ในร่างกฎกระทรวงข้อ ๒ ที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์ วิธีการทำหนังสือแสดงเจตนา มีดังต่อไปนี้

๒.๑ เพื่อให้หนังสือแสดงเจตนา มีความชัดเจนที่จะดำเนินการตามความประสงค์ของผู้ทำหนังสือดังกล่าว หนังสือแสดงเจตนาควรมีข้อมูลให้สามารถสื่อความหมายได้ ดังนี้
  ก. รายการที่แสดงข้อมูลของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา (เช่น ชื่อ สกุล อายุ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้)
  ข. วัน เดือน ปีที่ทำหนังสือแสดงเจตนา
  ค. ชื่อพยานและคุณสมบัติของพยานที่รับรองสติสัมปชัญญะของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา (ถ้ามีใบรับรองแพทย์ก็ให้แนบไว้กับหนังสือแสดงเจตนาด้วย)
  ง. ระบุประเภทของบริการสาธารณสุขที่ไม่ต้องการจะได้รับ และกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพให้บริการไปก่อนหน้าแล้ว ก็ให้ระบุข้อความว่า ให้ระงับการให้บริการนั้นได้
  จ. กรณีที่ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา มิได้เขียนหนังสือแสดงเจตนาด้วยตนเอง ให้ระบุชื่อผู้เขียนหรือผู้พิมพ์หนังสือแสดงเจตนาด้วย
  ฉ. ลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา ลายมือชื่อของพยาน และ ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์


๒.๒ หนังสือแสดงเจตนาอาจระบุชื่อบุคคลใกล้ชิด ที่ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาให้ความไว้วางใจ ซึ่งต้องเป็นผู้มีความสามารถสมบูรณ์ตามกฎหมายไว้ด้วยก็ได้ เพื่อทำหน้าที่ตัดสินใจตามความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา รวมทั้งกรณีที่หนังสือแสดงเจตนาระบุให้บุคคลดังกล่าว
เป็นผู้ตัดสินใจปฏิเสธการรักษาใดๆ แทนตนก็ได้ บุคคลผู้ถูกระบุชื่อดังกล่าวต้องแสดงการยอมรับ โดยต้องลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือแสดงเจตนาไว้ด้วย


๒.๓ ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาอาจเปลี่ยนแปลงหนังสือแสดงเจตนาได้ตลอดเวลา ในกรณีมีหนังสือแสดงเจตนาหลายฉบับ ให้ถือฉบับที่ทำครั้งสุดท้ายเป็นฉบับที่มีผลบังคับ


๒.๔ หนังสือแสดงเจตนาอาจระบุรายละเอียดอื่นๆ เช่น ความประสงค์ในการเสียชีวิตที่บ้าน ความปรารถนาของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาที่จะได้รับการเยียวยาทางจิตใจ ซึ่งหมายรวมถึงการสวดมนต์ การปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรมของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา ทั้งนี้ สถานพยาบาลควรให้ความร่วมมือตามความเหมาะสม


ข้อ ๒.๑.ค. กฏกระทรวงนี้ให้ความสำคัญกับสติสัมชัญญะของผู้แสดงเจตนา โดยจะต้องมีพยานรับรองด้วย ซึ่งสำคัญมาก ผมเห็นว่า นอกจากผู้แสดงเจตนาจะต้องมีสติสัมปชัญญะแล้ว ยังต้องแสดงเจตนาอย่างเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยความทุกข์ทรมานที่ได้รับอยู่ทางทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ เช่น ความรู้สึกผิดที่เป็นภาระต่อผู้อื่นด้วย

มีคนไข้จำนวนมาก ขณะมีความทุกข์ทรมานโดยเฉพาะทางร่างกาย จึงไม่ประสงค์จะมีชีวิตอยู่ต่อไป จนกระทั่งเรียกร้องหาความตาย แต่เมื่อเขาได้รับการดูแลแบบประคับประคองที่ดี ความทุกข์ทรมานนั้นได้บรรเทาลง หลายคนกลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยเรียกร้องหาความตายเช่นนั้น การแสดงเจตนาในขณะที่ยังมีความทุกข์ทรมานอยู่ จึงเป็นการแสดงเจตนาที่ไม่เป็นอิสระจริง

ในขณะเดียวกัน คนไข้จำนวนหนึ่งโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่รู้สึกว่าเมื่อตนเองเจ็บป่วย ก็ไม่อยากรับการรักษาต่อไป เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของครอบครัว ของลูกหลาน  การแสดงเจตนาบนความรู้สึกเช่นนี้ ก็เป็นการแสดงเจตนาที่ไม่เป็นอิสระจริง


ข้อ ๒.๑.ง. การที่กฏกระทรวงให้ระบุข้อความว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพ ให้บริการไปก่อนหน้าแล้ว ให้ระงับการให้บริการนั้นได้ ในหนังสือแสดงเจตนาฯ ผมเห็นว่า จะทำให้หนังสือแสดงเจตนาฯนี้ มีประโยชน์ในทางปฏิบัติจริงที่พบบ่อย มากขึ้น

