วิธีการขุดบ่อ ที่สำคัญก็คือ การขุดไว้ในที่ลุ่ม ที่มีชั้นดินสามารถรองรับการเก็บกักน้ำ มีอัตราการซึมน้อย ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญ คือ การมีชั้นดินเหนียว หรือชั้นดานที่ขัดขวางการไหลซึมของน้ำเป็นสำคัญ

 

         ในสภาพแวดล้อมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีความแปรปรวนและการกระจายตัวของฝนค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรทั่วไปประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในบางช่วงที่พืชเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงต้นและปลายฤดูฝน หรือในขณะที่พืชกำลังให้ผลผลิต วิธีการแก้ไข ปัญหาแหล่งน้ำ มีหลายวิธีด้วยกัน แต่การขุดบ่อน้ำก็เป็นการเก็บกักน้ำฝน และอาจเป็นช่องทางการใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำตื้น หรือน้ำซับ ที่จะช่วยเสริมให้การขุดบ่อมีประโยชน์มากขึ้น ทำให้บ่อไม่รั่วซึมและมีน้ำใช้ตลอดปี

 

ก.   เทคนิคการดำเนินการ

             การจัดการระบบเกษตรอินทรีย์มีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำที่ไม่มีสารพิษปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไหลมาจากที่อื่น จึงใช้ได้เฉพาะน้ำฝนที่ตกในพื้นที่เป็นหลัก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแหล่งเก็บกักน้ำไว้ในแปลงนา ในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นช่วงตกกล้า ช่วงปักดำ หรือชดเชยให้กับต้นข้าวในระยะฝนทิ้งช่วง ในระยะที่ข้าวกำลังให้ผลผลิตที่จะขาดน้ำไม่ได้

             วิธีการขุดบ่อ ที่สำคัญก็คือ การขุดไว้ในที่ลุ่ม ที่มีชั้นดินสามารถรองรับการเก็บกักน้ำ มีอัตราการซึมน้อย ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญ คือ การมีชั้นดินเหนียว หรือชั้นดานที่ขัดขวางการไหลซึมของน้ำเป็นสำคัญ

             การขุดที่ดีควรพิจารณาจาก การเกาะตัวของดินว่า มั่นคงมากน้อยเพียงใด ในกรณีที่ดินมีการเกาะตัวกันอย่างหลวมๆ  จำเป็นต้องมีชานบ่อและขุดแบบลาดชันน้อย ในลักษณะแบบเดียวกับ “หนองน้ำ” แทนการขุดในลักษณะของ “สระน้ำ” แต่ในกรณีของดินที่มีการเกาะตัวกันดี อาจจะขุดแบบมีความลาดชันสูงได้อย่างไม่มีปัญหามากนัก

             วิธีการขุดแบบหนองน้ำ อาจใช้แทรกเตอร์ดันดินขึ้นเป็นคันรอบบ่อ แต่ถ้าการขุดโดยใช้รถแบคโฮ ก็จะสามารถขุดได้ลึกและทำฝั่งลาดชันได้ตามความต้องการ และยังสามารถกำหนดขนาดบ่อได้ง่ายกว่าการขุดด้วยรถแทรกเตอร์

 

 

ข.   ทรัพยากรพื้นฐานที่เหมาะสม

             พื้นที่ที่เหมาะแก่การขุดบ่อ ควรพิจารณาอย่างน้อย 2 ลักษณะด้วยกัน คือ ปริมาณพื้นที่รับน้ำเหนือบ่อ หรือรอบบ่อ และความสามารถในการเก็บน้ำของบ่อ ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ปัจจัยด้วยกันคือ ลักษณะของดินที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ และสภาพน้ำใต้ดินที่สูงพอ จะดันน้ำไม่ให้ไหลซึมลงไปในดินชั้นล่างเร็วจนเกินไป ก็จะทำให้สามารถเก็บกักน้ำได้ดี นอกจากนี้ ถ้าเลือกขุดในพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง ก็ยังสามารถเป็นแหล่งน้ำที่ดีกว่าการขุดเพื่อเก็บกักน้ำฝน เพราะน้ำออกบ่อหรือน้ำใต้ดิน จะมีปริมาณและความต่อเนื่องตลอดทั้งปีมากกว่าน้ำฝน ซึ่งจะมีเฉพาะฤดูฝนเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในกรณีที่เป็นบ่อขนาดใหญ่และมีพื้นที่รับน้ำกว้าง จึงจะมีน้ำเพียงพอต่อการทำนา

