นักวิชาการที่มีความรู้ มีหลักการ มีผลงานวิชาการ และทฤษฎีการทำงาน หาก “ไม่นำมาปฏิบัติ” ให้รู้แจ้ง เห็นจริงต่อตนเองและผู้อื่น นักวิชาการเหล่านั้น ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่คนทำและเชื่ออยู่นั้น เป็นจริง และสามารถทำประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคมได้จริง

 

เมื่อสมัยเป็นเด็ก ผมเป็นลูกชาวนาจนๆ มีนาที่ทำกินแค่ ๔ ไร่ พี่น้อง ๖ คน ทำให้ไม่มีโอกาสเป็นชาวนา เพราะไม่รู้จะแบ่งนากันอย่างไร

ผมจึงต้องไปอยู่วัดแทบตลอดช่วงชั้นก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อทำให้มีข้าวกิน จึงได้มีโอกาสเข้าเรียนหนังสือ จนจบและได้ทำงาน เป็นที่โล่งใจของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง

 

ผมจึงเริ่มมีเงินเดือนเป็นรายได้ของตนเอง และดำเนินชีวิต ด้วยรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของตนเองเสียที แทนการหวังหรือรอพึ่งคนอื่น เหมือนที่ผ่านมา

 

ในขั้นนั้น ได้ทำให้ผมเกิดความภาคภูมิใจ ว่ามีงานทำ มีเงินเดือนเป็นรายได้เป็นหลักยึดของตัวผมเอง และกล้าคิดที่จะมี "ครอบครัว" ของตนเองได้

 

แม้จะถือว่าได้เป็น มนุษย์เงินเดือน หรือ มนุษย์กระถาง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ผมภาคภูมิใจในช่วงที่ผ่านมา

 

ผมก็ได้พัฒนาฐานะของครอบครัวแบบ "มนุษย์เงินเดือน" จนพออยู่พอกินแล้ว มาระยะหนึ่ง จึงลองคิดเล่นๆ ว่า

 

ถ้า..... สักวัน

ถ้า......บังเอิญเราไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน ผมจะทำได้ไหมหรือจะอยู่ได้อย่างไร

 

จึงได้ลองหันมามองอาชีพของชาวนา ที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ

20061119949

(นาข้าวอินทรีย์ ไม่ดำ ไม่ไถ)

 

และ ผมยังคิดต่อไปอีกว่า ผมก็ร่ำเรียนมาด้านนี้ จนได้รับปริญญาเอก ผมกล้าไหม ที่จะมาทดสอบการใช้ความรู้ของตนเองในการทำงานจริง แทนการทำงานแบบ

แค่เล่าเรื่องหรือนิทานให้คนอื่นฟัง ก็ได้เงิน!!!!!

และ

ผมระลึกเสมอว่า นักวิชาการที่มีความรู้ มีหลักการ มีผลงานวิชาการ และทฤษฎีการทำงาน หาก ไม่นำมาปฏิบัติ ให้รู้แจ้ง เห็นจริงต่อตนเองและผู้อื่น นักวิชาการเหล่านั้น ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่คนทำและเชื่ออยู่นั้น เป็นจริง และสามารถทำประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคมได้จริง

 

นี่คือ สิ่งที่ผมอยากจะลองนำสิ่งที่เรียนมา มาปฏิบัติให้เห็นดำเห็นแดง

 

และการที่ผมได้สัมผัสกับธรรมชาติของดิน น้ำ อากาศ และสังคมในทุ่งนา โดยการลงมือทำนา การมาเป็น ชาวนา โดยตนเอง ด้วยตนเอง แต่เพื่อทุกคน

 

ผมได้ลงมือปฏิบัติ อาทิ

การปลูกข้าว ถั่ว พืชผัก ผลไม้ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก พืชระยะสั้น ระยะยาว  

ต้นยางนา ต้นกล้วย ไผ่ ฯลฯ

การเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลาสารพัดชนิด กบ ไก่ วัว ควาย

173

(หน่อไม้ บนคันนา)

 

สิ่งเหล่านี้ที่ผมลงมือทำด้วยความภาคภูมิใจมาก

 

แต่เมื่อผมลองทำแบบอยากรู้ในทุกเรือง ไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจหวังผลอะไรมาก กลับพบว่าเป็นไปได้จริงๆ

119

(ภรรยาชาวนา ต้องมาทำขี้ปลาทุกวัน ยังงี้แหล่ะครับ)

 

ปัจจุบัน ถ้าไม่ติดงานเดินทางไปไหน ตอนเช้าตรู่ ผมจะออกไปนา ไปสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติ ไปเก็บพืชผัก เก็บปลา ตามที่มี กลับมาถึงบ้าน ทำกับข้าวจากผลผลิตที่ตนเองปลูกเอง ทำเอง มากินเอง คนในครอบครัวได้กินอาหารที่ตนเองปลูกเอง ทำเอง

ข้าวปลา อาหารที่หามาได้เอง รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ ไม่ต้องไปพึ่งพาใคร ภาคภูมิใจแบบสุดๆ

ทำให้นึกถึงบุญคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาจนโต

ท่านคงทำเช่นนี้ นั่งดูพวกเรากินข้าวปลาอย่างสุขใจ

และภาคภูมิใจ อย่างที่ผมเป็น นี้แหละหนอ!!!!!!