ส่วนใหญ่ บุคลากรสุขภาพมักจะต้องให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยไปก่อน เช่น กรณีฉุกเฉิน หรือยังไม่ทราบว่ามีหนังสือแสดงเจตนาฯ แต่หลังจากทราบว่าผู้ป่วยได้แสดงเจตนาไว้แล้ว จะช่วยให้บุคลากรสุขภาพสามารถตัดสินใจยกเลิกการดูแลรักษา เช่น การถอดท่อหายใจออก ได้อย่างมั่นใจขึ้น

 

ข้อ ๒.๒. การระบุชื่อคนที่ผู้แสดงเจตนาไว้วางใจในหนังสือฯ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท  มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติมาก เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง โดยเฉพาะถ้าผู้แสดงเจตนาอยู่ในครอบครัวใหญ่ และมีความเห็นขัดแย้งกัน เพราะหากไม่เขียนเอาไว้ การตัดสินใจแทนก็อาจต้องใช้ลำดับความใกล้ชิดตามกฏหมาย ซึ่งบางครั้ง ไม่ใช่สิ่งที่คนไข้ต้องการ

คนไข้ผู้ชายของผมคนหนึ่ง ตลอดเวลาที่เจ็บป่วย ภรรยาคนรองเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ทุกครั้งที่มาโรงพยาบาลหรืออยู่โรงพยาบาล ภรรยาคนนี้เป็นผู้อยู่เคียงข้างเขาตลอด ร่วมคิดและตัดสินใจเรื่องการดูแลรักษาเขามาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่เขาใกล้จะเสียชีวิต ไม่ค่อยรู้ตัว ผู้ที่ตัดสินใจให้ยื้อชีวิตเขาต่อไป กลับกลายเป็นภรรยาหลวง ภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมาย ถ้าคนไข้ของผมคนนี้ได้แสดงเจตจำนงไว้ก่อนล่วงหน้า ว่าจะให้ภรรยาคนใดตัดสินใจแทนเขาเมื่อเขาไม่รู้ตัวแล้ว การดูแลรักษาน่าจะตรงกับความต้องการของเขามากกว่านี้

คนไข้ผู้ชายอีกคน ตลอดเวลาที่รักษาและเข้าโรงพยาบาล ภรรยาคนหนึ่งกับลูกสองคน ติดตามมาดูแลเขาโดยตลอด เมื่อคนไข้ใกล้เสียชีวิต ได้ตกลงกับแพทย์เจ้าของว่าจะไม่ใส่ท่อช่วยหายใจหรือปั๊มหัวใจ ในทึ่สุดก็เสียชีวิต แต่หลังจากคนไข้เสียชีวิตได้ ๒ เดือน มีผู้หญิงอีกหนึ่งคนพร้อมลูกสามคนมาแสดงตัวกับแพทย์ว่า เธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมาย และตั้งคำถามที่ไม่น่าถามกับแพทย์ว่า ทำไมหมอจึงปล่อยให้คนนอกเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างนั้น แพทย์ที่ดูแลคนไข้รายนั้นได้แต่เซ็ง เพราะใครจะไปตรัสรู้ได้ว่า ภรรยาที่ดูแลอยู่ทุกวันนั้นเป็นภรรยาน้อย แล้วตลอดเวลาที่คนไข้เจ็บหนัก เขาก็ไม่เคนเห็นหน้าภรรยาหลวงคนนี้เลยด้วยซ้ำ

ทั้งสองเรื่องเป็นรื่องเกี่ยวข้องกับภรรยาหลวง ภรรยาน้อย ผมต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ไม่ได้สนับสนุนหรือเข้าข้าง ภรรยาน้อย แต่อย่างใด

 

ข้อ ๒.๔ กฏกระทรวงข้อนี้ดีมาก ที่กำหนดให้ผู้แสดงเจตนา นอกจากจะปฏิเสธการดูแลรักษาได้แล้ว ยังสามารถแสดงเจตนาด้านอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ตอบสนองความต้องการด้านจิตสังคม และจิตวิญญาณได้อีกด้วย

ระบบสนับสนุนอื่นๆ ก็คงต้องปรับปรุงพัฒนาขึ้น เช่น คนไข้ต้องการเสียชีวิตที่บ้าน ก็ต้องมีระบบการดูแลคนไข้ที่บ้าน ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นที่บ้านก็ควรจะรวมอยู่ในระบบ ๓๐ บาทของสปสช. ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายดังกล่าว ทำให้คนไข้ส่วนหนึ่งยังคงอยากรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เป็นต้น

 


สามารถอ่านรายละเอียดของพ.ร.บ. กฏกระทรวง และโครงการเพิ่มเติมได้ ที่นี่