"...เมื่อต้องการที่จะให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเป็นสุขเพราะรับฟังหูทั้งสองข้างจะต้องทำงานอย่างเข้าใจด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังด้วยหูข้างหนึ่ง และแบ่งหูอีกข้างหนึ่ง เพื่อฟังเสียงของปัญญาที่มาจากใจ..."

ชีวิตของคนทุกคน มักได้ยินได้ฟังอะไรหลาย ๆ อย่าง บางคนหูเบา ฟังครั้งแรกไม่ได้คิดไตร่ตรองจึงเชื่อ บางคนหูหนัก เชื่อยาก แต่อาจจะดื้อหน่อย ใครว่าอย่างไรก็ไม่ฟัง แบบนี้ไม่รู้อีกกี่ชาติจะคุยกะคนอื่นเขารู้เรื่องสักที

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งที่โบราณสอนเราไว้ คือ การฟังหูไว้หู ดังข้อเขียนท่านชุติปัญโญได้ชี้แจงแถลงไขพร้อมยกตัวอย่างดี ๆ ให้เราได้รับรูรับทราบกัน

 

:) ............................................................................................................................. (:

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา บางครั้งมักเกิดเพราะการรับรู้จากเรื่องเล็กนิดเดียว แต่ก็มักจะถูกขยายความและปรุงแต่งให้มากกว่าเดิมในเวลาต่อมา ปัญหาเล็ก ๆ จึงลุกลามเป็นปัญหาที่ยากเกินจะเยียวยา

สิ่งที่คอยทำให้เกิดปัญหา ก็เนื่องมาจากการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยมีใจเป็นตัวแปรให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ เพราะเมื่อใจรับรู้แล้วประทับใจก็เกิดเป็นความรัก เมื่อรับรู้แล้วเกิดเป็นความชัง ก็จะแสดงกิริยาที่เป็นการผลักไสให้ไกลตัว

การที่เราต้องสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคมที่กว้างกว่าสิ่งที่แสดงออกไปแล้วมักมีผลต่อความรู้สึกของเขาและเราที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ "เสียงพูดที่ออกไป และคำพูดที่ได้ยิน" โดยการใช้ปากสื่อคำพูด และใช้หูในการรับฟัง

 

เมื่อได้ยินเสียงที่ชอบใจก็ทำให้รู้สึกดี เกิดความประทับใจในสิ่งที่รับรู้ คำที่ได้รับการเสกสรรจำนรรจาจากปาก เป็นสิ่งที่ทำให้หูผึ่ง แต่บางครั้งก็ทำให้น้ำตาไหลอย่างไร้เหตุผล เพราะถ้อยคำที่ได้รับฟังเพียงไม่กี่คำ ก่อเป็นความทุกข์ที่ยากเกินกว่าคนอื่นจะเข้าใจ

ด้วยเหตุนี้ การฟัง จึงเป็นอีกเหตุผลที่เราควรใส่ใจและเรียนรู้ที่จะให้หูทั้งสองข้างทำงานอย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา อย่างน้อยก็ทำให้ไม่ต้องน้อยใจเวลาฟังเรื่องที่ไม่เป็นดั่งหวัง

เพราะในชีวิตประจำวัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละวันต้องรับรู้โดยใช้หูรับสารที่พูดออกมาจากปาก ทั้งถ้อยคำที่รื่นหูและคำพูดที่หยาบคาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง

 

แต่ในชีวิตประจำวันของคนที่ไม่มีการฝึกฝน ถ้อยคำที่รับฟังมักมาในรูปแบบของคำพูดที่กระทบกระเทียบเปรียบเปรย และเชือดเฉือนให้เจ็บช้ำน้ำใจ เห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ เป็นต้องเฉือนให้เจ็บอุราด้วยวาจาถากถาง ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่ยากเกินกว่าจะปฏิเสธเพื่อหลีกห่างได้

