(โดย ปริญญา ทองประภา)
</span>
<p class="post-body"> </p>
<p class="post-body">สวัสดีครับ…..เพื่อนสมาชิก…… ….ก็เป็นอีกหนึงบรรยากาศที่จะถ่ายทอดและแลกเปลื่ยนประสบการณ์ การเดินทางผ่าน”ถนนลอยฟ้า 1,219 โค้ง” ล่องแพ ชมน้ำตก”ทีลอซู” สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นที่ “บ้านโบราณ” </p><address class="post-body">
….ผืนป่าอุ้มผางนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่ต่อเนื่องข้ามประเทศ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเซียอาคเนย์สภาพป่ามีทั้งป่าดงดิบและป่าผลัดใบ รวมทั้งทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย และที่โด่งดังที่สุดก็คือ น้ำตก “ทีลอซู” น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงามสุด ๆ ของไทยแห่งหนึ่ง</address>
<p class="post-body">….การเดินทางก็ง่ายๆ สบายๆ โดยเริ่มต้นจากศรีราชา ด้วยรถ ปอ1 เวลา 18:30 ของวันที่ 4 พ.ค. 45 ถึงหมอชิตก็ประมาณก่อน 3 ทุ่มเล็กน้อย พอมีเวลาเดินซื้อตั๋วรถ กทม. - แม่สอด ซึ่งมีตั้งแต่ วีไอพี , ปอ1 และ ปอ2 ทั้ง บขส. และบริษัทเดินรถของเอกชน ซึ่งรถเที่ยวสุดท้ายจะออกเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ก็ยังพอมีเวลาหาอาหารและเบียร์อร่อยๆ แถวนั้นทานได้พอประมาณ</p>
<p class="post-body">….22:30 น. ก็ได้เวลารถออกมีเบียร์ติดมือไปด้วยซักคนละ 3 - 4 กระป๋องนี่กำลังดี ได้หรับสบายขั้นอีกหน่อย ไม่ต้องทนฟังเสียงกรนอันไม่พึงประสงค์ของตัวเอง ..หึๆ.. ประมาณ 2 ชม.จาก กทม. ก็ถึงจุดรับประทานอาหารของ บขส. ซึ่งที่นี่จะเป็นแบบบังคับกินคือมีก๋วยเตี๋ยวเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ถึงขนาดที่ไม่กินไม่ได้หรอกนะ เค้าอนุญาติให้เปลี่ยนเป็นน้ำอัดลมก็ได้…</p>
<p class="post-body">….พอเบียร์ที่เตรียมมาหมดก็สมควรหลับได้แล้วล่ะจะมีตื่นบ้างก็เวลาที่เสียงกรนของใครบางคนมันดังแบบกระชากใจนั่นแหละ ก่อนถึงแม่สอดเล็กน้อยก็จะมีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำตรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ใครที่ไม่ชอบพกบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวไปด้วยก็เตรียมหัดร้องเพลงชาติให้เก่งๆ เอาใว้ก็แล้วกัน รับรองมีประโยชน์กับตัวท่านเองอย่างแน่นอนครับ ส่วนใครที่ร้องไม่ได้หรือร้องได้ไม่ถูกเค้าก็จะส่งตัวท่านไปสัมผัสบรรยากาศที่ค่ายอพยพผู้ลี้ภัยที่อยู่ใกล้ๆแทนที่จะได้ไป ทีลอซูครับ…</p>
<p class="post-body">
</p>
<p class="post-body">….ประมาณเกือบๆ หกโมงเช้าก็ถึง อ.แม่สอด ซึ่งต้องนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างต่อไปอีกเล็กน้อย อย่าลืมบอกคนขับด้วยนะว่าไป ท่ารถอุ้มผาง น่ะครับ และที่บริเวณใกล้ๆกับท่ารถนี่เองก็จะเป็นชุมชนที่มีชาวไทยมุสลิมอาสัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช้าๆอย่างนี้แนะนำให้ลองลิ้มรสของโรตีปิ้ง(จำไม่ได้ว่าชื่อที่ถูกต้องคืออะไร??) กับชาหรือกาแฟ จากนั้นก็ลองเดินดูบรรยากาศยามเช้าแถวนั้นก็ได้แต่ยังงัยก็อย่าลืมนะครับว่ารถสองแถวที่จะไป อ.อุ้มผางน่ะเที่ยวแรกจะออก 07:30 น. แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันที่อาจจะออกก่อนเวลาเล็กน้อยถ้าผู้โดยสารเต็มคนรถก่อน…</p>
<p class="post-body">

….ตลอดเส้นทางจากแม่สอดไปจนถึงอุ้มผางเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านเทือกเขา และถนนมีความคดโค้งมาก ใครที่ไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของท้องใส้ก็ขอแนะนำให้กินยาแก้เมากันไว้ก่อนก่อนดีกว่า ในส่วนตัวผมก็เลือกใช้อีกวิธีที่ได้ผลไม่แพ้กันเลยครับก็คือชิงเมาเหล้ามันซะก่อนที่จะรถงัยครับ….และระหว่างทางบนรถสองแถวนี่เองครับก็ได้มีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนใหม่อีกหนึ่งคนคือ”คุณผึ้ง” ซึ่งเธอเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อจะมาสมทบกันเพื่อนซึ่งเดินทางล่วงหน้ามาก่อน แต่คาดการณ์ผิดพลาดเล็กน้อยเลยมาไม่ทันเพื่อน ตั้งแต่นาทีนั้นผมก็ได้เพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่ทันทีครับ….</p>

....เรามาถึงตัว อ.อุ้มผางก็ประมาณเวลาเกือบบ่ายโมงแล้ว และก็ได้มีโอกาสพบกับ "คุณนภา บุญสม "ซึ่งเป็นประทานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์อุ้มผาง ซึ่งพี่นภา บอกกับพวกเราว่าเรามากันสายไปหน่อยจะเดินทางเข้าน้ำตกเลยไม่ได้เพราะต้องล่องเรือยางประมาณ 3 ชม. เละเดินเท้าต่อขึ้นไปอีก 12 กม. ถ้ามืดกลางป่าจะเดินลำบาก ก็เลยแนะนำให้เราพักที่"ชมรมบ้านโบราณ"ซึ่งเป็นรูปแบบ"โฮมสเตย์" ซึ่งที่นี่เราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างแท้จริงทั้งในเรื่องของที่พักเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังคามุงด้วยวัสดุท้องถิน เช่นใบตองตึง แป้นเกร็ดไม้ และกระเบืองดินเผา ตัวบ้านยกสูง ใต้ถุนเปิดโล่งมีบันไดขึ้นด้านหน้า ชานบ้านมีม้านั่งขนานกับขอบระเบียง รั้วบ้านทำด้วยปีกไม้ ทางชมรมกำหนดค่าที่พัก 100 บาทต่อคืน ส่วนอาหารการกินก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกที่จะกินกับชาวบ้านหรือจะซื้อหากินเอง ซึ่งจะขอแนะนำว่าให้ลิ้มลองรสชาดที่เอร็ดอร่อยของอาหารพื้นบ้านเช่น แกงอ่อมเหนือ ลาบเหนือ ลู่ แกงแค และอื่นๆที่จำชื่อไม่ได้แต่ยังจดจำรสชาดได้เป็นอย่าดีครับ.....

....ช่วงเย็นๆแดดร่มลมตก ที่เหมาะมากกับกิจกรรมปั่นจักรยานเสือภูเขา ชมวิวทิวทัศน์ รอบๆตัวอำเภออุ้มผาง ซึ่งเส้นทางปั่นก็จะมีทั้งขึ้นเนิน ลงเนินจนบางช่วงต้องเดินจูงเพราะสูงชันจนอาจเกิดอันตรายกับผู้ที่ขับขี่ที่ไม่ชำนาญอย่างเรา ตลอดเส้นทางที่ตัดผ่านทุ่งนา แม่น้ำ ห้วย หนอง คลองบึง ประกอบกับภาพแสงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ช่างเป็นบรรยากาศที่น่าจดจำยิ่งนักครับ....

....ที่นี่อากาศหนาวเย็นมากที่บ้านพักอุณหภูมิตอนดึกๆไม่น่าเกิน 15 Deg.C แสดงว่าบนดอยคงต่ำกว่านี้อีก นี่ถ้าไม่ได้เบียร์สิงห์ก่อนนอนคงแย่เหมือนกันครับ... เช้าตรู่ของวันที่ 6 พ.ค. 45 หมอกปกคลุมทั้งอำเภออุ้มผาง อากาสหนาวเย็น ดูแล้วสวยมาก คิดในใจคนเดียวว่าต้องอย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าเป็นการ"พักร้อน"ของจริง 05:45 น. เป็นเวลาที่เราได้นัดหมายกับพี่นภา ที่จะพาเราไปชมวิว ทะเลหมอก และดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ "ดอยหัวหมด" ซึ่งที่นี่ อยู่ในเขตบ้านอุ้มผาง เป็นภูเขาหินปูนที่ทอดเป็นแนวยาวหลายลูกติดต่อกัน มีความยาว 30 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร บนภูเขานี้จะไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น แต่จะมีต้นหญ้าเตี้ย ๆ ขึ้นอยู่ทั่วไป เช่น ปรง ดอกเทียน และดอกไม้ป่าที่ขึ้นปกคลุมจะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงฤดูฝนรวมทั้งมีโขดหินเป็นระยะ หากมองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นเหมือนพรม สีเขียวแซมด้วยโขดหิน ต้นไม้ และดอกไม้เป็นแห่ง ๆ หากขึ้นไปบนยอดเขาจะมองเห็นหมู่บ้านอุ้มผาง และทิวเขาสลับซับซ้อนกัน โดยรอบมีทิวทัศน์สวยงาม มีจุดชมวิวเหมาะที่จะดูพระอาทิตย์ขึ้น-ตก และดูทะเลหมอกในยามเช้า จากคำบอกเล่าถึงความหมายของคำว่า"ดอยหัวหมด"ก็หมายความว่าดอยที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นที่หัวจึงเรียกว่า"ดอยหัวหมด"นั่นเองครับ
กลับจากดอยหัวหมดพี่นภาก็พาเรามาหากาแฟดื่มกันที่ร้านอาหารในอำเภออุ้มผางซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้านหรอก และที่นี่เค้าก็มีอาหารหนือและอาหารท้องถิ่นรสชาดเยี่ยมนานาชนิดไว้คอยบริการที่สำคัญราคาถูกมาก... หลังอาหารเช้า ผมกับเพื่อนร่วมทางก็ชวนกันเดินลัดเละชมภาพบรรยากาศ ของคนในท้องถิ่น และที่น่าสนใจไม่แพ้อย่างอื่นก็คือตลาดเช้าของที่นี่มีอาหาร ผลไม้ พืชผักท้องถิ่นเช่นผักกูด หน่อไม้ รวมไปถึงอาหารป่าที่หาไม่ได้ง่ายๆ เช่น ปู ปลา กบ เขียด สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและมีความสุขยิ่งนัก...

....ประมาณสองถึงสามโมงเช้าพวกเราก็เตรียมเก็บข้าวของเลือกเอาเฉพาะสิ่งของสำคัญที่จำเป็นต้องใช้สำหรับหนึ่งวันเท่านั้นส่วนที่เหลือก็ฝากใว้ที่บ้านพักได้รับรองไม่หายแน่นอนครับ...เส้นทางเรือยางก็จะล่องตามแม่น้ำแม่กลองซึ่งได้สัมผัสกับธรรมชาติ โขดหิน หน้าผา น้ำตกเล็ก น้ำตกน้อย เกาะแก่งต่างๆ บ่อน้ำร้อน และป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ สองข้างลำน้ำแม่กลอง ระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติอยู่นั่นเอง ไกด์ที่ทำหน้าที่นำทางให้พวกเราก็บอกกับเราว่าข้างหน้าคือน้ำตกทีลอจ่อ ซึ่งพอแสงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำทำให้เกิดปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ ตรงจุดที่เรือยางล่องผ่านเข้าพอดีฟังดูน่าตื่นเต้นมั๊ยล่ะครับ..หึๆ..
การเตรียมตัวสำหรับการล่องแพ แม้ว่าการล่องแพตามฤดูกาลที่แนะนำจะไม่มีอันตรายจากธรรมชาติ เนื่องจากกระแสน้ำไม่เชี่ยว และระดับน้ำไม่ลึก อีกทั้งลำห้วยแม่กลองไม่กว้างมาก ฝั่งทั้งสองอยู่ห่างจากแพข้างละ 8-10 เมตรเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวควรจะระวังในขณะล่องแพ และเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการล่องแพที่สนุกสนาน และปลอดภัย ดังนี้ - สวมเสื้อผ้า และรองเท้าแบบสบาย ๆ ไม่ควรหนา และรัดจนเกินไป - สวมหมวกกันแดด - ควรมีเสื้อชูชีพโดยเฉพาะคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น - เตรียมเชือกมนิลายาวประมาณ 30-50 เมตร เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน - กระเป๋ากันน้ำ หรือถุงพลาสติกสำหรับใส่กล้องถ่ายรูป - ถุงสำหรับใส่เศษขยะเพื่อนำมาทิ้งบนบก

....หลังจากชมวิวสองฝั่งลำน้ำมาตลอด 3 ช.ม. เราก็มาถึง"ท่าทราย"ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องขึ้นจากเรือแล้วเดินเท้าขึ้นไปอีกประมาณ 12 ก.ม. เราเริ่มต้นออกเดินทางจากท่าทรายประมาณเกือบๆบ่ายโมงตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง โดยแบงการเดินทางคร่าวๆได้ประมาณ 3 ช่วงใหญ่ๆ คือช่วงแรกเป็นเนินดอยไม่ชันมากนักแต่ก็ได้เหงื่อพอประมาณ สองข้างทางเป็นป่าดิบ และป่าพลัดไป มีความชื้นสูง ช่วงที่สองเป็นช่วงที่เป็นทางค่อนข้างราบสลับกับเนินเตี้ยๆ สองข้างทางอุดมไปด้วยไผ่ป่า นานาชนิด

ช่วงนี้เหมาะอย่างยิ่งกับการศึกษาระบบนิเวศของป่า เพราะเดินสบายไม่เหนื่อยมาก บางช่วงมีน้ำซับไหลผ่านถนนอาจต้องลุยโคนบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่อุปสรรค์ ไกด์ของเราเล่าให้ฟังว่าเมือสองปีก่อนทางเขตฯ อนุญาติให้นักท่องเที่ยวนั่งช้างขึ้นไปน้ำตกได้ตามเส้นทางนี้ทำให้ พื้นถนนเฉอะแฉะเต็มไปด้วยขี้โคนสูงบางช่วงสูงถึงเอว นับเป็นอุปสรรค์กับคนที่ต้องเดินเท้าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องรองเท้านี่ พี่ไกด์บอกเราว่าไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เพราะเวลาเยียบลงไปทั้งรองเท้าแล้วดึงขึ้นมาอย่าหวังว่าจะได้รองเท้าติดมาด้วยเพราะเหมือนกับว่าเราได้ทำการฝังมันไปเรียบร้อยแล้ว... แต่ช่วงสองปีมานี้ทางเขตฯไม่อนุญาติให้นำช้างเข้ามาเดินตามเส้นทางนี้ทำให้ ถนนมีสภาพดีขึ้นเป็นอย่างมากครับ... และช่วงสุดท้ายของการเดินเท้าเข้าไปยังที่ทำการเขตฯ ก็จะเป็นลักษณะลงเนิน ซึ่งก็ไม่ชันมากเช่นกัน แต่สภาพของถนนบางช่วงถูกน้ำเซาะเป็นทางยาว และในช่วงนี้เองที่เราสามารถได้ยินเสียงน้ำตกเป็นช่วงๆ
.... สามชั่วโมงเต็มกับการเดินทางที่ เดินบ้างพักบ้าง เก็บขยะบ้าง เราก็มาถึงที่ทำการเขตฯ ซึ่งที่นี่ก็มองเห็นเตนท์ที่พักของบรรดา นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงก่อนหน้าเรา บางคณะก็พักผ่อน บางคณะก็เตรียมการสำหรับอาหารเย็น บางกลุ่มที่ยังเหน็ดเหนื่อยไม่พอก็จะเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมน้ำตก "ทีลอซู"ได้เลยซึ่งจะอยู่เลยที่ทำการเข้าไปอีกประมาณ 3 ก.ม. .... สำหรับคณะของเราซึ่งมีสมาชิกมากถึง 3 คน(รวมพี่ไกด์ด้วย) ของเลือกที่จะพักผ่อนตามอัธยสัย ที่บริเวณธารน้ำใกล้ๆ ที่พักนั่นเองพอหายเหนื่อย พี่ไกด์ก็เริ่มประกอบอาหารเย็น ซึ่งมีเมนูเด็ดๆ ก็คือผักกูดไฟแดง(ที่ช่วยกันเก็บระหว่างทาง) ทานกับน้ำพริกอ่อง ระหว่างที่พี่ไกด์ประกอบอาหารเราก็เลยถือโอกาสให้กำลังใจด้วยบรั่นดีไทย
ที่อุตสาห์แบกขึ้นไปด้วย ส่วนพี่ไกด์เค้าก็มีทีเด็ดที่เตรียมมาก็คือ"ยาดองสมุนไพร"เป็นสมุนไพรป่ามากกว่าสิบห้าชนิดที่หาได้ในพื้นที่นำมาดองกับเหล้า ซึ่งนอกจากจะได้รสชาดที่สุดยอดแล้วยังมีคุณค่าของสมุนไพรป่าที่พี่เค้าอธิบายถึงสรรพคุณที่บรรยายได้ไม่หมด... .... ค่ำคืนนี้เราเริ่มต้นอาหารเย็นด้วย"ยาดองสมุนไพร"ของพี่ไกด์ ตามด้วยน้ำพริกอ่องแกลมกับผักสด และผักกูดไฟแดง ยังมีต้มยำไก่บ้าน และผัดเผ็ดหมูอีก พอ"ยาดองสมุนไพร"เริ่มออกฤทธิ์ อาหารที่ไม่ว่าจะเอร็ดอร่อยแค่ไหนก็กลายเป็นเรื่องรองไปในทันที วงสนทนาเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเมื่อการพูดคุยเริ่มออกรสออกชาด ประกอบกับพี่ไกด์ของเราเป็นไกด์อาวุโสที่บรรดา ไกด์รุ่นน้องที่มากับคณะอื่นให้ความนับถือ หัวข้อของการพูดคุยก็มีตั้งแต่การสอนภาษาเหนือ ภาษากระเหรี่ยง ไปจนถึงเรื่องของการเดินป่าและดำรงชีพในป่า ตามด้วยเรื่องสรรพเพเหระ มากมายและจบลงด้วยการเล่นเกมส์ เชื่อกซึ่งพี่ไกด์ก็ถือโอกาสสั่งสอนไกด์รุ่นน้องว่าการที่มีอาชีพเป็นไกด์ท้องถิ่นไม่ใช่แค่รู้เสนทางเพียงอย่างเดียว ต้องรู้จักการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรของชาติ พร้อมทั้งปลูกสำนึกเรื่องของขยะที่ต้องนำกลับไปด้วยห้ามทิ้งเอาไว้ให้กลายเป็นมลพิษ ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสัตว์ป่า และที่สำคัญของอาชีพไกด์ก็คือ ต้องรู้จัก entertain ลูกทัวร์เช่นการเชิญชวนให้เล่นเกมส์ สนุกๆและเรื่องเล่าต่างๆ... .... แล้วค่ำคืนนี้ก็จบลงด้วยการเมาหัวทิ่ม(อีกตามเคยครับ)....
.... เช้ามืดที่นี่อากาศหนาวเย็นยิ่งกว่าเมื่อวานแถมมีหมอกปกคลุมทั่วไปหมด... อากาศหนาวมีหมอกเยอะๆ แบบนี้แหละที่ผมชอบยิ่งนักล่ะ...แต่ไม่ได้ชอบชื่นชมหรอกนะครับ...ชอบที่จะซุกตัวอยู่ในถุงนอนน่ะครับ อุ่นสบายกว่ากันเยอะหึๆ... ตั้งแต่เช้าแล้วครับที่พี่ไกด์ของคณะเราต้องตื่นมาหุงข้าวทำอาหาร สำหรับเมนูเช้านี้ก็จะเน้นเป็นแบบข้าวต้มกุ๊ยร้อนๆ พอมีแรงเดินไปชมน้ำตกงัยครับ

.... หลังอาหารเช้าก็จัดแจงเก็บข้าวของเตรียมเดินไปน้ำตกที่ต้องผ่านจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งไม่อนุญาติให้นำสิ่งของทุกชนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นขยะได้เข้าไปบริเวณน้ำตก เช่น ขวดน้ำ หรือเครื่องดื่มต่างๆ ลูกอมและขนมขบเคี้ยวต่างๆ ถุงพลาสติก และแม้แต่กล่องที่ใส่ฟิมล์ต้องแกะเอาส่วนที่เป็นกระดาษทิ้งไป เมื่อเราเดินผ่านจุดตรวจมาได้ประมาณซัก 20 นาที พี่ไกด์ก็พาเลี้ยวขวาเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวซึ่งอยู่บนภูเขาอีกฟ้ากของน้ำตกที่สามารถมองเห็นภาพน้ำตกจากมุมสูงและกว้าง สวยงามมาก และพี่ไกด์ยังเล่าต่ออีกว่าถ้านักท่องเที่ยวมากันกลุ่มใหญ่ พี่เค้าจะไม่พามายังจุดนี้เพราะทางขึ้น ค่อนข้างสูงชันและลื่น ถ้ามากันเยอะจะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง....

.... หลังจากชมวิวและพักจนหายเหนื่อยแบบปลิดทิ้ง เราก็ปีนกลับลงทางเดิม แล้วตรงเข้าไปที่น้ำตก ซึ่งเสียงน้ำเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบกันน้ำตกเจ้าชีวิตที่ล่ำลือ....



....โปรดติดตามตอนต่อไปครับ...............
การเดินทางผ่าน"ถนนลอยฟ้า 1,219 โค้ง" ล่องแพ ชมน้ำตก"ทีลอซู" สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นที่ "บ้านโบราณ" (โดย ปริญญา ทองประภา)

พึ่งไปมาวะแม่งเหนื่อยชิบหายพอดีน้ำหนัก120กก.
ไปกับลูกค้าแดกเหล้าอย่างเดียว
เมื่อสมัยที่แม่นีโอเรียนหนังสือ ต้องออกไปเก็บตัวอย่างอยู่บ่อยๆ… อ.อุ้มผาง เป็นอีกที่ที่แม่นีโอประทับใจ น่าเสียดายที่ไปได้แค่ ทีลอจ่อ และ ดอยหัวหมด มีเหตุให้ต้องกลับมากรุงเทพฯก่อน เลยไปไม่ถึง ทีลอซู ค่ะ
น่าสนุกจัง ถ้าเป็นผู้ชายจะไปอย่างนี้บ้างเหมือนกัน มันเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากๆ ที่สถานที่ทั้งคนที่ได้ไปเจอ เกิดมาคุ้มแล้วละค่ะ ประมาณเดือนตุลาว่าจะไปเหมือนกัน แต่ไปแบบซื้อทัวร์ ตอนนี้หาข้อมูลอยู่ แต่พอมาอ่านก็น่าสนใจจัง ไปเองลุยดี วันหลังถ้าไปที่อื่นอีกช่วยให้เบอร์ติดต่อสถานที่นั้นๆด้วยนะค่ะ จะขอบคุณมาก
อ่านแล้ว ทริปแบบนี้น่าสนใจจังเลยอะลุง ๆๆๆ อยากไป ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่ไม่รู้ว่าทริปที่จะไปปลายตุลานี้จะเปงไง เพราะว่าแอดไปกะพี่เค้า แบบเป็นตัวแถม ๆๆ อิอิ (( ส่วนเกินนั่นเอง ))
เคยไปมาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นยังละอ่อนกว่านี้นักหนา อิอิ เรียนจบใหม่ ๆๆ ก็สนุกไปอีกแบบ
ไว้แบกเป้ไปเองแบบทริปนี้สักรอบท่าจะดี จัดเพื่อนไปสัก 3- 4 คน ดูท่าจะมันส์ ๆๆ
ขอบคุณสำหรับโปรแกรมดีดีจ้า ๆๆๆ
ปล.งานนี้ตามรอบลุงอีกที่ละ หลังจากทริปภูกระดึง อิอิ