บ้างก็ว่า อาหารเป็นพิษ บ้างก็ว่าเป็นใส้ติ่งอักเสบ บ้างก็ว่าเมารถเมาเรือ

48 ชั่วโมงทรหดที่ 'เกาะลิมิลัน'

หลังจากศึกษาหาข้อมูลการเดินทางพร้อมแล้วก็นัดหมายกับเพื่อนให้ไปเจอกันที่สายใต้ใหม่ นี่เป็นการออกเที่ยวแบบแพคคู่ คือมีเพื่อนร่วมเดินทางครั้งแรก หลังจากการฉายเดี่ยวรอนแรมมาหลายทริป ก่อนออกเดินทางจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ผมกับบอย ก็มีเวลาจิบเบียร์เย็นๆ รอเวลารถออก พอออกจากสายใต้ก็พักทานข้าวที่เพชรบุรี ประมาณครึ่งชัวโมง ที่นี่เองเพื่อนบอยก็เริ่มมีอาการปวดท้อง เข้าห้องน้ำก็ถ่ายไม่ออก มีอาการคลื่นใส้ด้วย ระหว่างทางก็หลับๆตื่นๆ จนสว่างเราก็มาถึงทับละมุ เป็นจุดที่เราต้องขึ้เรือโดยสารเพื่อไปยังเกาะ"สิมิลัน"


หลังจากซื้อตั๋วเรือซึ่งเป็นแบบไปกลับ เราก็ยังพอมีเวลามาอาหารเช้าทานแถวๆนั้น แต่เพื่อนบอยกินอะไรไม่ลง และบ่นว่าปวดท้องนิดหน่อย เรือออกเดินทางจาก ทับละมุประมาณ 08:00 น. ระหว่างทางกว่า 5 ชั่วโมงมีจุดที่เรือจอดให้นักท่องเที่ยวล่งเล่นน้ำ ดูประการังเป็นจุดๆไป แต่เพื่อนบอยไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้นเอาแต่นอน บ่นปวดท้องตลอดเวลา มีนักท่องเที่ยวในเรือที่เป็นพยาบาลมาเป็นครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก เห็นอาการแล้วสงสารเลยให้ยาแก้ปวด แต่บอยบอกว่าอาการยังไม่ดีขึ้น


เกือบๆบ่ายโมงเราก็มาถึงเกาะแปด "เกาะสิมิลัน" ที่พักของ สนง.ป่าไม้เต็มหมดแล้ว เราจองเต็นท์ล่วงหน้าไว้แล้ว แต่มีบางคณะที่ไม่มีที่พัก เราก็เลยสละเต็นท์ให้เพราะเรามีเต็นท์มาเองด้วย ระหว่างที่กำลังกางเต็นท์อยู่ก็มีเจ้าหน้าที่ประมง เข้ามาทักทายบอกว่ายังที่พักของกรมประมงว่างอยู่ เห็นอาการเพื่อนบอยยังไม่ดีขึ้น ก็เลยเข้าพักที่บ้านพักของเจ้าหน้าที่ประมง น่าจะดีกว่าเพราะสังเกตุอาการของบอย น่าจะเกิดจากอาหารเป็นพิษ


พอเข้าที่พักก็จัดแจงให้เพือนนอนพัก ส่วนผมก็คว้า บรั่นดี 1 ขวดกับสน๊อคเกิล ออกไปดำผุดดำว่ายที่หน้าอ่าวจนบลั่นดีหมดไปกว่าครึ่งก็กลับเข้ามาที่พักเพื่อนบอยยังนอนอยู่เลย จัดแจงให้เพื่อนอาบน้ำแล้วมากินข้าว บอยก็ยังกินไม่ลงอยู่ดี เราก็ไม่รู้จะทำยังงัย ที่นี่ไม่มี ร.พ. ซะด้วย คิดว่านอนพักทั้งคืน ถ้าเกิดจากอาหารเป็นพิษพรุ่งนี้เช้าคงหายจะได้ ไปดำน้ำดูปะการังกัน


ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ประมงกำลังตั้งวงสนทนากันอยู่ก็ส่งเสียงทักทาย ผมก็เลยเข้าร่วมวงสนทนาด้วย ผมเล่าอาการของเพื่อนบอยให้ฟัง บ้างก็ว่า อาหารเป็นพิษ บ้างก็ว่าเป็นใส้ติ่งอักเสบ บ้างก็ว่าเมารถเมาเรือ เราก็สนทนากันไปเรื่อยๆจนเครื่องดื่มหมดไปหลายขวด เสียงก็เริ่มดังขึ้น กระทั่งมีคนเสนอว่าเราไปสนทนากันต่อที่หน้าชายหาดดีกว่าจะได้ไม่รบกวนทักท่องเที่ยวคณะอื่น ก่อนออกไปหน้าชายหาดผมเข้าไปดูเพื่อนที่ห้องซึ่งยังไม่หลับ และก็ยังไม่หายปวดด้วย โดยมีพี่ๆประมงเข้ามาถามอาการและพูดคุยอยู่เป็นเพื่อน ผมก็ออกมาร่วมสนทนากับกลุ่มเจ้าหน้าที่ประมงต่อที่หน้าหาด จนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้เรื่องเลย


จนกระทั่งมีไฟฉายมาส่องหน้าเรียก "พี่ชื่อรินทร์รึเปล่า... เพื่อนพี่เป็นใส้ติ่งอักเสบปวดท้องมาก" ผมสดุ้งตื่น ชิบหา-!!! แล้วจะทำงัยดีวะเนี้ย ระหว่างทางจากหาดกลับที่พัก ทั้งเดินทั้งวิ่งฝ่าความมืดมิด สดุดรากไม้เกือบหัวทิ่มก็หลายครั้ง พอถึงที่พักเพื่อนออกมานั่งร้องโอดครวญอยู่หน้าห้อง มีเจ้าหน้าที่ประมงอยู่ด้วย 2-3 คน แล้วเราจะทำยังงัยเนี้ย ที่นี่ห่างฝั่งตั้ง 5 ชั่วโมง ร.พ.ก็ไม่มี ไม่เคยวางแผนรับมือกับสถานะการณ์แบบนี้มาก่อน พี่ๆประมงก็สันนิฐานว่าเป็นใส้ติ่งอักเสบแน่นอน เพื่อนบอยเริ่มร้องดังขึ้นทุกที ดังจนคิดว่านักท่องเที่ยวแถวนั้นต้องตื่นกันหมดแน่เลย


เรือเร็วตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่ประมงก็ไม่อยู่ มีคนเสนอว่าให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผมกับพี่เจ้าหน้าที่ประมงอีกคนก็รีบวิ่งไป ที่บ้านพักของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร้องเรียกอยู่นานกว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม่จะออกมา เพราะคิดว่าพวกประมงเมาหล้า แล้วมาส่งเสียงดังรบกวน กระทั่งคุยกันรู้เรื่องแล้ว เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ เตรียมเรือเร็วตรวจการณ์ ซึ่งต้องเติมน้ำมันปริมาณมากและเราต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง ผมตอบตกลง ทั้งผม, เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ประมง ช่วยกันลำเลียงน้ำมันออกไปเติมเรือที่ลอยลำอยู่ห่างฝั่งมากเพราะตรงกับช่วงน้ำขึ้นพอดี


แล้วก็กลับเข้าฝั่งมาช่วยกันพาเพื่อนบอยไปลงเรือ ประมาณตี 2 แล้วกว่าเราจะได้เริ่มออกเดินทาง ผมกับบอยเป็นผู้โดยสารเรือด่วนเที่ยวนี้ มีเจ้าหน้าที่ขับเรือ 1 คนและเจ้าหน้าที่ส่องไฟฉายอีก 1 คน เพราะถ้าไม่มีเหตุการร้ายแรงจริงๆ เรือเร็วจะไม่เดินทางตอนกลางคืน เพราะในทะเลมีเศษไม้และวัสดุอื่นๆ ลอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยความเร็วขนาดนี้ ถ้าเจอกับไม้ไผ่ซักท่อนรับรองว่าเสียบทะลุ ลำเรือแน่นอน ในระหว่างการเดินทางเจ้าหน้าที่ก็ประสานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้บนฝั่งทางวิทยุสื่อสารให้มานำรถรอรับที่ท่าเรือ ประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงท่าเรือ ทุลักทุเลเคลื่อนย้ายผู้ป่ายขึ้นฝั่ง แล้วรีบตรงไป ร.พ. ที่ใกล้ที่สุด เป็น ร.พ.ที่อยู่ในค่ายทหารเรือ ใกล้ๆกับท่าเรือทับละมุนั่นเอง


