สงกรานต์ปีนี้ เป็นปีที่ผมได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดยาวนานเป็นพิเศษ ได้สัมผัสกับกลิ่นอายแห่งสงกรานต์เดิมๆ จากคืนวันที่ก้าวข้ามมา และกลิ่นอายใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างใกล้ชิด

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าวันและคืนจะหมุนเคลื่อนไปกี่ปีก็ตาม ผมก็ยังตระหนักเสมอมาว่า “สงกรานต์”
คือ “วันขึ้นปีใหม่ไทย” และเป็นช่วงสำคัญของการที่คนในครอบครัวจะได้ทำกิจกรรมทางครอบครัวร่วมกันอย่างอบอุ่น
อันได้แก่ การทำความสะอาดบ้าน ทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา บังสุกุล ก่อพระทราย สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว-ขอขมาผู้ใหญ่ รวมถึงการขนน้ำใส่ตุ่มให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ที่เราเคารพรัก
และนั่นยังไม่รวมถึงวิถีชีวิตในแบบอีสานๆ เป็นต้นว่า การเล่นพนันขันต่อโดยไม่ต้องเสียภาษีอากรใดๆ การละเล่นพื้นบ้าน อาทิ สะบ้า มอญซ่อนผ้า หรือแม้แต่ การปักหลักสาดน้ำอยู่ริมถนนหน้าบ้านของตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สนุกไม่แพ้การนั่งเบียดเสียดอยู่บนรถยนต์แบบสุ่มเสี่ยง และตะลอนๆ เล่นสาดน้ำในที่ต่างๆ เหมือนที่พบเจออย่างล้นหลามในทุกวันนี้

พ่อและเพื่อนบ้านช่วยกันทำซุ้มเล่นน้ำหน้าบ้านให้เด็กๆ ...
แต่สำหรับวันนี้ ต้องยอมรับว่าวันสงกรานต์ที่บ้านเกิดเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร กิจกรรมหลายๆ อย่างเลือนหายไปแบบไม่รู้ตัว
วิถีทางใจที่เคยปฏิบัติอย่างเข้มข้น ก็ถูกแทนที่ด้วยกระบวนการใหม่ๆ ที่ชูหราด้วยมหกรรมแห่งการบันเทิงเริงใจด้วยสายน้ำเป็นหลักสำคัญ
ซึ่งหลายแห่งถึงขั้นปิดถนนเล่นสาดน้ำกันตั้งแต่เช้าตรู่จนดึกดื่นก็มีให้เห็นอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ อีกทั้งในถนนนั้น ก็หลายหลากไปด้วยเครื่องเสียงและการแสดงมากมาย
รวมถึงชุดแต่งกายหลากแฟชั่น ที่มองยังไงก็อดสะท้อนใจไม่ได้อยู่วันยังค่ำ
เช่นเดียวกันนี้ ผมไม่รู้หรอกว่าผู้คนในชุมชนของผม โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวนั้นยังคงจดจำได้หรือไม่ว่า วันสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ของไทย หาใช่เทศกาลของการ “สาดน้ำ” คลายร้อนเพียงอย่างเดียว
แต่ถึงกระนั้น ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ในเทศกาลสงกรานต์นั้น กลายเป็นห้วงเวลาอันสำคัญของผู้คนที่พลัดบ้านไปทำงานยังต่างจังหวัดจะคืนกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้ง
บางคนกลับมาแบบธรรมดาๆ หากแต่บางกลุ่มคนก็กลับมาพร้อมๆ กับ “ผ้าป่า” ที่ได้ลงแรงระดมทุนเข้าสู่วัดวาอารามประจำหมู่บ้านของตัวเอง
