ช่วงนี้หัวสมองได้วนเวียน ป้วนเปี้ยนอยู่กับคำถามที่ว่า “ทำไมคนไทยถึงไม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน...?”
เมื่อสักครูระหว่างที่เดินไปดื่มน้ำก็ “ปิ๊ง” แล้วคิดขึ้นมาได้ว่า
“คนทำงานจริง ๆ เขาใจกว้างนะ”
เราได้ย้อนคิดถึง “บุคลิก” ของคนใจกว้างที่เรารู้จัก แล้วก็พิจารณาได้ว่า ท่านผู้ใจกว้างทั้งหลายส่วนใหญ่แล้วเป็น “นักปฏิบัติ”
ไม่ว่าท่านจะเป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เป็นครู เป็นอาจารย์ ท่านจะมีใจคอที่กว้างขวาง เปิดกว้างในการรับ “ความคิดเห็น”
การทำงาน คือ การฝึก “ความเสียสละ”
คนทำงานมาก ย่อมเสียสละมาก
และการเสียสละนี้เองเป็นการ “ฝึกใจ” ที่ดียิ่ง
คนทำงานมากนอกจากจะมีความรู้มากแล้ว จิตใจจะกว้างขวางมากขึ้นด้วย
ซึ่งจะแตกต่างกับ “นักคิด นักเขียน”
ส่วนใหญ่นักคิด นักเขียน มักจะมีเป็น “คนใจน้อย” มีชีวิตที่ต้องคอยคนเอาอกเอาใจ
คนไทยคิดมาก ทำน้อย
ทำนาบนหลังคนก็มาก ปลูกบ้านบนโต๊ะก็เยอะ
การทำงานแบบนี้ทำให้ “ใจแคบ”
ห้องที่ทำงานว่าแคบแล้ว ใจคนในนั้นยิ่งแคบกว่า
แตกต่างกับ “ปราชญ์” หรือ “ผู้รู้” ที่ทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน
เขาทั้งหลายทำงานในห้องกว้าง และใจของเขา “กว้าง” กว่าผืนนาที่เขาทำเสียอีก
ถึงว่าสิ เมื่อก่อนเราเป็นคน “ขี้ใจน้อย”
โดยตั้งแต่มาอยู่นี่ได้เปลี่ยนหน้าที่เป็น “กรรมกร” รู้สึกว่าเราจะรับฟังความคิดเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากคนอื่นได้มากขึ้น
การทำงานมาก ๆ การเสียเหงื่อมาก ๆ ทำให้จิตใจ “สบาย” ขึ้นเยอะ
การคิดมาก ๆ การไม่เสียเหงื่อเลย ทำให้จิตใจนั้น “เศร้าหมอง”
พื้นฐานชีวิตของเราต้อง “ทำความดี” ต้อง “เสียสละ”
ถ้าหากเราเสียสละมาก ๆ แล้วก็จะสามารถพัฒนาใจให้เป็นผู้เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้
อันนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ใครมาไป “ชาวนา” กันหมดนะ
แต่ทว่า หากท่านทำงานสิ่งใดอยู่ ก็ขอให้ “ทำจริง”
ทำจริง คือ ทำจริง ๆ ไม่ได้นั่งคิด นอนคิดอยู่อย่างเดียว
ขอให้สัดส่วนในการทำมากกว่าสัดส่วนในการคิดและการพูด
ลงมือปฏิบัติให้มาก ทำงานให้เหงื่อออกเยอะ ๆ
อุทิศชีวิต ทุ่มเท ไม่รวนเรไปกับรายได้หรือผลตอบแทน
ทำงานวันนี้ เสียสละวันนี้ แล้วทุกนาทีจะเป็นการฝึกใจให้เปิดกว้าง...