เพราะยิ่งสังคมวิ่งตามความอยากที่ไม่มีสิ่งคอยรั้งมากเท่าใด จิตที่คิดดีต่อผู้อื่น วาจาที่สื่อสารเพื่อความเป็นมิตรก็น้อยลงเท่านั้น ที่เหลือมักเคลือบแฝงด้วยความรู้สึกต้องการเอาเปรียบเสมอ

ปัญหามิได้อยู่ที่ว่า เราถูกย่ำยีเพราะคำพูดเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่ตัวเราผู้รับฟังด้วย เพราะถ้าใช้หูรับรู้ไม่เป็น รับฟังแล้วปรุงแต่งให้คำพูดนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตของตัวเอง ถ้อยคำที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งจากผู้อื่นจะวกกลับมาทำร้ายเราทันที

 

หูทั้งสองข้างจึงไม่ได้มีไว้เพื่อรับฟังแล้วทำให้ตัวเรามีปัญหา แต่มีไว้สำหรับรับรู้แล้วนำมาเป็นครูสอนใจ เพื่อให้ชีวิตได้เรียนรู้แล้วทำให้ปัญญาบังเกิดมี ไม่ใช่จมอยู่กับคำพูดของคนอื่นอยู่ร่ำไป

เพราะถ้าคิดว่า สิ่งที่คนอื่นพูดแล้วเราต้องรับรู้ทุกอย่าง วิธีคิดเช่นนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้ชีวิตบอบช้ำโดยส่วนเดียว จนยากที่จะรู้ว่าความสุขที่เกิดจากการฟังจะมีแก่เราได้อย่างไร เสียงที่ดังมาจากปากของผู้อื่น จะกลืนชีวิตของเราให้ไปสู่ความด้อยค่าอย่างน่าอาย

 

คนที่เคยมีความรักต่อกันมาสลัดความสัมพันธ์ เพราะรับรู้ว่าอีกฝ่ายพูดให้รู้สึกไม่ประทับใจ ความสัมพันธ์ที่เคยมีจึงแตกสลายไป

ลูกฆ่าตัวตาย เพราะฟังถ้อยคำต่อว่าที่มาจากความหวังดี เป็นความเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่เคยรักตน

เพื่อนฆ่าตัวตายเพราะน้อยใจในถ้อยวจีที่เพื่อนกล่าวเตือน แต่เพราะใจที่แชเชือน จึงหลงว่า เป็นการกล่าวหาให้ช้ำใจ

วัยรุ่นที่มีรักต้องมาด่วนจากเพราะทำร้ายตัวเอง เพราะรับรู้เพียงว่า "ฉันไม่รักเธออีกแล้ว" ความเจ็บปวดที่เกิดจากการรับรู้ทางหู ช่างเสียดแทงจนทนไม่ไหว

ผู้ใหญ่วัยทำงานฆ่าตัวตายเพราะสร้างชีวิตไม่ได้ดั่งหวัง ซ้ำร้ายถูกผู้อื่นเปรียบเปรยให้เจ็บอุรา ทำให้ใจที่ไม่เข้มแข็งพอต้องถลาลงจากความหวังอันสูงสุด เพราะคิดว่าตัวเองเป็นอย่างที่คนอื่นกล่าวหา

 

เมื่อมองเรื่องราวชีวิตที่เกิดขึ้น ภาพที่บอกเล่าเป็นตำนานที่ผ่านมา ล้วนฟ้องให้รู้ว่าการฟังที่ไม่มีสติปัญญาเข้ามากำกับย่อมเป็นไปเพื่อการนำหายนะมาสู่ชีวิตเสมอ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อต้องการที่จะให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเป็นสุข เพราะการรับฟัง หูทั้งสองข้างจะต้องทำงานอย่างเข้าใจ ด้วยการเรียนรู้ที่จะฟังด้วยหูข้างหนึ่ง และแบ่งหูอีกข้างหนึ่งเพื่อฟังเสียงของปัญญาที่มาจากใจ