009

(ปลาน้อย ทีเตรียมทำเป็นปลาร้า)

 

นี่แหล่ะ คือ สิ่งที่เป็นความภูมิใจที่เรียกว่า ชาวนา เพื่อการพึ่งตนเองอย่างแท้จริง

 

ความรู้สึกส่วนตัวของผม ที่อยากย้ำว่า

คนที่ไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง ไม่รู้สึกจริง ๆ ว่า การเป็นชาวนา นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่ลองไม่รู้ จริง ๆ

 

ผมเคยฟังเพลงสุนทราภรณ์ เป็นเพลงคู่ แต่ผมจำไม่ได้ว่าชื่อเพลงอะไร แต่มีเนื้อหาโดยรวมว่า “สุขประสาชาวนา”

 

ที่เป็นการพูดกันในครอบครัว ว่าตอนเช้าสามีไปนา ภรรยาเตรียมรอทำกับข้าวอยู่บ้าน แล้วก็ได้ผัก ได้ปลา กลับมาทำกับข้าวรับประทาน

 

ผมคิดว่าเป็นชีวิตที่น่าสนใจ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ในปัจจุบัน

 

หลังจากผมฟังแล้วทุกครั้ง จึงรู้สึกเฉย ๆ และกลับคิดไปเองว่า นั่นคือแค่ความฝันในสมัยก่อนหลายสิบปีมาแล้ว

แต่หากเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยนี้ คงไม่มีทางเป็นเช่นแบบนั้นไปได้ เพราะยุคสมัย หรือเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

 

 

แต่.......เมื่อผมมาลงมือทำเอง ปฏิบัติเอง ผมกลับมารู้และเชื่ออย่างมั่นใจว่า

เป็นไปได้จริงๆ

และโดยไม่ต้องมีเครื่องจักรกล หรือแรงงานจ้างใดๆ

 

เพราะการทำนา ไม่ต้องไถ ไม่ต้องดำ  ทำอย่างเป็นธรรมชาติ เลียนแบบธรรมชาติ เรียนรู้จากธรรมชาติ แบบพออยู่พอกิน เหลือแจกหาเพื่อนในทุกวงการ

 

ทำนาโดยพึ่งพาธรรมชาติ รักษา ดูแล ปรับปรุง ให้ธรรมชาติฟื้นตัวขึ้นมาเอง

 

และรู้สึกว่า สิ่งที่ได้จากการลงมือปฏิบัติ ตอบสนองให้เราได้มากมาย เกินกว่าคาด ไม่ว่าจะเป็น

  • การพัฒนาตนเอง
  • การพัฒนาทรัพยากร ธรมมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ทำให้ธรรมชาติทุกสรรพสิ่งฟื้นตัวและมีความอุดมสมบูรณ์

 

มีตัวบ่งชี้/ตัวชี้วัด คือ

 

มีธรรมชาติ เช่น นก สัตว์ต่างๆ จิ้งหรีด ผึ้ง  เข้ามาพักอาศัย

 

โดยเฉพาะผึ้ง มีทั้งที่สวนหลังบ้าน ที่มีขนาดรังใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเมตรกว่า 

Bee

(ผึ้งหลวง ที่สวนหลังบ้าน)

ใต้พื้นศาลาข้างบ้านก็มีผึ้งโพรงมาทำรังประจำ

ส่วนที่นา ยังมี ผึ้งมิ้มเข้ามาอาศัยในปีนี้อีกเช่นกัน ทั้งสามรังที่กอไผ่บนคันนา

175

(ผึ้งมิ้ม ที่กอไผ่ บนคันนา) 

ถ้ามองเชิงระบบนิเวศน์ อาจเป็นเรื่องของการปลอดสารพิษ ที่ผมไม่เคยนำมาใช้ในที่นาของผม มีอาหาร มีสภาพธรรมชาติ จึงมาอาศัยอยู่  ไม่มีใครรบกวนเขา

 

แต่หากมอง ในมุมที่แตกต่าง เช่น ชาวบ้านอาจมองในเชิงของ โชค ลาง จิตวิญญาณ บุญ วาสนา ซึ่งแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

 

สิ่งเหล่านี้ หากมองถึงความเอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ ที่เรามีจิตศรัทธาต่อผู้อื่น มีจิตต่อธรรมชาติ ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ก็จะทำให้รู้ซึ้งถึงจิตสำนึก จิตวิญญาณ ได้

 

โดยไม่ต้องไปป่าวประกาศให้ใครรู้ ว่าเราทำอะไร อย่างไร

 

 

ผมได้ทำการลงมือ ปรับปรุง และเติมส่วนที่ขาดของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหารของดิน ธาตุอาหารของพืช ซึ่งถูกทำลายมาก่อนที่ผมจะมาทำนา

 

ที่นี่  ซึ่งขณะนี้ ผมได้ทำนาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ผลที่เกิดขึ้นอีกประการที่ทำให้ผมภาคภูมิใจ คือ

 

สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติดีขึ้น ทุกด้าน

139

(สภาพนา เมื่อ 14 พ.ค.51 : หลังหว่านข้าว และ ถั่วเขียว ในวันพืชมงคล ที่่ผ่านมา)

เราดูแล ดิน น้ำ ป่า ให้มีชีวิต เพราะธรรมชาติก็ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ขณะนี้สภาพดิน น้ำ ป่า ในที่นาที่ผมปรับปรุงมาโดยตลอด มีสภาพอุดมสมบูรณ์ ดินมีชีวิต

 

ฉะนั้น ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ชีวิตเราก็พลอยมีความสุข ปลื้มใจไปด้วย เพราะเหตุที่ ผมเชื่อว่า

 

เราไม่ทำร้ายระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม น่าจะทำให้เราภูมิใจ ชีวิตเราก็ดีขึ้น

ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือตนเอง เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง

018

(พี่ชายเดินทางมาจากสงขลา มาเยี่ยมและช่วยทำปลา)

022

งานสังสรรค์ รวมญาติ ปลาปาร์ตี้ บนศาลาที่บ้าน เมื่อ 4 พ.ค.51

(ที่เห็นในจานข้าวแดงๆ นั่นคือข้าวหอมมะลิแดงที่ปลูกเอง ครับ)

 

ในกลุ่มญาติพี่น้อง ก็ชื่นชม ยินดี ได้พบปะ จัดงานสังสรรค์ กันในทุ่งนาที่บ้าน  มีผัก มีปลาให้ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต มาทำกินกันเอง ตามธรรมชาติ ที่หามาได้จากธรรมชาติให้เรามา ไม่ว่าจะเป็น ข้าวที่เราปลูก มีพืช ผัก กบ ปู ปลา ทุกชนิด มีทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นความยั่งยืน ของการเป็น “ชาวนา”อย่างแท้จริง

 

ผมเลยมองย้อนกลับไปหาระบบการทำนา

ขณะที่ ชาวนาส่วนใหญ่ ที่มีนาเป็นของตัวเอง ที่มีมากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ฐานะของแต่ละคน ซึ่งสามารถทำนา เพื่อเลี้ยงชีพ และพึ่งพาตนเองได้อยู่แล้ว

 

กลับมีมุมมองในทางกลับกัน

โดยไม่ชอบที่จะเป็น ชาวนา

 

ผมจึงคิดว่า อยากสะกิด ให้ ชาวนา ได้ทบทวน สิ่งที่ต้องการในชีวิตของเรา มันคืออะไรกันแน่

 

อย่ามัวแต่วิ่งไปหาเงิน

ลืมไปว่า ชีวิตของเราไม่ได้ใช้เงินมากมาย

เรามาจัดการทรัพยากรของเราเอง น่าจะดีกว่าวิ่งไปหาเงิน

ในที่สุด การวิ่งไปหาเงิน เพื่อมาใช้จ่ายในชีวิตของเรา  กลับกลายมาทำลายชีวิตและผลาญทรัพย์สิน รวมถึง สิ่งแวดล้อมของเราทั้งสิ้น

 

เราควรกลับมาทบทวน.......

ผมว่า ความภาคภูมิใจของการเป็น ชาวนา นี่แหล่ะ เป็นตัวตนของเราอย่างแท้จริง ที่ทำให้เรามีวิถีชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้ และอยู่กับธรรมชาติที่สรรสร้างมาเพื่อให้เราได้พึ่งพากันและกัน ตลอดไป

คนไม่ภูมิใจในตัวเอง หรือสิ่งที่ตนทำ ย่อมพัฒนาไม่ได้

 

นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ และภูมิใจมากที่ได้ทำหน้าที่ตนเองต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อม

 

และ “ภูมิใจ” ที่ได้มีโอกาสเป็น “ชาวนา”

 

ไม่เสียชาติเกิด จริงๆ ครับ