อยากเห็นคนไทยพูดน้อยแต่ทำมาก หวังพึ่งตัวเองไม่รอคอยโชควาสนา
อืม..ท่านเขียนมา
ได้โอกาส...ถอดบทเรียนกรรมกรน้อยที่ชื่อ Ka-Poom ดีกว่า...555
ที่เรียกตนว่ากรรมกร เพระชอบการทำงานแบบเคลื่อนไหว ...ทำงานมาก ทำงานหนัก ทำงานแบบใครให้ทำอะไรก็ทำ ... สินจ้างเราคือ "ปิติสุข"
ทำนั่นทำนี่ไม่ได้หยุดได้หย่อน จนผู้คนแปลกใจว่าเอาพลังงานมาจากไหน...
ก็มาจากการฝึกตนนี่แหละ...ไม่ได้ไปโด้ปยาอะไรเลย
นอนก็น้อย...3-4 ชั่วโมง
ทานก็น้อย...มื้อเดียวพอ และทำมาหลายปีดีดัก...
ก็เห็นตัวอย่างที่ดีจากครูบาอาจารย์ท่านนอนน้อย ทานน้อย ...แต่ทำงานมาก ก็สงสัยว่า เอ๊ะ...ท่านเอากำลังมาจากที่ไหนน๊า...แถมยิ่งทำดวงจิตดวงใจท่านยิ่งเบิกบาน...สว่าง อยู่ใกล้นี่ร่มเย็นมาก...
เราก็อยากรู้ หากจะไปถามเราก็ไม่อาจรู้ซึ้งได้
เราจึงเลือกที่จะเดินตามรอยท่านบ้าง...ปฏิบัติเรียนรู้ด้วยตนเอง
ทำงานให้มาก...มากเข้าไว้ แต่ต้องเป็นงานที่มีประโยชน์นะ มีคุณค่านะ คนส่วนใหญ่ได้รับผลที่ดีจากการงานนี้ นะ... งานประกวด งานเอาหน้า งานเอาชื่อเสียงก็จะห่างๆ ออกมานะ... วันไหนนั่งนาน เราก็ออกไปวิ่งซะ นั่งนานน่ะอวัยวะสมองทำงานหนัก ให้กายมันหนักไปด้วย จิตจะได้ไม่ซึมไม่เศร้า... วิ่งบางทีนะ วิ่งไปวิ่งไป ยิ่งวิ่งยิ่งเบิกบาน ยิ่งทำการงานยิ่งเบิกบาน...
การงานน่ะทำมันทุกอย่างแหละที่คนเขาเห็นว่าเรามีประโยชน์
แต่ประโยชน์ที่เพียงเอาเราไปประดับน่ะ...ไม่ไปนะ แต่ประดับแล้วได้ประโยชน์ก็จะไป
ต้องดูก่อน...ดูประโยชน์ที่เกิดต่อผู้อื่นก่อน...
ทุกวันนี้กรรมกรน้อยๆ คนนี้ดีใจมาก ที่ไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์ที่นั่งอยู่เฉพาะแต่ในห้อง หรือทำงานประจำเพียงอย่างเดียว ด้านเดียว ไม่งั้นคงมีอาการจิตหดหู่ซึมเศร้า เพราะหลงไปว่าเลิศโลกทางวิชาการแล้ว ... ถือว่านี่เป็นวาสนาทีเดียว ที่ได้ทำงานกรรมกรทางปัญญา เพราะยิ่งทำยิ่งทำให้รู้ว่าตัวนี้เล็ก เล็กลงเรื่อยๆ ตัวจริงก็เล็กลงเช่นกัน...แต่พละกำลังกลับเพิ่มมากขึ้น
มันก็น่าแปลกนะท่าน...น่าแปลกดี
เราได้เห็นความดี ความงามแห่งการงานนี้ ก็อยากแบ่งปัน อยากบอกทางบ้างก็เท่านั้น
อย่าน้อยใจ อย่าโกรธเลย...