เพราะการฟังหูไว้หู เป็นการบ่มเพาะวิธีฟังด้วยใจที่รู้จักวินิจฉัย มิใช่วิ่งตามใจที่เพรียกหาโดยไร้เหตุผล เป็นการฟังเสียงที่รับรู้ผนวกกับใจที่มีปัญญาคอยกำกับ เสียงที่ได้ยินย่อมถูกกลั่นกรองอย่างมีเหตุผลในตัวเอง

 

ครั้งเมื่อผู้เขียนศึกษาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น มีโอกาสได้ไปอาศัยพึ่งใบบุญของ หลวงปู่พระครูโพธิสารคุณ วัดโพธิ์โนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกท่านว่า "หลวงปู่โพธิ์" ผู้เป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่เปี่ยมด้วยเมตตา

สิ่งหนึ่งที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากก็คือ การพัฒนาตัวเอง โดยเริ่มตั้งแต่การรู้จักฟังให้เป็น เวลาทำวัตรสวดมนต์เสร็จ หลวงปู่จะแสดงธรรมนานพอสมควร พระสงฆ์ในวัดจึงต้องเรียนรู้ที่จะฟังด้วยใจที่สงบนิ่ง เสมือนหนึ่งว่าท่านต้องการที่จะฝึกการฟังให้เป็นแนวทางไปสู่การฝึกจิตให้เกิดปัญญา

ท่านจะชอบเล่าเรื่องการอยู่อย่างสงบควรทำอย่างไร และเล่าเรื่องการไปธุดงค์ในพื้นที่ต่าง ๆ ของท่านให้ฟัง ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มตลอดเวลา เป็นความน่ารักที่ซ่อนอยู่ในความเมตตาที่หลวงปู่มอบให้แก่ลูกศิษย์เสมอมา

 

รศ.ดร.บุรัญชัย  จงกลนี ลูกศิษย์ท่านหนึ่งของหลวงปู่ เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง "สำหรับผู้เห็นความคิด" เกี่ยวกับปฏิปทาของหลวงปู่ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้ญาติโยมว่า

มีหญิงสาวคนหนึ่งมีใบหน้าที่บ่งบอกว่า มีความทุกข์อย่างมากที่เข้าไปกราบหลวงปู่ ใบหน้าเธอชุ่มไปด้วยน้ำตา พร้อมกับระบายความทุกข์ให้หลวงปู่ทราบ

"หลวงปู่เจ้าคะ หนูอยากตาย"

"เรื่องอะไรล่ะโยม ทำไมถึงอยากตาย ?"

"หนูถูกแม่ด่าว่าโง่เหมือนควาย เพราะไปเสียรู้คนอื่นมาแทนที่แม่จะปลอบใจ กลับด่าให้ทุกข์ใจอีก หนูคิดว่า แม่จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้หนูได้ แต่แม่กลับมาด่าหนูอีก แล้วบอกให้ไปตายอีกต่างหาก"

หลวงปู่รับฟังด้วยอาการสงบสักครู่หนึ่ง เพื่อให้หญิงสาวผู้มาเยือนได้ระบายความอัดอั้นที่เธอมี หญิงสาวพูดและร้องไห้ไปด้วย จนมีอาการสงบลง หลวงปู่จึงกล่าวให้ข้อคิดว่า

"ควายมันไม่ดีตรงไหนล่ะ มันไม่เคยเบียดเบียนใคร อาหารที่มันกินก็ไม่เคยแก่งแย่งคนอื่น แถมยังทำไร่ทำนาให้คนมีข้าวกินอีกด้วย โยมควรจะดีใจด้วยซ้ำที่แม่ด่าว่าโง่เหมือนควาย เพราะถ้าโยมโง่เหมือนควายจริง ๆ โยมจะไม่ทุกข์ ไม่เสียใจอย่างที่เป็นอยู่นี้ แต่โยมไม่ได้โง่เหมือนควายอย่างที่แม่ว่า แถมเอามาปรุงแต่งต่อจนเสียอกเสียใจ และคิดจะฆ่าตัวตายอยู่อย่างนี้ โง่เหมือนควายนั่นแหละเป็นสิ่งที่ใกล้นิพพานที่สุดแล้ว"

