(ต่อจากบันทึกที่แล้ว  ซากุระบาน...ที่บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน )

วันนี้พวกเราออกเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 107 จากเชียงใหม่ ถึงอำเภอเชียงดาวระยะทาง ประมาณ ๗๐ กิโลเมตรครับ แต่ต้องตัดเข้าเขา เลยทำความเร็วไม่ได้เหมือนทางตรงๆ ไปถึงเชียงดาวตอนประมาณสามโมงเย็น แวะดูร้าน (เรียกว่าเพิง น่าจะใกลัเคียงกว่า หุ หุ) ของน้องชายทีจะทำร้านกาแฟริมทางก่อนขึ้นสันป่าเกี๊ยะ..

มองจากเพิงเมื่อตะกี้ จะเห็นวิวดอยหลวงเชียงดาว จะ จะ อย่างนี้เลยครับ

เป็นครั้งแรกในชีวิตการเป็นพี่น้อง ที่เห็นด้วยกับความคิดเค้าเลยครับ

ไปต่อเลยดีกว่า.....

ทางขึ้นดอย (ห่างจากเพิงตะกี้ประมาณ ๑ ก.ม.) คือบ้านแม่นะ เป็นซอยเล้กๆ ปากทางจะมีป้ายว่าทางไปโรงเรียนวัดจอมคีรี และหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ๒๑ ก.ม. ขับตรงไปเรื่อยๆเลยครับ ที่พักน้องชายก็อยู่ในซอยนี้แหละ เราจอดรถเก๋งไว้ที่นี่ เพราะมันขึ้นไปม่ายด้ายยย

4WD น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ น้องผมใช้ปิคอัพธรรมดา ก็ขึ้นได้เหมือนกันครับ แต่ที่สังเกตจากการขับรถตามหลังเค้า....โช็คมันตายไปหมดแล้วครับ หรือใครจะเอาเก๋งงามๆ ขึ้นไปไม่ว่ากัน ก็คำนวณค่าซ่อมช่วงล่างบวกไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนั้นด้วยละกัน เอิกส์

 

ระยะทาง ๒๑ ก.ม. ทีว่านั้น เป็นทางลูกรังเลนเดียว เป็นหลุมเป็นบ่อพอสังเขป เลาะเลียบวนขึ้นเขาไปเรื่อยๆครับ ไม่สูงชันมากให้หวาดเสียวเท่าไหร่ ตรงไหนทีลาดชันและเป็นทางหักศอกมากหน่อย ก็จะราดซิเมนต์ไว้เป็นช่วงๆ มิฉะนั้น จะใช้งานไม่ได้ในหน้าฝนอ่ะครับ ทางคงไม่ใหญ่ไปกว่านี้แล้วครับ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ ห้ามไม่ให้ขยายทางในเขตอุป่าสงวน เกินกว่าที่ชาวบ้านถากถางไว้ (ใครอยากขับสบาย ๆ ก้ไปแก้ ก.ม. ละกัน)

 

คราวนี้ไม่มีใครยอมนั่งกระบะท้าย เพราะไม่อยากหัวแดงเป็นฝรั่ง เลยเข้ามาแออัดยัดเยียดทำหัวกระด็อก กระแด้ก ไปตลอดทางอยู่ในรถ ใช้เวลาไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ประมาณหกโมงเย็นก็มาถึงที่พักครับเป็นบ้านปีกไม้ มีห้องนอนขนาดหกเตียงสองห้อง สองห้องน้ำพร้อมเครื่องทำน้ำอ่น และห้องโถงใหญ่ ที่สามารถรับได้อีกเป็นสิบ

ผู้ที่จะนอนที่นี่ ติดต่อผู้ดูแล ชื่อ คุณ อ้วน  (เบอร์โทร ติดต่อหลังไมค์ครับ) ไม่อนุญาตให้กางเต้นท์นะครับ