ความโชคดีของชีวิตการงานของตนเอง ที่มักมีคนมาติง มาบอก มาว่า มาด่าอยู่เสมอ ทำให้ได้โอกาสที่ตนเองได้พัฒนาจิตพัฒนาใจ ให้อยู่เหนืออารมณ์โกรธ เศร้า หดหู่ น้อยใจ เสียใจ... ทุกวันนี้ได้แต่ขอบพระคุณพวกเขาเหล่านั้นที่มาด่ามาว่ากรรมกรน้อยนี้
นมัสการค่ะ พระอาจารย์
สมมุติท่านเป็นพระสงค์ไปเลยนะคะเนี่ย ถ้าไม่ใช่วานบอก ตามมาเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ "อุทิศชีวิต ทุ่มเท ไม่รวนเรไปกับรายได้หรือผลตอบแทน" ซึมลึกเข้าไปถึงใจเจ้าค่ะ หากเป้าหมายอยู่ที่ ทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ เราก็ได้ทำแล้ว รายได้หรือว่าใครจะเห็นหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันใดเลย นี่เป็นคำสอนให้จิตอิ่มสุขดีจังค่ะ
ฝากตัวไว้ร่วมเรียนรู้ด้วยคนค่ะ
เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รู้สึกดีมากบางทีการอยู่กับแง่คิดมุมมองของตนเองมากเกินไปทำให้เราขาดโอกาสดีๆที่จะได้เห็นมุมมองของคนอื่น ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านและชอบพูดไม่ค่อยชอบเขียน แต่จะหาเวลาว่างเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้บ่อยๆนะคะ
ช่วงนี้เราเองต้องมาทำงานก่อสร้างต้องเจอ ต้องสัมผัสกับทั้งช่างและทั้ง "กรรมกร..."
ช่างกับกรรมกรถ้าสัมผัสจริง ๆ แล้วเขาเป็น "คนใจกว้างนะ" มีอะไรก็บอกเรา ไม่มีเล่ห์ ไม่มีปิด ไม่มีบัง
แตกต่างกับพวก "ผู้รับเหมา" พวกนี้ เล่ห์เหลี่ยมเยอะ โดยเฉพาะพวกเถ้าแก่และ "คนขายของ" พวกนี้นี่ถ้าดูให้ดีมีมารยามากกว่า "ห้าร้อยเล่มเกวียน"
กรรมกร ชีวิตเขาก็ไม่มีอะไร ตื่นเช้ามากินข้าวแล้วก็ทำงาน
ถึงเวลาเที่ยงก็กินข้าว มีเวลาเหลือก็ "หลับ....zzzzz"
บ่ายเขาก็ตื่นขึ้นมาทำงาน ทำงานเสร็จเย็นก็กินข้าว
กินเข้าวเสร็จไม่ทำโอก็กลับบ้าน...
ชีวิตไม่เห็นต้องวุ่นวายอะไรมาก
ร้อนเขาก็เอาหมวกมาใส่ ฝนตกเขาก็เอาร่มมากาง
ทำงานไปก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้ทำอะไรก็ทำ
แต่พวกผู้รับเหมานี่ "คิดมาก" จะทำให้อะไรอย่างหนึ่งก็คิดแล้วคิดอีก อีกอยู่แต่ว่า "จะคุ้มหรือไม่คุ้ม"
พวกผู้รับเหมานี่ จะสามารถเรียกหรือนิยามได้ว่า "พวกทำนาบนหลังคน"
เขาคิดอยู่แต่ว่าจะทำอย่างไรให้เงินเหลือเยอะ ๆ
การที่จะทำให้เงินเหลือเยอะ ๆ คือ จะต้องจ้างกรรมกรด้วย "เงินน้อย ๆ"
จ่ายค่าจ้างน้อย ๆ และใช้งานหนัก ๆ
การคิดแบบนี้ทำให้ "ผู้รับเหมา" ซึ่งวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไรมากกลายเป็นคนใจแคบ
ผู้รับเหมา ตอนเช้าก็มีหน้าที่ขับรถมาส่งคนงานแล้วก็ "รอ"
ตอนรอนี้ก็ไปเที่ยวบ้าง นอนบ้าง หลับบ้าง ถึงเวลาก็มารับกลับ
กรรมกรทำอะไรเสียหายก็ "หักเงิน"
คิดค่าข้าว ค่ารถ (ทั้ง ๆ ที่บอกว่าเลี้ยง)
หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ พอถึงเวลาก็จะมา "เบิกเงิน" กับเรา
แล้วก็เอา "เศษเงิน" ไปแบ่งให้กับ "กรรมกร" ที่ต้องทำงานตากแดด ตากลม
แต่กรรมกรเขาก็ใจกว้างอยู่ดี
เขายอมรับ "ชะตากรรม" เขาก็ทนสู้ทำงานได้เงินวันละร้อย สองร้อย
กินน้ำกระติกเดียวกัน (แต่ก็ไม่เห็นเป็นโรคอะไร)
เรื่องน้ำนี่ก็แปลกนะ
กรรมกรเขาจะมีกระติกน้ำแข็งอยู่กระติกหนึ่ง
คนงานกี่คนเขาก็กินกระติกเดียวกันนี่แหละ ใช้แก้วน้ำใบเดียวกัน กระติกน้ำใบเดียวกัน เขาก็ไม่เห็นจะเป็นโรคอะไร
มิหนำซ้ำบางครั้ง คนมาส่งของ คนงานที่อื่นมา เขาก็มาขอน้ำกระติกนี้กิน ใช้แก้วน้ำใบนั้นนั่นแหละ เขาก็จะกว้าง "แบ่งกันกิน" เขาไม่เห็น "บ้าโรค" คือ กลัวโรคอย่างเราเลย
ไอ้เรานี้นะแก้วน้ำนี่ก็ต้องมีส่วนตัว ล้างแล้ว ล้างอีก ล้างแก้วไม่พอ ต้องล้างมืออีกต่างหาก
พอถึงปีไปตรวจสุขภาพก็เป็นนั่นเป็นนี่
แต่กรรมกรเขาไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
สุขภาพ อนามัยเหรอ ไม่ต้องพูดถึง นอนกับดิน กินกับทราย
แผลเลือดออกเหรอ ไม่ต้องถามถึงแอลกอฮอล์เช็ดแผล
เลือดมันออกได้ มันก็แห้งเองได้
เหมือนตอนแรกก่ออิฐ เป็นแผลทุกวัน ทั้งวัน
โดนโน่นนิด นี่หน่อย เลือดออกก็ปล่อยมัน ถ้ามันจะตายเพราะทำงานก็ให้มันตายไป
แล้วมันก็ไม่เห็นเป็นอะไร แผลมันก็หายดี ไม่เห็นเป็น "บาดทะยัก"...
ทำงานมาก ๆ นอกจากใจกว้างแล้วจะ "ไม่กลัวตาย" อีกด้วยนะ
มาฝึกใจกว้างด้วยการทำงาน แล้วชีวิตนี้จะสวยงามขึ้นอีกเยอะ...
สาธุ..สาธุ...สาธุ
สาธุแล้วก็คิดไม่ออก...
เพราะตนเองนั้นก็เป็นกรรมกรน้อย...^__^
ครั้งหนึ่งเคยได้สนทนากันในประเด็นนี้กับ อ.หมอสมบูรณ์ ..เราคงเคยปวารณามาแน่เลยว่าขอให้เป็นผู้มีปัญญาและขอใช้ปัญญานั้น จึงได้เรียน เรียน เรียน...และทำงานรับใช้สรรพสิ่งจากสมองที่มี จากปัญญาที่ได้มา ... ทำงานแบบกรรรมกรทางปัญญา
แต่เอ๊ะ...
ทำไปก็สนุกดี พอยิ่งทำตัวก็ยิ่งเล็กลง เล็กลง เจียมตัวมากขึ้น
เหมือนตอนเรียน ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองโง่...หากเรียกต่ออีกนี้ คงเห็นความโง่ของตนเองอีกมาเยอะเลยล่ะ... เอ๊า..ตายเป็นตายกรรมกรน้อย Ka-Poom เอ๋ย...มารับงานที่เหมาอีกสักครั้งจะเป็นไร...
