ผู้เขียนมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่เคารพมาก 2 ท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ อ. JoAnn Perry เป็นพยาบาล  อ. Deborah P'Connor เป็นนักสังคมสงเคราะห์ แล้วตอนสอบ doctoral oral defense นั่น คณะกรรมการคุมสอบที่มาจากนอกคณะก็เป็นอาจารย์นักสังคมสงเคราะห์อีกท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ อ. Ann Martin-Matthews ท่านเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องผู้สูงอายุของทั้งประเทศแคนาดาด้วยค่ะ

ทั้งสามท่านนี้ได้ทำให้ผู้เขียนรู้จักกับคำถามที่สำคัญมากคือ

who help the helper? หรือ who care for the caregiver?

Family caregivers หรือ Informal caregivers (อาจไม่ใช่ญาติแต่เป็นเพื่อนหรือคนสนิท) หมายถึง ผู้ที่ดูแลคนป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้านที่ไม่ใช่ผู้ดูแลรับจ้าง

เรื่องที่อยากบันทึกไว้วันนี้คือการเกริ่นๆเพื่อไม่ให้ลืมว่า

พวกเขาเหล่านี้ก็มีความเหนื่อยล้าและความเครียด เป็นกลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่มที่บุคคลากรทางสายสุขภาพไม่อาจลืมได้ เรามักจะพุ่งความสนใจไปที่ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจนอาจลืมไปได้ว่า ผู้ดูแลก็ป่วยได้เหมือนกัน (โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า)

หลายๆท่านยังมีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ บางท่านเป็นรุ่นแซนวิช คือต้องดูแลพ่อแม่สูงวัยด้วย ต้องดูแลลูกหลานด้วย หลายท่านก็เหนื่อยกายเหนื่อยใจจากความยากในเนื้องานการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ

ทุกคนทราบว่าควรกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา หรือ ญาติผู้ใหญ่ แต่ว่าแต่ละครอบครัวก็มีประวัติต่างกัน บางคนเต็มใจที่จะดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ บางคนยังไม่พร้อมแต่สถานการณ์บังคับ

หลายต่อหลายครั้งที่ผู้ที่ดูแลคนป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้านต้องสู้กับใจตัวเอง มีทั้งความสงสัย (ในความยุติธรรมในชีวิต) ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความเศร้าหมอง ความเหน็ดเหนื่อย นอนน้อย อาหารไม่ย่อย ไม่ได้ออกกำลังกาย เครียด สลับเคล้ากันไปกับความสุข ความภูมิใจ และ การรู้สึกได้ถึงคุณค่าในชีวิต

ทั้งผู้ที่ดูแลคนป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้านเองและคนรอบข้างต้องช่วยกันดู ถ้าเห็นท่าไม่ดีควรรับหาทางผ่อนคลายหาสมดุลในชีวิต หาคนที่เข้าใจในความหนักของงานคุยด้วย ให้เวลาตัวเองบ้าง  ดูแลตัวเองด้วย

เริ่มตรงไหน.....

ลองคิดดูว่าที่เราไม่ดูแลตัวเองนั้น คุ้มมั้ย ถ้าเราไม่สบายไปแล้วเราจะดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุได้เต็มที่เหรอ

แล้วที่เราไม่ดูแลตัวเองนี่เพราะอะไร

  • เพราะคิดว่าเราต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นเหรอ
  • เพราะคิดว่ามันเห็นแก่ตัวถ้าไม่ให้ 100% ไม่ดูแลผู้ป่วย 100% เหรอ
  • เราคิดเรื่องตัวเองแล้วมันกลัวยังไงไม่รู้...คิดให้ดีว่าเกรงกลัวอะไร
  • หรือเพราะไม่รู้จะให้คนช่วยอย่างไร ไม่รู้จะหาใคร ถามใครให้ช่วย

ให้ถามตัวเองหนักๆ พิจารณาให้ถี่ถ้วน

หลายๆครั้งผู้ดูแลมีความคิดฝังใจที่ไม่ใช่ว่าจะถูกเสมอเช่น

  • ฉันเป็นคนที่รับผิดชอบอาการเจ็บป่วยของคนที่ฉันดูแลอยู่ (ถึงเราจะดูแลได้ perfect สมบูรณ์แบบก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่เราหวัง)
  • ถ้าฉันไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ (ให้ลองคิดดูดีๆมองดูให้ทั่วว่า จริงๆเราแบกความรับผิดชอบไว้คนเดียวไปเองรึเปล่า จริงๆมีคนอยากช่วยแค่เราไม่อยากให้เค้าช่วยเองรึเปล่า)

หลายๆครั้งผู้ดูแลพูดหรือคิดแต่สิ่งลบๆเช่น

  • โอ๊ย ชั้นไม่มีเวลาไปออกกำลังกายหรอก หรือ
  • โอ๊ย ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ ทำไม่ได้เหมือนพยายาลทำหรอก

ให้ลองพูดแบบบวกดูบ้าง เช่น

  • จริงๆชั้นออกกำลังกายวันละ 15 นาทีก็ได้นี่นา หรือ
  • จริงๆฉันก็เก่งเรื่องอาบน้ำให้แม่นะ ฉันทำคล่องเลย

(ให้มองหาจุดแข็งของตนเอง)

เพราะว่าพฤติกรรมของเรามันมาจากสิ่งที่เราคิดในหัวหรือความรู้สึกในใจ ถ้าเราเริ่มจากการคิดดี มีทัศนคติที่ดี พฤติกรรมเราก็จะดีตามด้วย


อ้างอิง

  • http://www.familycaregiving101.org/assist/signs.cfm
  • http://www.caregiver.org/caregiver/jsp/content_node.jsp?nodeid=847
  • http://www.nfcacares.org/caregiving_resources/tips_and_tools.cfm
  • http://www.caregiver.org/caregiver/jsp/content_node.jsp?nodeid=786

 


อ่านตอนที่ 2 ได้ที่นี่ค่ะ (คลิก)