STRATEGY MAP

อืม... หันมาเขียนเรื่องนี้ค่อนข้างจะหักมุม เมื่อเทียบกับเนื้อหาของตอนก่อนหน้านี้ How to Know I am in Love พอสมควรทีเดียวเจียว ในการทำงานเชิงระบบนั้น เนื่องจากความสัมพันธ์อันซับซ้อนของสรรพสิ่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะมองเห็นและสร้าง relationship กับภาคีหลายระดับไปพร้อมๆกัน ประเด็นสำคัญของ OM ก็คือ การทำความเข้าใจขอบเขตของความสัมพันธ์เหล่านี้ให้ดี ในการทำงานเราจะได้ซาบซึ้งถึงศักยภาพที่แท้ว่าเราทำอะไรได้มากได้น้อยแค่ไหน หรือเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง relationship เช่น strategic partner กลายเป็น direct partner หรือ partner ของ direct partner ก็อาจจะ upgrade มาเป็น direct partner ของเราเองไปเลยก็อาจจะเป็นไปได้

Strategic Map จะช่วยตรงจุดนี้นี่เอง

สองบทความที่แล้ว คือเรื่องของ outcome challenges การท้าทายเชิงผลลัพธ์ กับการเขียนหลักกิโลเมตร หรือ progress markers เป็นงานและเข็มทิศของ direct partners ของเราเป็นส่วนใหญ่ เขาเหล่านั้นจะลงพื้นที่ไปหา partner ระดับต่อๆไป หาผู้รับประโยชน์โดยตรงในระดับต่อๆไป จนภาพรวมทั้งหมดเกิดการเปลี่ยนแปลง ถึงตอนนี้เราก็อาจจะเริ่มสงสัยในตัวเองแล้วไหมครับว่า "เอ... แล้วเราทำงานอะไรต่อไปล่ะ?"

ลำดับสายการปฏิบัติงาน เป็นตัวทำให้การทำงานลื่นไหล บรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่ได้ในที่สุด เมื่อภาพรวมหรือ jigsaw ทั้งหมดถูกนำมาประกอบกัน ในการทำงานเพื่อสังคม หรืออะไรที่ scale แบบเดียวกัน คือมีความซับซ้อน มี layers ของความสัมพันธ์มากมายหลายชั้น เราก็ต้องหาเฟือง หาคานดีดคานงัด มาวางตามจุด ตำแหน่งเชื่อมต่อต่างๆให้ดี หยอดน้ำมันให้ลื่น ทะนุบำรุงให้แข็งแกร่งทนทานยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง

STRATEGY MAP

  • แนวทาง / ทิศทาง ของภารกิจหลัก การปฏิบัติหลักๆที่สำคัญ (ไม่ใช่กิจกรรม)

  • แนวทาง / ทิศทางการปฏิบัติของเรา มั่นใจว่าทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ท้าทายได้

  • แนวทางการปฏิบัติ ที่เชื่อว่ามีพลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

การวาง strategy map จะเป็นงาน "ของเรา" ที่เราจะทำร่วมกันกับ direct partners และ environment (หมายถึง สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง strategic partners ด้วย) เพราะฉะนั้น part นี้เรียกได้ว่าเป็นของเราโดยตรง ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยกว่า parts อื่นๆเลย กระบวนกรของเราชี้แจงว่า เราอาจจะมองสิ่งที่เราทำตาม strategic points ของ targets ได้แก่

  • individuals แนวทาง / ทิศทางปฏิบัติที่เราจะไปทำกับ direct partners แต่ละกลุ่ม แต่ละคน
  • environment แนวทาง / ทิศทางปฏิบัติ ที่เราจะไปทำกับบริบทแวดล้อม สภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อผลลัพธ์ที่ท้าทาย (หรือจะเรียกความท้าทายเชิงผลลัพธ์) นั้นๆ

จะเห็นได้ว่า Outcome Mapping นั้น วางหลักการอยู่บน "ความซับซ้อน และความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง" ตลอดเวลา เราคงจะไม่ใช้ OM มาช่วย ถ้าหากเป้าหมายของเราเป็นอะไรที่ simple หรือเชิงเดี่ยวมากๆ เช่น โครงการจัดห้องพระ หรือ โครงการสร้างบ้านหมา อะไรทำนองนั้น การวาง strategy map เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ทำให้เรามี awareness มองไปรอบๆตัว และหาความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ที่สุดแล้วจะมีผลต่อความท้าทายเชิงผลลัพธ์ที่เราหวังไว้