งานหนักเอาการกว่านี้ ...ก็ฟาดฟันมาแล้ว
ทำการงานละความเห็นแก่ตัวนี่ ท้าทายดี...น่าท้าทาย
จะได้ไม่เสียโอกาสที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านอุตส่าห์สอนสั่งเป็นนานสองนาน
ถูกต้อง ถูกต้อง
ชีวิต "กรรมกร" นี่สนุกดี สบายกว่า "นักวิชาการ" เยอะ
ลองเป็นกรรมดูสักตั้ง
แม่ครัวก็เป็นมาแล้ว สนุกดีออกเน๊อะ
ชีวิตจะมีรสชาดขึ้นอีกมาก หากเราไม่ประมาทในทุกหน้าที่
ทุกหน้าที่ที่เราได้รับนั้น เป็นทุก ๆ "โอกาส" ที่เราจะได้ "ภาวนา"
ภาวนาไปอย่างนี้แหละ มีอะไรมากระทบ ถ้ากระเทือนแล้วก็ "ภาวนา" ไป
ยกก้อนหินขึ้นจากหญ้าที่ทับไว้ แล้วตั้งตาตั้งตาสู้กับมัน
เราก็จะได้รู้ว่าก้อนหินมันหนักแค่ไหน
รู้แล้วก็จะได้วาง
วางแล้วจะได้รู้ว่า โง่หรือเปล่าที่ยกขึ้นมา
คนเรากว่าจะฉลาดได้ก็ต้องโง่มาก่อน
ทุก ๆ ความโง่นั้นมีความรู้
เมื่อพิจารณาในทุกคราที่โง่นั้นก็คือ "ปัญญา..."
โง่มาก ปัญญามากนะ
ลองโง่ดูนะ สนุกดี...
คนทำงาน หากค้นพบสิ่งใด
หรือได้เรียนรู้อะไรแล้ว
การที่จะได้ถ่ายทอด องค์ความรู้ที่เข้าใจ
ให้ผู้คนได้รับฟังนั้นเป็นสิ่งที่เป็นสุขในตอนต้น
แล้วยิ่งผู้ที่รับฟังสามารถเอาไปปรับใช้กับชีวิต
หรือพัฒนางานได้
มันสุดยอดจริง ๆ ไม่สำคัญเลยว่าใครจะรู้ว่า
เขาเหล่านั้น ร่ำเรียนมาจากไหน
เพียงเราเห็นคนที่เคยรับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากเราแล้ว
สามารถไปทำงานเองได้ แถมยังเฉลียวฉลาด
ปรับปรุงให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างนี้มันน่าทึ่งจริง ๆ
แต่ถ้ามองอีกมุม
สำหรับคนทำงานที่ใจแคบ
สิ่งที่คิดค้น ค้นพบ แม้จะเป็นสิ่งดี เลิศประเสริฐ
แต่ปราศจากการถ่ายทอด
องค์ความรู้เหล่านั้น ก็จะตายไปกับคนผู้นั้นด้วย อย่างน่าเสียดาย
ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง
เป็นความสุขที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย...
ความสุขที่ได้จากการทำความดีและเสียสละนี้ "สุขจริง ๆ" นะ
เป็นความสุขที่เกิดจาก "รอยยิ้ม"
เป็นความสุขที่เกิดจากการ "ให้"
ความสุขที่เราสามารถละความขี้เกียจ ขี้คร้าน ร่างกายของเราจะกระปรี้ กระเปร่า
เอาละ มาใช้เวทีนี้ ใช้เวที G2K ให้คุ้มค่ากัน
ทีมงานเขาทุ่มเทพัฒนาระบบให้เราอย่างเต็มที่
เราก็ต้องทุ่มเทแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเต็มที่
เราและเขาจะได้เต็มที่ในการทำความดีและ "เสียสละ..."
นมัสการค่ะ แวะมาเก็บความสุข แบบเย็นๆค่ะ