ภายในโรงพยาบาลเปิดไฟสว่างทุกห้องผมกับพี่คนขับช่วยกันตะโกนเรียก หมอๆๆๆ เงียบสนิท เราเดินเข้าไปทุกๆห้องที่คิดว่าน่าจะมีคนอยู่ แต่เปล่าเลยครับ ไม่มีใครเลยจริงๆ ร้องเรียกอยู่นาน จนแน่ใจว่าไม่มีใครช่วยเราได้ พี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ตัดสินใจไปที่ ร.พ.ท้ายเหมืองดีกว่า กว่าจะมาถึงก็ประมาณตีห้า ที่นี่มีเจ้าหน้าที่เอารถเข็ญออกมารับ มีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ไม่มีหมอครับเราต้องรอถึงเช้าหมอจะออกตรวจ ระหว่างที่รอ พยาบาลให้ยาแก้ปวด แต่มันแทบไม่ได้ช่วยอะไร เพราะบอยยังร้องลั่น ร.พ. เสียงดังออกไปข้างนอก แต่จะให้ทำงัยได้ก็คนมันปวด ผู้ป่วยห้องข้างๆ และผู้คนที่ผ่านไปมาต่างก็ให้ความสนใจ ถามไถ่อาการ ต่างก็วินิจฉัยตรงกันว่าเป็นใส้ติ่งอักเสบแน่นอน


กระทั่ง เก้าโมงเช้าที่ก็ได้เวลาที่คุณหมอออกตรวจ แล้วก็สรุปว่าเป็นใส้ติ่งอักเสบจริงๆ และที่มากไปกว่านั้นคือมันแตกแล้ว ต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที บอยรีบบอกหมอว่าผ่าก็ผ่าแต่เร็วๆหน่อยมันปวดจนทนไม่ไหวอยู่แล้ว แล้วหมอก็บอกว่าที่นี่ไม่มีเครื่องมือผ่าตัดหรอกครับ เพราะเป็นเพียง ร.พ.ประจำอำเภอเล็กๆ เท่านั้น เราต้องเดินทางต่อไปที่ ร.พ.พังงา รึไม่ก็ ร.พ.ภูเก็ต เพราะระยะทางจากที่นี่เท่ากัน


เราตัดสินใจเลือกไปภูเก็ตโดยใช้บริการรถส่งตัวฉุกเฉิน ambulance กว่าสองชั่วโมงที่เพื่อนบอยร้องลั่นตลอดทางถามตลอดเวลาว่าใกล้ถึงรึยังๆ เรามาถึง ร.พ.กรุงเทพ-ภูเก็ต ประมาณเที่ยงกว่าๆ ระหว่างที่รอตรวจบอยเริ่มสงบลงเยอะเพราะได้มอร์ฟีนเข้าไปแล้ว ที่ ร.พ.หรู วันนั้นนอกจากผู้ป่วยชาวต่างชาตินั่งรอคิวกันอยู่จำนวนมาก ก็จะเห็นคนไทยคนเดียวในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเน่าๆเลอะทรายมีเป้สองใบ นั่งตัวเหม็นรวมอยู่ด้วยคนนึง


กว่าเราจะดำเนินการเรื่องประกันสุขภาพเลือกห้องพักและคุยกันเรื่องค่าใช้จ่ายเสร็จ บอยก็ได้เข้ารับการผ่าตัดประมาณบ่ายสองโมง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงพยาบาลนำตัวเข้ามาที่ห้องพักในสภาพที่ยังสลบไสล เพราะฤทธิ์ยาสลบ นับจากเวลาที่บอยเริ่มบ่นว่าปวดท้อง จนถึงตอนนี้ก็ครบ 48 ชั่งโมงพอดี

บอย – สุริยา เปลี่ยนมอญ / รินทร์ – ปริญญา ทองประภา