ที่เราเขียนออกมาในโครงการของเราก็เป็นดังนี้

แผนโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ

STRATEGY MAP

INDIVIDUAL

  • ผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันผลิตแพทย์ 17 แห่ง และ 4 เครือข่ายพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพด้านความรู้ เจนตคติ และทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม

  • ผลักดันและสนับสนุนให้เกิดมีแกนนำผู้รับผิดชอบด้านการสร้างเสริมสุขภาพในแต่ละสถาบัน

  • ผลักดันให้เกิดการประเมินตนเองของ Direct Partners โดยใช้ตัวชี้วัดภายใต้หลักเกณฑ์ของ Thailand Quality Award (TQA)

ENVIRONMENT

  • จัดช่องทางการสื่อสารกับ strategic partners, direct partners และประชาชน ให้รับรู้หลักการสร้างเสริมสุขภาพ กลยุทธ์ และผลงานของแผน

  • ผลักดัน รณรงค์ (advocate) การสร้างเสริมสุขภาพให้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของสถาบันผลิตแพทย์ทั้ง 17 สถาบัน

อ่านดูแล้ว สงสัยว่าเราจะเป็น "คุณดัน" ซะเยอะ คือดันแหลกเลยทีเดียว ไม่ดันก็หนุน ลาก ฉุด ในการเขียน strategy map นี้ มีส่วนช่วยในการมองตนเองเยอะไม่น้อยเลยทีเดียว บางทีก็จะมองเห็นว่าเราจะต้อง "พัฒนาตนเอง" อะไรบ้าง ต้องหาคนเพ่ิมใหม่จะได้มาช่วยกันครอบคลุมเนื้องานทั้งหมด ต้องไปอบรม ไป train อะไรไหม (ถ้ามีหลักสูตรดัน กับหลักสูตรหนุน ก็จะได้รีบส่งพี่แม้วไป อิ อิ)

ตอนเขียน strategy map ของ environment ถึง "รณรงค์" หรือ advocate ก็เกิดความลังเลว่า เอ... เราจะเอาแค่ไหนดี ที่จริงใจก็อยากจะเอารณรงค์นะ มันดูเข้มแข็ง มุ่งมั่นดี แต่พอมองว่าเรามีอยู่กี่คน ชักไม่แน่ใจ ขอเอาแค่ "สื่อสาร" ได้ไหม ในกลุ่มก็ทั้งเกลี้ยกล่อม อภิปราย ออดอ้อน เย้าแหย่ ท้าทาย (หลายเทคนิกมากเลย) จนกระทั่งยอมเขียนลงไปทั้งสองแบบ แล้วก็บอกไปว่า "พี่แม้วก็ต้องไปหาคนมาเพิ่มอีกสิ จะได้รณรงค์ได้ ฮ่ะ ฮ่ะ" "พูดง่ายนะยะเธอ @#$%^@*&"

เนื่องจากตอนเราสร้าง strategy map จะเป็นการทำให้ "งานของแผน" ชัดเจนขึ้น ในแง่ทรัพยากรก็เช่นกัน ว่าเรา (แผน) จะไปช่วย direct partner เราอย่างนี้ๆ เรามีคนพอแล้วรึยัง มีระบบการติดต่อสื่อสารที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกไหม รวมทั้งเราได้ไป empower partner ของเราในด้านสำคัญๆไหม (ในที่นี้ ก็เช่น ทำให้ผมได้มาร่วม workshop OM นี่ก็ถือว่าแผนฯทำงาน empower ผมโดยตรงอย่างแรง เกิดมุมมองมิติการเขียนวิสัยทัศน์พันธกิจแบบใหม่ขึ้นมาทันที) และถ้าเราจะ empower ให้ direct partner ของเรา ตัวเราเองจะต้องมีการพัฒนา หรือหาความช่วยเหลือเพิ่มเติมอะไรบ้าง จึงจะบรรลุวัตถุประสงค์

ถ้าเราไม่มี strategy map ตรงนี้ direct partner ของเราก็อาจจะขาดอะไรที่สำคัญไปเยอะทีเดียว รวมทั้งการประสานงานระหว่าง direct partners คนละเครือข่าย ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเอางานในแต่ละส่วน มาต่อเชื่อมกันจนกลายเป็นภาพรวมใหญ่