ขณะที่หญิงสาวนั่งฟัง เธอไม่ได้ฟังด้วยอารมณ์เหมือนครั้งแรกที่รับรู้ แต่เธอเริ่มใช้หูฟังและใช้ปัญญาไตร่ตรองถ้อยคำที่ได้ยิน ถ้อยคำที่หลวงปู่กล่าวสอน ไม่ใช่คำที่สื่อความหมายเพื่อต่อว่าเธอให้เจ็บช้ำน้ำใจ

แต่เป็นการสอนให้รู้ว่า เพราะเธอฟังเฉพาะเสียงที่ได้ยินจากปากของแม่ โดยไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองถึงความรักที่ซ่อนอยู่ในคำด่า เธอจึงทุกข์เพราะถ้อยคำเหล่านั้น เมื่อหลวงปู่กล่าวจบ เธอจึงพูดขึ้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป

"หลวงปู่ หนูรู้แล้ว ๆ"

 

แล้วเราล่ะ ... รู้หรือยังว่าจะใช้หูทั้งสองข้างฟังอย่างไร ความสุขจึงจะบังเกิดขึ้นในชีวิตของเรา

โปรดใช้หูข้างหนึ่งฟังเสียงที่ออกมาจากปากของผู้อื่น แล้วใช้หูอีกข้างหนึ่งฟังเสียงของปัญญาที่มาจากใจของคน แล้วจะรู้ว่าหูทั้งสองข้างสอนอะไรให้กับชีวิตของเรา

 

:) ........................................................................................................................... (:

 

การตัดสินชีวิตใคร ว่าเป็นอย่างไรนั้น เราต้อง "ฟังหูไว้หู" เสมอ .. อย่าเชื่อทั้งหมด เพราะมีสิ่งที่เป็นไปได้ และเป็นไปได้ แอบซ่อนตัวอยู่

นั่งฟังข่าวจากช่องทีวีของรัฐบาล ... ก็อย่าเชื่อมาก เพราะสื่อสามารถทำให้คนคล้อยตามได้ง่าย หากคนผู้นั้น ฟังครั้งแรกแล้วเชื่อเลย

นั่งฟังข่าวจากเว็บไซต์ที่สนับสนุนพันธมิตร ... ก็อย่าเพิ่งเชื่อเช่นกัน เพราะข่าวที่ออกมามักโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง จนบางครั้งหาเหตุผลไม่เจอก็มี หรือบางเรื่องที่ตัดสินใจทำลงไป ก็ไม่ได้ทำให้เกิดเรื่องดีจริง ๆ แต่แฝงไปด้วยอารมณ์เอาชนะเท่านั้น

การ "ฟังหูไว้หู" จึงเรื่องที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่เรื่องที่บอกว่า "เราต้องเป็นกลาง" คนละประเด็นกัน ถ้าเราไม่หลงใหล รู้เท่าทัน เราจะทราบเองว่า เราต้องเลือกข้างความดีและคนดีเสมอ

 

คำพูดเป็นในบันทึกที่นอกเหนือจากข้อเขียนของพระอาจารย์ชุติปัญโญแล้ว ที่เหลือถือเป็น "ความคิดเห็นส่วนตัว" ทั้งสิ้น ... ไม่ขอตอบโต้ข้อขัดแย้งที่ไม่ได้ใช้วิจารณญาณ แต่ใช้อารมณ์

 

บุญรักษา คนไทย คนดี และประเทศชาติ :)

 

 

:) ........................................................................................................................... (:


แหล่งอ้างอิง

ชุติปัญโญ (นามแฝง).  จะยากอะไร ถ้าอยากให้ใจมีสุข.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ: ใยไหม, 2550.