมและทีมงานกลับมาถึงมหาวิทยาลัยเกือบ ๆ จะบ่ายสามโมงเศษ
ผมและทีมงานเดินเข้าห้องประชุมในสภาพเปียกเปื้อน
ใบหน้าแต่ละคนกร้านดำอย่างเห็นได้ชัด

แต่ในแววตานั้น  กลับทอประกายอย่างมีชีวิต

 

ผมนำภาพชีวิตทั้งหมดขึ้นจอให้บรรดานิสิตได้ร่วมรับรู้ -
พร้อม ๆ กับเอ่ยชวนว่า  ใครพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งกับเราบ้าง

ซึ่งนั่นก็คือ ...การเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของกิจกรรม..
กิจกรรมที่ผมค้นพบชื่อในฝันเมื่อคืน ดังว่า
รวมใจต้านภัยน้ำท่วม

 

 

และตอนนี้ ..
ขณะนี้
น้อง ๆ ทีมไหลก็กำลังเปิดเวทีบอกกล่าวเล่าความในตลาดน้อย
เพื่อชักชวนให้บรรดาพ่อค้าแม่ขาย
รวมถึงนิสิต  ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา...

 

 


..................

และนี่คือเหล่าบรรดาผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันในวันนี้