มิใช่สองมือสวยด้วยแต้มสี

แต่เป็นสองมือที่...กร้านงานหว่านไถ

มิใช่สิบนิ้วเรียวเที่ยวอวดใคร

แต่เป็นสองมือยิ่งใหญ่...ในพิภพ

รอยปูดโปนทุกเส้นเอ็น...ที่เห็นอยู่

คือร่องรอยยอดหญิงสู้มิรู้จบ

กี่แสนล้านแห่งรวงข้าวกี่เท่าทบ

กี่รอยกลบแห่งต้นข้าวแม่เฝ้าทำ

คือสองมือ...สตรีแกร่งแห่งท้องทุ่ง

คือสองมือ...ที่หาหุงทุกเช้าค่ำ

คือสองมือ...ที่ไกวเปลเห่กล่อมนำ

คือสองมือ...ที่ตอกย้ำคุณความดี

คือมือที่...โอบอุ้มคุ้มภัยผอง

คือมือที่...ประคองธรรมนำวิถี

คือมือที่...กล้าแกร่งแห่งสตรี

คือสองมือของแม่นี้ที่บูชา

                                                บทประพันธ์ : รัชดาวัลย์ จันทวงศ์(อิงจันทร์)

                                                  ๑๒ สิงหาบูชาค่าน้ำนม(๒๕๕๓)

          เมื่อวันพ่อ ฉันได้เขียนบันทึกถึงพ่อ "บันทึกที่ยาวที่สุด : สองมือพ่อ" ดีใจที่พ่อได้อ่าน ลูก ๆ กลัวแม่จะน้อยใจว่าไม่ได้กล่าวถึงแม่ จึงบอกแม่ว่าวันนี้“เป็นวันของพ่อ” หากถึง “วันของแม่” เมื่อไหร่ก็คงไม่ต่างกัน

          จริง ๆ แล้ว วันนี้ฉันมีภารกิจติดพันที่หนักอึ้ง แต่ขอสละหน้างานสักหนึ่งวัน เพื่อบอกรักแม่ เพื่อบอกให้แม่รู้ว่า  ลูก ๆ ทุกคนรักแม่ไม่น้อยหรือยิ่งหย่อนกว่าการรักพ่อเลยสักนิด

  • ๑. กับข้าวของแม่ เมื่อจะเขียนถึงแม่ ก็ต้องทบทวนความทรงจำมาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก ๆ  วันใดที่ได้กินอาหารฝีมือการทำกับข้าวของแม่ ฉันจะรู้สึกอิ่มท้องมาก ๆ ทุกครั้ง แม่ทำกับข้าวอร่อย  ทำขนมก็อร่อย แต่แม่ไม่ค่อยได้ทำบ่อย ๆ เพราะแม่ชอบทำงานนอกบ้านมากกว่า ฉันเข้าใจดีว่าแม่ต้องช่วยพ่อหาเงินเพื่อเลี้ยงลูก ๆ เพื่อค่าใช้จ่ายในบ้าน การทำงานบ้านมันเป็นงานที่ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว แม่จึงชอบที่จะไปค้าขาย (เมื่อว่างเว้นจากฤดูการทำนา) แม่ชอบไปขายของตามตลาดนัด  แต่การไปตลาดนัดของแม่ ก็เป็นความสุขของฉันและน้อง ๆ เพราะเวลาแม่กลับจากตลาดนัดคราใด นั่นหมายความว่าพวกเราจะได้กินขนมอร่อย ๆ และได้มีกับข้าวอร่อย ๆ ในมื้อต่อไปอย่างแน่นอน

  • ๒. กอดนั้นสำคัญไฉน ฉันไม่ค่อยได้กอดแม่  และแม่เองก็ไม่ค่อยได้กอดฉันมากนัก จะว่าไปแล้วแม่ก็คงไม่ค่อยได้มีเวลาในการกอดลูก ๆ ทุกคนนั่นแหละ  เพราะแม่เหนื่อยจากงาน ฉันเคยเข้าใกล้แม่จะกอดแม่ แต่แม่ก็แสดงอาการรำคาญ ทำให้ฉันหันไปกอดพ่อแทน  ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจ เพราะฉันยังเด็ก แต่ตอนนี้ฉันเป็นแม่ของลูกสองคน ฉันเข้าใจดีว่าบางครั้งเราเหนื่อยจากงานแล้วมีใครมาคลอเคลียเราก็จะรำคาญ แต่เมื่อคิดถึงตอนที่ฉันอยากกอดแม่อยากนอนหนุนตักแม่ อยากอยู่ใกล้ ๆ แม่ และฉันทำเช่นนั้นไม่ได้ ทำให้ฉันปรับเปลี่ยนท่าทีต่อลูก ๆ ได้ แทนที่จะไล่ลูกออกไกล ๆ  ก็จะดึงลูกเข้ามากอดมาหอมแก้ว จูบหน้าผาก เพราะฉะนั้นจะไม่เป็นเรื่องแปลกเลยหากใคร ๆ จะเห็นภาพ สามแม่ลูกกอดกันเสมอ ๆ

  • ๓. เส้นกั้นบาง ๆ จากเหตุการณ์ในข้อ ๒ มันเหมือนกับเป็นเส้นกั้นบาง ๆ ที่กั้นการถ่ายทอดความรักความอบอุ่นระหว่างแม่กับลูก แต่มิได้หมายความว่าจะรักแม่น้อยกว่าพ่อ เมื่อสงกรานต์ ปี ๒๕๕๑ ฉันกลับไปบ้านไปหาแม่ เมื่อถึงบ้านประการแรกที่ทำคือกราบพ่อ กอดพ่อ หอมแก้มพ่อ และก็หันไปกราบแม่  แม่ก็พูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่า  “ลูกคนไหนมาก็กอดแต่พ่อ ไม่ค่อยมีใครกอดแม่เลย” ฉันรู้สึกสะดุดในใจ ถึงแม้แม่จะพูดแบบกลั้วเสียงหัวเราะ แต่ฉันก็รับรู้ได้ว่าแม่อยากให้ลูก ๆ ได้กอดแม่ จะอธิบายให้แม่ฟังก็กลัวแม่เสียใจ ฉันก็เลยกอดแม่ แต่กอดแบบหลวม ๆ ยังไงชอบกล  มันก็ยังเหมือนมีเส้นบาง ๆ ขวางกั้นอยู่ดี

  • ๔. เส้นกั้นบาง ๆ จางหายแล้ว  สงกรานต์ปี ๒๕๕๒ ฉันได้มีโอกาสกลับบ้านอีกครั้ง คำพูดของแม่ที่ว่า “ลูกคนไหนมาก็กอดแต่พ่อ ไม่ค่อยมีใครกอดแม่เลย” มันก้องอยู่ในสองหู ฉันจึงผละจากพ่อไปกอดแม่ คราวนี้กอดอย่างแนบสนิท ไม่มีเส้นกั้นบาง ๆ อีกแล้ว และฉันก็บอกลูกชายสองคนให้กราบตักแม่เฒ่า (คุณยายที่เป็นแม่ของแม่) และให้กอดแม่เฒ่าด้วย แต่เด็ก ๆ ดูจะยังเขิน ๆ อยู่ ฉันจึงต้องกระซิบลูก ๆ ว่า กอดแม่เฒ่านะลูกนะ  ก่อนที่จะไม่มีแม่เฒ่าให้กอด

  • ๕ เลี้ยงลูกแล้วยังต้องเลี้ยงหลาน  ปี ๒๕๓๙ ฉันคลอดลูกชายคนแรก ก็พบกับวิกฤติชีวิตคู่ ทำให้ต้องเอาลูกชายไปให้พี่สาว(ลูกของป้า) เป็นคนเลี้ยงให้ แม่ไปเจอหลาน เห็นหน้าหลาน แม่ก็เอาหลานไปเลี้ยงเอง สองคนตายายจึงได้ช่วยกันเลี้ยงหลานอยู่สองปีกว่า ๆ เมื่อฉันแก้ปัญหาของตัวเองได้แล้วจึงกลับไปรับลูกมาอยู่ด้วย ลูกชายคนโตของฉันจึงมีนิสัยเหมือน ๆ พ่อเฒ่าของเขา คือสารพัดช่างจริง ๆ

  • ๖. ร่มไทรให้ญาติพี่น้อง แม่เลี้ยงลูกเก้าคน ดูเหมือนจะเป็นภาระหนักมากสำหรับแม่ มันน่าจะหนักจนไม่มีเรี่ยวแรงพละกำลังพอที่จะช่วยเหลือเจือจุนญาติพี่น้อง แต่เปล่าเลย แม่ยังคงรับหลาน ๆ ลูกของน้องสาวบ้าง ลูกของน้องชายบ้าง มาอุปการะ ดูแล ฉันมีความรู้สึกว่าบ้านฉันเป็นครอบครัวใหญ่ซะเหลือเกิน โห....วัน ๆ ทำกับข้าวกับปลาเลี้ยงกันครึกโครม แต่ก็เต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น นอกจากนี้ญาติพี่น้องคนใดมีปัญหาเล็กใหญ่ ก็ต้องแวะมาพึ่งพิงแม่เสมอ ๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

  • ๗. สุดยอดคู่สร้างคู่สม  แม่พูดให้ฉันฟังเสมอ ๆ ว่า แม่โชคดีมากที่ได้แต่งงานกับพ่อ มีพ่อเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก ฉันไม่เคยเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน  ขัดแย้งกันบ้างในบางครั้ง แต่ส่วนมากพ่อก็มักจะทำให้สถานการณ์ร้ายกลายเป็นดีได้ทุกครั้ง  ทุกวันนี้พ่อกับแม่เป็นคู่ตายายที่ยังรักกันเหมือนเดิม กระเซ้าเย้าแหย่กันบ้าง  เช้า ๆ ตักบาตรด้วยกัน บางวันแม่ก็บอกพ่อว่า “มา...เรามาตักบาตรกัน ชาติหน้าได้เจอกันอีก” พ่อก็ยิ้ม แม่ก็หัวเราะ  ลูก ๆ ทุกคนมีความสุขมากกับภาพความรักของพ่อกับแม่ จริง ๆ แล้วต้องยกให้เป็น “ครอบครัวตัวอย่าง”  หรือไม่ก็สุดยอดคู่รักของโลก คู่รักวัย 90 ปี กับ วัย 78 ปี  สุดยอดคุณพ่อคุณแม่จริง ๆ

  •  ๘. ใคร ๆ ก็บอกว่าแม่คือผู้มีบุญ ฉันมีความเชื่อเรื่องผลบุญ  ฉันเชื่อว่าแม่คงทำบุญมาดี มีบุญเก่า และแม่ก็สะสมบุญใหม่อยู่เสมอ ๆ ลูก ๆ ขอบงแม่ทั้ง ๙ คน ไม่มีใครทำตนเป็นปัญหาต่อครอบครัวหรือปัญหาสังคม  ทุกคนเป็นคนดี  มีฐานะพออยู่พอกินกันทุกคน ยามแม่เจ็บป่วยลุก ๆ ก็แวะเวียนกันดูแลแม่ แม่มีครอบครัวของลูกสาวคนโตคอยดูแลอย่างดี  มีลูกสาวคนรองคอยอุดหนุนจุนเจือเรื่องเงินทองมิได้ขาดมือ ส่วนฉันเป็นลูกสาวที่อยู่ไกลบ้าน ก็ภูมิใจที่ทำให้แม่ได้ใช้สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาลด้วยระบบจ่ายตรงเพราะเป็นลูกสาวคนเดียวที่รับราชการ  จะด้วยบุญของแม่หรือโชคดีของน้องสาวคนสุดท้อง ที่จะได้มีโอกาสดูแลแม่ ทำให้น้องสาวคนสุดท้องซึ่งแต่ก่อนทำงานอยู่ต่างจังหวัด  สอบชิงทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโทสาขาแพทย์แผนไทยได้ จึงได้ย้ายครอบครัวกลับไปอยู่กับพ่อแม่ ได้ดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ใช้ความรู้ความสามารถด้านการแพทย์ทำให้อาการเจ็บป่วยของพ่อกับแม่ดีขึ้นมาก ฉันกลับไปบ้านทีไร เห็นพ่อกับแม่มีความสุข มีลูกหลานคอยดูแลใกล้ชิด  ทำให้ฉันเองก็หมดห่วง ทำงานอย่างสบายใจขึ้นมาก

  • ๙. ความลับของแม่  ความลับของแม่ไม่เป็นความลับซะแล้ว ก็เพราะว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฉันได้มีโอกาสกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อกับแม่ วันสุดท้ายก่อนกลับหนึ่งวัน  ฉันเข้าไปทำความสะอาดห้องนอนของแม่ แม่ก็เข้าไปบอกฉันว่าให้ฉันทำความสะอาดหิ้งพระให้มาก ๆ แม่แวะเวียนเข้าออกห้องนอนอยู่หลายรอบ พร้อมกับบอกฉันว่า

                 “แม่อยากจะรื้อเตียงนอน จัดใหม่ให้หันหัวนอนไปทางทิศใต้” ปกติแม่นอนหันหัวไปทางทิศตะวันออก และก็มีหิ้งพระอยู่เหนือหัวนอนของแม่

                  “ทำไมหล่ะแม่”  ฉันถามแม่ด้วยความสงสัย แม่ก็บอกว่าน้องเขยของฉันบอกว่าให้ทำเช่นนั้น

ฉันดูลักษณะห้องนอน ลักษณะเตียงนอนของแม่แล้ว คิดว่าไม่เหมาะสมและก็คงทำไม่ได้ เพราะหัวเตียงเป็นไม้จันทน์ลวดลายสวยงามและมีน้ำหนักมาก ซึ่งฉันเองที่เป็นคนซื้อไม้มาให้ช่างทำให้ จึงไม่ได้ทำตามความต้องการของแม่ แต่ก็รื้อที่นอนของแม่ออกจากเตียงนอนไปทำความสะอาด สักครู่แม่ก็เดินเข้ามาในห้อง บอกให้ฉันยกแผ่นไม้ที่ปูเตียงออก 

          “ลูกช่วยเอามือล้วงเข้าไปหยิบกระเป๋าให้แม่หน่อยซิ”  แม่บอก  ฉันก็ทำตาม ควานหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนต้องรื้อกระดานด้านในออกจึงเจอกระเป๋าของแม่  โห...หนักนักเอามั้ย อิ...อิ..อิ...ฉันส่งกระเป๋าให้แม่ พร้อมกับถามแม่ว่า

            “ แม่เอาเข้าไปไว้ได้อย่างไร” 

            “ แม่ก็เอาไว้ตั้งแต่ยังดี ๆ อยู่”  หมายถึงแม่เก็บกระเป๋าใบนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนแม่จะล้มเจ็บ ซึ่งก็ประมาณสองปีแล้วหละ

            “เงินทอง เก็บไว้เองดีกว่า ไม่ต้องยุ่งยากฝากธนาคาร” แม่พูดต่อ  ฉันก็ยิ้มขำ ๆ และก็ไม่ได้ใส่ใจจะถามแม่ว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่ แต่ก็ตระหวัดคิดไปถึงเมื่อหลายปีก่อน ที่แม่เอาธนบัตรใบละ ๑๐๐ บ้าง ๕๐๐ บ้าง เก็บไว้ที่เสาบ้าน คือบ้านเป็นบ้านไม้ เมื่อสร้างบ้านผ่านมาหลาย ๆ ปี ก็จะมีช่องห่างที่เสาบ้าน  แม่เอาธนบัตรไปสอดไว้ ผลปรากฏว่า ปลวกกินเกือบหมด  ยังโชคดีที่มีลูกเขยทำงานธนาคารสามารถไปแลกกลับคืนมาได้ส่วนหนึ่ง

          เย็นวันนั้นเมื่อเจอหน้าน้องเขยฉันก็ถามว่า คิดอย่างไรจึงจะให้แม่ย้ายเตียงนอน  น้องเขยก็หัวเราะร่วน บอกว่าไม่ใช่ผมหรอกที่คิด  แต่เป็นพี่ๆ ผู้ชาย เค้าแซวเล่นกันว่า อยากรู้ว่าแม่ซ่อนอะไรไว้ใต้เตียงบ้าง (ฮา........)

  •  ๑๐. วันที่กลัวสุดขีด  ฉันไม่ทราบว่าแม่ยังจะจำวันนั้นได้หรือเปล่า  แต่สำหรับฉัน เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนฉันก็จำได้ขึ้นใจ  เรื่องมีอยู่ว่า

                 ช่วงนั้นฉันเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย แม่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ฉันเองไม่ค่อยประสีประสาอะไรมากนัก  แต่ภาพที่แม่นอนจมกองเลือด เป็นภาพที่ฉันกลัวสุดขีด สมัยนั้นที่บ้านฉันยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ถนนหนทางก็มีแต่สายหลัก ๆ เท่านั้น วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน ดูเหมือนว่าจะมีงานมงคลหรืออมงคลอะไรสักอย่างฉันก็จำไม่ได้  แม่บอกฉันด้วยเสียงตระหนกตกใจไม่แพ้กันกับฉันว่า

                  “ไปตามแม่เฒ่ามาเร็ว” แม่เฒ่าก็หมายถึงคุณยายของฉัน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านฉันประมาณสัก ๒ กิโลเมตร มันเป็น ๒ กิโลเมตรที่มหาโหดจริง ๆ สำหรับฉันในค่ำคืนวิกฤติเช่นนั้น ฉันเดินบ้างวิ่งบ้างฝ่าความมืดไปตามทางเดินแคบ ๆ ประมาณสัก ๑ วา ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ(ทางใต้เรียกว่า “ทางลง” ออกจากบ้านสู่ถนนใหญ่ ซึ่งตอนนั้นไม่มีแสงไฟใด ๆ และเป็นคืนเดือนมืด ไม่มีแม้แต่ไฟฉายส่องทาง นาน ๆ ครั้งจะมีแสงไฟจากรถยนต์ที่แล่นผ่านมา มองเห็นบ้านคนลาง ๆ ที่พอจะเป็นจุดสังเกตว่าใกล้ถึงบ้านคุณยายหรือยัง ที่โหดและกลัวจนตัวสั่นก็ตอนลัดเลาะจากถนนใหญ่ไปตามทางแคบ ๆ เพื่อไปบ้านยาย ซึ่งปกติแล้วแม้แต่ตอนกลางวันยังไม่อยากเดินเข้ามาเลย และเวลาเดินเข้ามาทุกครั้งจะต้องเจองูทุกครั้งไป แต่กลัวผี  กลัวงู  กลัวความมืด กลัวอะไรๆ ทั้งหมดก็สู้กลัวแม่ตายไม่ได้ ในที่สุดฉันก็ไปถึงบ้านคุณยาย  ซึ่งในละแวกนี้เป็นญาติพี่น้องของแม่ทั้งสิ้น หลายคนจึงพร้อมใจกันไปช่วยแม่ โดยใช้เส้นทางลัดที่สุด น้าชายของฉัน เขาพอจะมีความรู้เรื่องของการตกเลือดจากการแท้งลูก ทุกคนช่วยกันเต็มกำลังจนในที่สุดแม่ก็รอดพ้นผ่านวิกฤติชีวิตอันตรายมาได้

          ถ้าจะพูดถึงแม่ พูดถึงชีวิตนักสู้ของแม่ ฉันคิดว่าพูดได้ไม่รู้จบ  ฉันเองเลี้ยงลูกแค่สองคน บางครั้งยังมีความท้อ เหนื่อย  แต่แม่เลี้ยงลูกถึง ๙คน ไม่รวมหลาน ๆ ลูกของญาติสนิทมิตรสหาย

           วันแม่ปีนี้แม่คงมีความสุขเหมือนกับทุก ๆ ปี เพราะมีพี่สาวคนโต  และน้องสาวคนสุดท้องดูแลแม่ ฉันเพิ่งเลิกพูดโทรศัพท์กับแม่เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ทราบว่า แม่ได้ทานอาหารมื้อพิเศษ ฝีมือสุดยอดของพี่สาวคนโต พะโล้รสเข้ม  ผัดสะตอกุ้งสด  หมูหมักน้ำมันหอย  ทุเรียนหมอนทองของโปรดของพ่อ  ลูก ๆ ที่อยู่ไกลบ้านก็โทรศัพท์หาแม่กันตั้งแต่เช้ารวมทั้งฉันด้วย ถามแม่ว่าอยากได้อะไรบ้าง  แม่ก็ตอบเหมือนทุกปีคือ  แม่ไม่อยากได้อะไรจากลูก ๆ แต่เราทุกคนก็มีของขวัญให้คุณแม่กันทุกคนค่ะ

             และของขวัญชิ้นพิเศษที่ฉันจัดทำขึ้นเพื่อแม่นอกเหนือจากข้าวของเงินทอง ก็คือบันทึกนี้  บันทึกที่ยาวที่สุด : สองมือพ่อ สู่บันทึกที่ยาวที่สุด “สองมือแม่”  

              จำได้ว่ายังไม่เคยบอกรักแม่อย่างจริง ๆ จัง ๆ สักครั้ง วันนี้ถือโอกาสเป็นตัวแทนลูก ๆ ทุกคน บอกรักแม่ผ่านทางพื้นที่นี้นะคะ

   "รักแม่ที่สุดในโลก"

"รักคุณยายที่สุดในโลกครับ"(ภาคและภูมิ)