บางคนก็พาว่าที่ลูกสะใภ้และลูกเขยมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
หรือโชคร้ายหน่อย บางคนก็กลับมาเยียวยาจิตใจ หลังเจอถูกโรงงานปลดโละตามพิษเศรษฐกิจ

สำหรับผมแล้ว ผมมีความทรงจำอันงดงามเกี่ยวกับสงกรานต์เสมอ เป็นต้นว่า ฉากชีวิตหลังพระฉันภัตตาหารเช้า โดยพ่อจะนำพาชาวบ้านสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ในวัด จากนั้นก็ทำการสรงน้ำให้กับผู้เฒ่าผู้แก่บนศาลาการเปรียญไปพร้อมๆ กัน
ตกเย็นก็มีขวนแห่พระพุทธรูปและพระสงฆ์สามเณรจากท้ายหมู่บ้านเข้าสู่ตัวบ้านอย่างช้าๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้ออกมาร่วมสรงน้ำกันอย่างถ้วนทั่ว
ซึ่งในขบวนแห่ดังกล่าวก็จะครึกครื้นไปด้วยเสียงเพลงเสียงดนตรี มีการฟ้อนรำและสาดน้ำกันไปตามรายทาง
ผมชื่นชอบห้วงบรรยากาศเช่นนั้นเป็นอย่างมาก บางปีพาตัวเองเข้าไปอยู่ในขบวนแห่นั้นด้วย หากแต่บางปีก็ปักหลักรออยู่หน้าบ้าน เมื่อขบวนแห่เดินทางมาถึง ก็จะใช้น้ำหอมที่ตระเตรียมไว้สรงน้ำพระ รวมถึงสาดน้ำใส่ผู้คนที่อยู่ในขบวนแห่
และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การจัดเตรียมน้ำเย็นๆ ใส่กระติ๊กตั้งไว้บนเก้าอี้ หรือไม่ก็วางไว้บนเสื่อ
เพื่อให้ผู้คนที่สัญจรมากับขบวนได้ดื่มได้กินให้ชุ่มใจ

เสร็จจากนั้น ผมก็จะแทรกตัวเข้าไปร่วมในตัวขบวนแห่ พอถึงวัดก็เข้าร่วมพิธีการสรงน้ำพระพุทธรูปกันอีกรอบ แต่ที่ชอบมากที่สุดก็คือการที่ผมและเพื่อนๆ จะมาออกันอยู่ใต้ศาลาวัด เพื่อรออาบจากน้ำหอมที่ชาวบ้านนำมาสรงพระ ซึ่งไหลลอดผ่านแผ่นพื้นศาลาวัดลงมาอย่างไม่ขาดสาย
อารมณ์นั้นหลักๆ คือความสนุกสนานในวัยเด็ก
แต่ก็โกหกตัวเองไม่ได้เช่นกัน เพราะลึกๆ ก็เชื่อว่า นั่นคือการอาบน้ำมนต์น้ำทิพย์ไปในตัว –
ชีวิตจะได้สุขกายสบายใจ
แต่ทุกวันนี้ บรรยากาศอันแสนสนุกเช่นนั้นไม่มีแล้ว เพราะศาลาวัดหลังเดิมถูกรื้อทิ้งไปจนสิ้น ไม่เหลือแม้กระทั่งเศษไม้เศษสังกะสีให้ดูต่างหน้า จะมีก็แต่ศาลาหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นจากเหล็กและปูนซีเมนต์เท่านั้นที่ขยับมาแทนที่อย่างหนักแน่น

ขบวนแห่ฯ ผ่านหน้าบ้าน..ชาวบ้านจะแวะรดน้ำดำหัวเจ้าของบ้านแบบเป็นกันเอง
นอกจากนี้แล้ว ผมก็ยังชื่นชอบบรรยากาศของการบังสุกุลอัฐิเป็นที่สุด เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเสมอว่า
ผมเป็นคนมีรากเหง้าและเครือญาติ และที่สำคัญก็คือพิธีทางศาสนาดังกล่าวนี้ ยังเป็นกระบวนการอันสำคัญของการแสดงความกตัญญู
รวมถึงการช่วยให้เราอุ่นใจว่า ญาติมิตรที่ลับล่วงไปนั้น จะได้รับผลบุญที่เราอุทิศไปให้...มีกินมีใช้ในเมืองสวรรค์ ...