ที่หน้าบ้านมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกินลมชมดาวด้วยครับ

ทีนี่เป็นบ้านพักรับรองของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน มีอยู่แค่สามหลังครับ เป็นบ้านรับรองของหัวห้าหน่วย หนึ่งหลัง ซึ่งเค้าจะสำรองไว้ให้หัวหน้าที่อาจจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สามารถไปใช้ระเบียงที่อยู่ด้านหลังบ้านได้ครับ มีทางเดินแยกไปต่างหาก

เจ้าหน้าที่พูดคุยและให้บริการอย่างดีเยี่ยมเลยครับ เตรียมจัดโต๊ะอาหาร และกาแฟ ชาร้อนไว้ให้ด้วย

เรามาทันพอดีที่พระอาทิตย์จะลับเหลี่ยมเขา ช่างโรแมนติกและคลาสิคเสียนี่กระไร

คืนนั้น เรามีพรรคพวกมาสมทบอีกนับได้รวมเกือบยี่สิบชีวิต ผู้ใหญ่ตั้งวงดื่มเบียร์แก้หนาวกัน เด็กๆ นอนมองทะเลดาวที่กราดเกลื่อนอยู่เต็มฟ้าอย่างมีความสุข ใครจะเข้านอนกันกี่โมงกี่ยาม ก็ตามใจ แต่ ตอนเช้า ตีห้าคือเวลาที่นัดหมาย....

ยังไม่ตีห้าดี ก็มีคนกลัวว่าจะไม่ได้ภาพพระอาทิตย์ขึ้น มาปลุกให้ชาวบ้านที่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มต้องกระวีกระวาดตามไปด้วย

เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้เดินเครื่องปั่นไฟ หลังจากที่ปิดเครื่องไปเมื่อคืน ตอนสี่ทุ่ม ความที่คิดว่ามีบ้านพัก เลยไม่ได้เอาไฟฉายไปกัน ก็มะหงุมมะหงาหลาคว้าเสื้อหนาว ถุงมือ หมวกได้ก็ไปขึ้นรถกัน ยังไงก็ไม่ลืมเอาเตาถ่าน มาม่ากระป๋อง กาแฟซองติดไปด้วย จากที่พักขับต่อไปอีกเพียง ๑ ก.ม. ก็จะไปถึงศูนย์ฝึกแลอบรมเกษตรที่สูงของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เราเห็นมีรถจอดอยู่ประมาณสามสิบกว่าคัน กางเต็นท์กันอยู่กระจัดกระจาย

 

บางคนที่มาก่อนได้ทำเลดี ที่โผล่หน้าออกมาทักทายพระอาทิตย์ขึ้นจากเต็นท์ได้เลย...

 

 

เราไปรอตั้งแต่แสงแรก นั่งรอไป ก่อไฟต้มน้ำไปด้วย จนพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาพ้นเหลี่ยมเขา

 

 

สวยจัง

 

 

ขอเก็บภาพตระกูลนี้ไว้หน่อย

ทางซ้ายมือ ถัดจากตำแหน่งที่พระอาทิตย์ขึ้น จะเห็นดอยหลวงเชียงดาวทั้งดอยเลยครับ ดอยหลวงเชียงดาว ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่นั้น เป็นดอยศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตถ์ของผู้รักษาเมืองเชียงใหม่ครับ

 

เราคงเคยเห็ยภาพฟูจิยาม่า กับซากุระ แทนสัญญลักษณ์ประเทศญี่ปุ่นกันมาแล้ว คราวนี้มาดูดอยหลวงเชียงดาวกับ นางพญาเสือโคร่งกันบ้าง ผมว่าสวยไม่แพ้กันเลยนะครับ

 

ชอบมุมนี้มาก ขอลงเพิ่มอีกสักรูปละกัน

 

 

เดิมนั้นศูนย์ฝึกแลอบรมเกษตรที่สูงของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่ตั้งของโครงการความร่วมมือระหว่างองค์กรอะไรสักอย่างของเยอรมัน ร่วมมือกับ ไทยในการให้ความรู้กับชาวเขาในการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นอ่ะครับ เลยมีกอดอกฝิ่นปลูกไว้อยู่หนึ่งกอ เพื่อเป็นที่ระลึก

มาดูแบบ panorama กันบ้าง งดงามอะไรปานนั้นนนนน

ที่เห็นเขียวๆ ข้างหลังสามสาวนั้น ผมสังเกตุเห็นว่าเป็นตันนางพญาเสือโคร่ง ที่เริ่มมีปุ่มเล็กๆที่กำลังจะกลายเป็นดอกและบานต่อไป เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่า น่าจะบานเต็มหุบเขาในช่วงปลายมกราครับ

อันนี้เป็นบ้านพักรับรองของศูนย์ ฯ ครับ ช่วงฤดูหนาวจากที่พักในช่วงเช้าจะมองเห็นทะเลหมอกหนา กลางคืนจะเห็นดาวเต็มท้องฟ้าและแสงระยิบระยับจากเมืองเชียงดาวหากจะพักที่นี่ ควรติดต่อของอนุญาตจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสียก่อนโดยติดต่อสถานีวิจัยเกษตรที่สูงป่าเกี๊ยะดอยเชียงดาว คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างน้อย 10 วันล่วงหน้า โทร. 0 5322 2014, 0 5394 4052

 

ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกมีเรือนพักซึ่งปกติเป็นที่พักของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาฝึกงาน มีห้องน้ำและห้องครัวพร้อมเครื่องครัว ประกอบอาหารได้แต่ต้องนำอาหารขึ้นมาด้วย เสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 50 บาทต่อคืน

พอสายหน่อยประมาณ ๙.๐๐ น. เรากลับมาที่พัก เพื่อรับประทานอาหารเช้าท่ามกลางทะเลหมอกที่ระเบียงเมื่อวานนี้ครับ

คนแก่เดินไปเดินมาจนหอบ ต้องขอเวลานอกนั่งพักสูดเอาออกซิเจนเข้าไปก่อน

 

แล้วก็มานั่งจิบกาแฟ กินลมชมวิว ระหว่างรอให้คนอื่นไปทำมื้อเช้าให้ อิ อิ

มื้อเช้าของเราเป็นข้าวต้มร้อนๆ กับไข่เจียว ปลากระป๋อง (ต้องยี่ห้อนี้เลย ayam อร่อยที่ซู๊ดดดด) หอยลายทรงเครื่อง ...สังเกตูทะเลหมอกครับ ..ยิ่งสายยึ่งฟูขึ้นมา ฝั่งตรงข้ามที่เห็นลิบๆ นั่น คือห้วยน้ำดังครับ

อิ่มท้องแล้ว รอข้าวเรียงเม็ด เราก็พร้อมออกเดินทางเข้าเมืองเชียงใหม่

ตอนขาลงเราแวะเยี่ยมหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวด้วย เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีขายของที่ระลึกนิดหน่อย

 


ขอจบด้วยรูปนี้แล้วกัน...สำหรับทริปนี้

ไปได้ทุกที่ ที่มีเธอ

 

Special thanks to

Mr.Bariq for taking many nice pictures of us.

Miss Amminah for being our company

ขอขอบคุณ K.back to the nature ที่ขับรถให้นอนหลับอย่างสบาย และถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

K.จังเกิ้ล ที่เสียสละรถขึ้นดอย กับทางทุรกันดาร บิลค่าซ่อมรถ ส่งไปเรียกเก็บที่ดูไบละกันครับ

สุดท้าย น้องพิม ที่ยอมเดินทางไปด้วยถึงแม้จะไม่เต็มใจเท่าไร ทำให้มีทริปนี้

" ไปได้ทุกที่ ที่มีเธอ "