ค.   ระยะเวลาที่เหมาะสม

             ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การขุดบ่อ ก็คล้ายคลึงกับการทำคันนา แต่ควรเป็นช่วงที่ไม่มีน้ำแช่ขัง ที่จะรบกวนการทำงานของเครื่องจักรกล และสามารถทำให้ดินที่ปั้นเป็นฝั่งบ่อมีการเกาะตัวกันได้ดี  ดูแลง่ายในระยะต่อๆ ไป

ง.    ทุน และค่าใช้จ่าย

             ค่าขุดบ่อ ส่วนใหญ่จะคิดกันเป็นลูกบาศก์เมตรของดิน ตามปริมาตรของบ่อ ในระยะที่ราคาน้ำมันแพง ราคาขุดอาจสูงถึง 35 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นขีดจำกัดในการลงทุนในการลงทุนเพื่อการขุดบ่อของเกษตรกรโดยทั่วไป  ดังนั้น การขุดบ่อส่วนใหญ่จึงมักอาศัยงบประมาณจากองค์กรพัฒนา หรือหน่วยงานของรัฐ

จ.   ผลประโยชน์ที่ได้รับ

             หลังจากการขุดบ่อ จะทำให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำใช้ได้นานกว่าเดิม และในหลายกรณี อาจจะใช้ในการเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักตามฝั่งบ่อ หรือใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย บริเวณรอบๆ บ่อจะมีการพัฒนาที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ อันเนื่องมาจากมีน้ำเพียงพอที่จะใช้ในกิจกรรมการเกษตรได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการสร้างที่พักอาศัยบริเวณใกล้บ่อน้ำที่ขุดขึ้นใหม่ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการพัฒนาได้รวดเร็วกว่าเดิม

จ.   ขีดจำกัดและข้อควรระวัง

             การขุดบ่อ ถึงจะมีข้อดีต่อการเก็บกักน้ำ แต่ก็เป็นการใช้พื้นที่ที่แตกต่างไปจากเดิม ที่เกษตรกรส่วนใหญ่มองว่าเป็นการสูญเสียพื้นที่ทำนา แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการใช้ที่ดินทำกินจากพื้นที่นากลายเป็นแหล่งน้ำ เป็นแปลงผัก เป็นที่ปลูกต้นไม้ หรือเป็นที่พักอาศัย ที่สามารถพัฒนาต่อไปให้เป็นระบบเกษตรผสมผสานได้อีกด้วย

             สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึง ก็คือ ในกรณีที่ขุดบ่อแล้วเอาดินกองไว้รอบๆ บ่อ จะเป็นการใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก เช่น การขุดบ่อที่มีขนาดบ่อ 1 ไร่ จะต้องใช้พื้นที่อย่างน้อย 4 ไร่ ฉะนั้น ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่น้อย ก็จะขุดบ่อได้ยาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นพื้นที่น้ำและพื้นที่ฝั่งบ่อ ดังนั้น จึงอาจจำเป็นต้องทำเฉพาะในพื้นที่ที่มีนาเกินกว่า 10 ไร่ขึ้นไป จึงจะมีที่นาเหลือมากพอในการทำเกษตรอินทรีย์

 (บทความนี้ได้ตัดทอนแบบ "หนังตัวอย่าง" มาจาก รายงานชุดความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ที่กำลังเตรียมการตีพิมพ์ จากผลงานวิจัยของผมเองครับ- กรุณาติดตามตอนต่อไป ที่นี่ครับ)