และวันนั้น วันที่ใครๆ ต่างก็พากันไปบังสุกุล สิ่งที่จำติดตาเลยก็คือ วัดทั้งวัดจะพลุกพล่านไปด้วยญาติโยมต่างวัยที่พร้อมใจกันรอคิวให้พระท่านนำสวดอุทิศส่วนกุศลไปยังญาติที่ล่วงลับ
นั่นเป็นห้วงเวลาแห่งความสุขที่ใครหลายๆ คนจะได้ทักทายถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบกันอย่างพร้อมหน้า

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งความทรงจำที่ผมหลงรักอย่างไม่รู้จบ นั่นคือการที่คนในบ้านพากันร่วมแรงใจปัดกวาดบ้านให้สะอาดสะอ้าน ราวกับจะมีแขกบ้านแขกเมืองมาเยี่ยมยามถามข่าว
และแม่ก็ไม่ลืมที่จะย้ำนักย้ำหนาว่า ในช่วงสงกรานต์นั้น ห้ามไม่ให้พูดคำหยาบใดๆ เดี๋ยวจะนำพาความไม่เป็นมงคลมาสู่ตัวเองและคนในครอบครัว
หรือที่สำคัญเอามากๆ ที่ผมรู้สึกสนุกไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เลยก็คือการมีโอกาสได้หาบน้ำจากบ่อหรือบ่อบาดาลไปเทใส่ตุ่มตามบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ที่เราเคารพรัก เสร็จแล้วก็ถือโอกาสรดน้ำขอพรจากท่าน
ซึ่งในคำอวยพรนั้น ล้วนเป็นคำพื้นถิ่นอีสานที่สละสลวย ฟังเพราะเสนาะหู
ฟังแล้วเย็นกายสบายใจราวกับได้รับพรอันวิเศษจากเทวดาบนสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน

แต่พอหวนย้อนกลับมาสู่วันนี้ ภาพชีวิต หรือฉากชีวิตในทางวัฒนธรรมหลายอย่างถูกกลืนหายไปอย่างเงียบๆ และมันก็เป็นธรรมดาของโลกและชีวิตที่ย่อมเปลี่ยนผันไปตามกาลเวลา...
ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำของมนุษย์ ซึ่งย่อมเลือนรางไปตามอายุอานามของคนแต่ละคน
เช่นเดียวกับสงกรานต์ที่บ้านเกิดของผมในวันนี้ ไม่หลงเหลือภาพการขนน้ำไปใส่ตุ่มให้คนเฒ่าคนแก่ เพราะนำประปาได้ทำหน้าที่แทนอย่างเสร็จสรรพ
ไม่มีคนหนุ่มคนสาวตื่นเช้าปัดกวาดบ้านเป็นมหกรรม เพราะหลายต่อหลายคนรีบเร่งกับการขึ้นนั่งบนรถกระบะ เพื่อตระเวนเล่นสาดน้ำตามที่ต่างๆ
ไม่มีการก่อพระทราย หรือการตบปะทายที่วัด เพราะฟังดูเหมือนนิยายรัก ปรัมปราที่ตกยุคไปแล้ว
ฯลฯ

ช่างเถอะ...เพราะทุกอย่างย่อมเปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลา
นั่นคือสิ่งที่ผมต้องเรียนรู้และอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ติดยึดกับวันวานของสงกรานต์จนเกินเหตุ
หรือมากจนไม่อาจพาตัวเองหลุดพ้นออกมาจากวังวนแห่งอดีตนั้นได้
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เคยสิ้นหวังกับการนำพาหัวใจกลับไปสัมผัสสงกรานต์ที่บ้านเกิดของตัวเองสักครั้งเดียว เพราะผมคิด และเชื่อเสมอมาว่า ...
อย่างน้อย ทั้งผมและคนของความรัก ก็ยังคงจะได้เห็นขบวนแห่พระฯ ผ่านหน้าบ้านเหมือนเก่าก่อน
ได้ร่วมสาดน้ำริมถนนหน้าบ้านของตัวเอง
ได้เตรียมน้ำเย็นๆ ไว้รับรองเพื่อนบ้านที่สัญจรมากับขบวนแห่พระฯ
ได้สรงน้ำพระพุทธรูปที่วัดประจำหมู่บ้าน
ได้รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ รวมถึงพ่อแม่ และบรรดาเครือญาติในแบบครอบครัวใหญ่
ได้พบปะเครือญาติและเพื่อนบ้านที่ห่างเหินไปตามภารกิจของชีวิต
ได้บังสุกุลไปสู่ญาติที่ล่วงลับ
และที่สำคัญเอามากๆ เลยก็คือ การได้นอนหลับอย่างเป็นสุขในบ้านเกิดอันเป็นที่รักของผมเอง...
สวัสดีค่ะ
สวัสดีคะอาจารย์พนัส
อาจารย์เล่าเรื่องย้อนหลังได้อย่างชัดเจน พี่ประกายชอบชีวิตและบรรยากาศสงกรานต์สมัยก่อนมากกว่า ชอบตรงที่ต้องพากันไปตักน้ำใส่ตุ่มไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่ พวกพี่ ๆหนุ่มสาวแรกรุ่นจะรวมตัวกันไปตักน้ำที่บ่อในหมู่บ้านแล้วช่วยเข็นน้ำไปใส่ตุ่ม อาบน้ำให้คนแก่ ช่วยกันฟอกตัว ถูตัวอาบน้ำให้ท่านจนสะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้ แล้วตักน้ำใส่ไว้จนเต็มตุ่ม ผู้เฒ่าก็จะให้พร ตอนนี้ไม่มีแบบนี้แล้ว มีแต่เชิญผู้เฒ่าผู้แก่มารวมกันที่ชุมชนหมู่บ้าน พรุ่งนี้ที่ชุมชนหมู่บ้านพี่ก็จะมีพิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุและประกวดสุขภาพผู้สูงอายุ
ขอบคุณมากครับ..สำหรับการถ่ายทอดความรู้สึกที่เปี่ยมพลังทางจิตใจ
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะคุณแผ่นดิน
...
อ่านแล้วรู้สึกอิ่มเอมและเปรมปรีดิ์ไปด้วยเลยค่ะ
เห็นภาพน้องทิดน้อยแล้ว สดใส ร่าเริง เหมือนเคย
ปีนี้เป็นปีแรกเช่นกันค่ะ ที่ได้อยู่กับที่บ้านอย่างเต็มที่ เต็มอิ่ม
แม้ไม่มีการเดินทางใด ๆ แค่ได้ใช้เวลากับคนในครอบครัวก็สุขใจ
อย่างที่คุณแผ่นดินกล่าวแล้วนะคะ ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ค่ะ ...
สวัสดีครับ ครูคิม
ตอนนี้น้องดินสึกออกมาแล้วครับ..เป็น "เซียงน้อย" ...
ปีนี้ ญาติจากจังหวัดต่างๆ และหมู่บ้านต่างๆ มาร่วมกันบังสุกุลหาปู่ย่าตาทวดกันเหมือนทุกปี ซึ่งครอบครัวของผมจะปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมา บางคนก็เอามะม่วงติดไม้ติดมือมาด้วย บางคนก็เอาขนมจีนมา และบางคนก็เอาเนื้อมาทำเป็นอาหารร่วมกัน..
ปีนี้ ไม่มีการเลี้ยงเหล้ายาปาปิ้ง...เป็นการงดเหล้าไปในตัวครับ
สวัสดีครับ ประกาย~natachoei ที่~natadee
จริงสิครับ..ภาพเก่าๆ เกี่ยวกับการสรงน้ำและเลยไปถึงการอาบน้ำให้คนแก่คนเฒ่า ผมเองก็เคยพบเห็นมาบ้างเหมือนกัน แต่ยุคสมัยนี้ไม่มีแล้วครับ แต่ก็ยังพอได้เห็นบ้างเหมือนกันที่ลูกหลานที่กลับจากการทำงาน จะพากันขับรถไปรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ตามครัวเรือน โดยมีของชำร่วย-ที่ระลึกมอบให้ท่านด้วย ส่วนใหญ่เป็นเสื้อ เป็นอาหารเสริม ฯลฯ
คิดถึงภาพเก่าๆ แล้ว ทำให้ชีวิตสดชื่นครับ และเห็นความงดงามของสังคมที่แนบชิดกันอย่างอบอุ่น
แต่สังคมของวันนี้ก็งดงามไปอีกแบบ ใช่ไหมครับ...
สวัสดีครับ..ขอแค่ได้เขียน
ขอบคุณครับ-ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจ..
ขอให้สุข สดชื่นกับชีวิตและการงาน นะครับ-ผมเป็นกำลังใจให้
สวัสดีครับ คุณ poo
ตอนนี้น้องดินมีศักดิ์เป็น "เซียงน้อย" ครับ ไม่ใช่ "ทิด" ..เพราะคนที่บวชเณรมาก่อนจะเรียก "เซียง" แต่บวชพระแล้วจะเรียก "ทิด" ...ครับ
สงกรานต์ปีนี้ ผมสอนเสริมกิจกรรมให้ลูกๆ ด้วยการพารดน้ำดำหัว..สรงพระ...แห่พระ..บังสุกุล และแถมด้วยการเล่านิทานก่อนนอน โดยยกเอาตำนานสงกรานต์ในเวอร์ชั่นต่างๆ มาเล่าให้ฟัง
สนุกกันมากครับ และลูกๆ คงได้รับความรู้ไปเยอะทีเดียว เพราะสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่เล่าให้ฟัง พวกเขาจะจดจำเรื่องราวและรายละเอียดของตัวละครได้เป็นอย่างดี
สังเกตได้จากการนำไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง และเขาก็จะบอกว่า เพื่อนที่โรงเรียนยังไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน ..
เป็นการสอนพิเศษล่วงหน้าครับ...(ยิ้มๆ )
สวัสดีค่ะ อาจารย์ มีความสุขจังเลยค่ะ
มีแต่หนุ่มๆ สาวๆ ไปไหนหมด ไม่เห็นมาเล่นน้ำ อิอิ
น่ารักจังนะคะ
สวัสดีครับ..มนัญญา ~ natachoei ( หน้าตาเฉย)
ขอบคุณบทกลอนที่ไพเราะและให้แง่งามของชีวิต นะครับ เมื่อครู่ก็ไปอ่านที่บันทึกมาแล้วรอบใหญ่ๆ ..
ผมเป็นคนที่ให้ค่าความสำคัญของ "ประสบการณ์" มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการชอบที่จะฟัง หรืออ่านเรื่องราวอันเป็นประสบการณ์ของคนอื่น เพราะถือว่า นั่นเป็นกระบวนการเรียนลัดของการใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน
พักหลัง ผมชอบอ่านหนังสือประเภทความเรียงที่เน้นไปในเรื่องประสบการณ์ชีวิตในอดีตของแต่ละคน เพราะทำให้ผมรู้สึกรื่นรมย์กับวันวัยในอดีตของผู้เขียน และยังช่วยให้ตัวเอง หวนคิดไปถึงความงดงามของตัวเองในอดีตด้วยเช่นกัน และในนัยของความหมายนั้น ยังมีสารัตถะอีกมากมายให้เราได้เรียนรู้ หลายเรื่องนำมาเป็นต้นทุนในการต่อยอดความคิดของเราได้เป็นอย่างดี...
หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ทำให้เราตระหนักถึงการมองโลกมองชีวิตใน "มุมบวก"
มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่า และวัดไม่ได้ในเชิงตัวเลข..แต่ผมก็ให้ค่าความสำคัญมากเป็นพิเศษครับ
สวัสดีครับ.... ♥.paula ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
หนุ่มๆ สาวๆ ไปไหนหมด ไม่เห็นมาเล่นน้ำ
เป็นธรรมดาครับ
หนุ่มๆ สาว ๆ ไม่ชอบมาเล่นน้ำตามริมถนนในหมู่บ้านนัก เพราะส่วนใหญ่จับกลุ่มนั่งมอเตอร์ไซด์ไปตามที่ต่างๆ บ้างจับกลุ่มร่ำสุราประปรายตามความพึงพอใจของแต่ละคนครับ
ผมไม่อยากให้ลูกๆ ไปตามกระแสนั้น จึงจำต้องทำซุ้มน้ำขึ้นมาเอง เพื่อให้พวกเขาได้เล่นสงกรานต์ในแบบเดิมๆ ...และซุ้มนี้ยังช่วยให้ลูกๆ ได้เป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมแห่พระพุทธรูปจากท้ายหมู่บ้านเข้าสู่ตัววัด..
นั่นคือประเพณีหนึ่งของหมู่บ้านที่ยังสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน..
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่เขี้ยว..มนัญญา ~ natachoei ( หน้าตาเฉย)
เมื่อครู่ผมเข้าไปอ่านบันทึกทีว่าแล้วนะครับ.. โลกและชีวิตของคนเราในวัยเด็ก งดงามเสมอแหละ หลายเรื่อง หรือเกือบทุกเรื่องไม่อาจอธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้ ...
หลายเรื่องผ่านไปแบบไม่ควรค่าต่อการเก็บจำ หากแต่บางเรื่องมีค่ายิ่งต่อการเป็นความทรงจำของชีวิต แต่สำหรับผมนั้น ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่องดีๆ ร้ายๆ ผมก็ให้ความเคารพต่อบรรยากาศนั้นเสมอ อย่างน้อยก็เรียนรู้ได้ว่า เราต่างเติบใหญ่อยู่บนอดีตของตัวเอง..
ครับอดีตอันเป็นความทรงจำของชีวิต..นั่นเอง
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
* อ่านและดูภาพประกอบแล้วคิดถึงบรรยกาศเก่าในอดีตค่ะ
* อดีตที่ควรจดจำ
* สุขกายสุขใจนะคะ
สวัสดีครับ...นาง พรรณา ผิวเผือก (ไม่มีชื่อกลาง)
ก่อนอื่นเลย ก็ขอให้สุขกายสุขใจด้วยเช่นกันนะครับ..
ผมเองก็เพิ่งกลับมามหาสารคาม เลยมีเวลาพอได้นั่งขีดๆ เขียนๆ อะไรได้บ้าง พร้อมๆ กับการทยอยตอบบันทึกกัลยาณมิตรย้อนหลังแบบค่อยเป็นค่อยไป...
สงกรานต์เป็นความทรงจำที่งดงามเสมอสำหรับผม..และสงกรานต์ก็เป็นต้นทุนที่ดีที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นกับความเป็น "ครอบครัว" ของตัวเอง...
นั่นแหละครับ คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด โดยไม่คิดที่จะปักหลักปักฐานอยู่ที่มหาสารคามตลอดชีวิต...
สวัสดีค่ะ
- วัฒนธรรม หรือฮีต เริ่มเปลี่ยนไปตามกระแส หากเราคนรุ่นหลังไม่รักษาไว้ก็น่าเสียดายค่ะ
สวัสดีครับ..เพชรน้อย
พักหลังไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยนักนะครับ..
ล่าสุด ผมถามวัยรุ่นในหมู่บ้าน สิ่งที่เขารับรู้เกี่ยวกับสงกรานต์คือการเล่นน้ำอย่างสนุกร่วมกับเพื่อนๆ ยิ่งสามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆ ยิ่งถือว่าเป็นความสุขและความท้าทาย และยอมรับว่ารู้ดีว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย แต่ไม่รู้ว่า อะไรคือส่วนประกอบอันสำคัญในวันขึ้นปีใหม่ไทย..
ผมจึงอยากเขียนบันทึกแบบกว้างๆ ตามความทรงจำอันปะติดปะต่อของตัวเอง เพื่อสำรวจความเป็นไทยในตัวเองอีกรอบ..และโชคดีไม่น้อยครับที่หลายอย่างยังคงแจ่มชัด ขณะที่หลายอย่างก็เลือนลางเต็มทนเหมือนกัน
ขอบคุณครับ...
สวัสดีครับ พี่แหวว พชรวรัตถ์ แสงทองชนาพงศ์
เกี่ยวกับเรื่องซุ้มน้ำที่ทำขึ้นหน้าบ้านนั้น เป็นเจตนาที่ชัดเจนที่ต้องการให้ลูกๆ ได้มีพื้นที่ของการเล่นน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนขึ้นไปนั่งบนรถกระบะ แล้วขับตระเวนเล่นน้ำไปยังที่ต่างๆ สนุกแต่คงไม่ปลอดภัยนักสำหรับเด็กตัวเล็กๆ ...
และที่สำคัญก็คือ การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้ลูกๆ ได้เข้าสัมผัสกับขบวนแห่พระพุทธรูปและพระสงฆ์ประจำวัดด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขาจะได้ซึมซับและร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแค่การสรงน้ำพระบนรถและการสาดน้ำใส่คนในขบวนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในขบวนไปพร้อมๆ กัน...
เป็นมุมเล็กๆ น้อยๆ ที่หยิบมาบอกเล่า เพราะเห็นว่า ในความเล็กน้อยนั้น มีความงามควรค่าต่อการพูดถึง และอนุรักษ์ไว้สืบต่อๆ กันไป ครับ