สถานภาพล่าสุดของประเด็นนี้
เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมานี้
ผมมีโอกาสได้สนทนาทางโทรศัพท์กับ คุณเมตตา อุทกะพันธุ์
ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
โดยมีประเด็นสำคัญได้แก่
การแจ้งให้ทางบริษัทฯ ทราบว่า หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ซึ่งเขียนโดย ทันตแพทย์สม สุจีรา
มีเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดพลาด & คลาดเคลื่อน อย่างมาก
(หากพูดแรงๆ ก็คือ แม้การบิดเบือนข้อมูลต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
แต่ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างไปแล้ว
และเนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทักท้วงและทำให้ผู้ที่สนใจทั่วไปตระหนักในประเด็นนี้)
ทั้งนี้คุณเมตตาได้กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ทักท้วง
เพราะในราว 1 ปีที่หนังสือเล่มนี้ออกมา ไม่มีใครแจ้งมาว่าหนังสือมีข้อผิดพลาด
คุณเมตตายังกล่าวด้วยว่า บ.อมรินทร์ให้ความสำคัญกับความถูกต้องทางวิชาการเป็นอย่างสูง
ผมจึงเรียนคุณเมตตาไปว่า ในช่วงที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ซ้ำได้สัก 3-4 ครั้งนั้น
ผมได้รับการติดต่อจากบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ (คุณเทวัญกานต์ มุ่งปั่นกลาง)
ทั้งทางโทรศัพท์และทางจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ
เพื่อให้ทำการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษ
แต่ในขณะนั้น ผมได้แจ้งบรรณาธิการไปว่า หนังสือเล่มนี้มีข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์ผิดพลาดมาก
หากจะมีการแปล จำเป็นต้องแก้ไขความผิดพลาดเสียก่อน
มิฉะนั้น ทั้งผู้เขียน & สำนักพิมพ์ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในระดับสากล
ทั้งนี้ ได้ย้ำเตือนบรรณาธิการไปอย่างน้อย 2 ครั้ง
ต่อมา ผมได้มีโอกาสสนทนากับผู้เขียน (คือ ทพ.สม) ทางโทรศัพท์
และได้บอกไปว่า มีประเด็นที่ต้องแก้ไขหลายประเด็น และอยากใช้การพบกันเพื่อพูดคุยชี้แจง
แต่ ทพ. สม บอกว่าให้ผมแจ้งไปว่าประเด็นใดบ้าง เขาจะได้ไปเตรียมตัวมาก่อน...
ราว 1 ปีผ่านไป ประเด็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
ผมจึงขอนำตัวอย่างความผิดพลาด (บางส่วน) ในหนังสือเล่มนี้มาบันทึกไว้เป็นหล้กฐาน
เพื่อใช้ในการเรียนรู้ & อ้างอิงได้ต่อไป
1) ตัวอย่างความผิดพลาดที่ตรงไปตรงมา (ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยากนัก)
ในกรณีที่เป็นข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์ (เช่น ใครค้นพบอะไร) หรือแนวคิดพื้นฐานที่มีนิยามชัดเจน ก็มักจะสามารถพบเห็นความคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทำให้ชี้แจงและแก้ไขได้ไม่ลำบากนัก เช่น
1-A) “มักซ์ พลังค์ (Max Planck) เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีควอนตัมและเทอร์โมไดนามิก” (หน้า 16):
ข้อชี้แจง :
ที่ถูกต้องคือ มักซ์ พลังค์ เป็นผู้ค้นพบปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีควอนตัมยุคเก่า (the old quantum theory)
สำหรับเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamics) หรือวิชาอุณหพลศาสตร์ นั้นมีพัฒนาการมายาวตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1650 แล้ว โดยต่อมามีทั้งนักทฤษฎีและนักทดลองจำนวนมากช่วยกันเติมเต็มความรู้ในแง่มุมต่างๆ ส่วนชื่อ thermodynamics เสนอโดย เจมส์ จูล (James Joule) ในปี ค.ศ. 1858
มักซ์ พลังค์
1-B) “...ไอน์สไตน์ได้เรียกควอนตัมของแสงว่าโฟตอน..” (หน้า 22) :
ข้อชี้แจง :
ผู้ที่เสนอคำว่า โฟตอน (photon) ได้แก่ นักเคมีเชิงฟิสิกส์ (physical chemist) ชื่อ กิลเบิร์ต เอ็น ลิวอิส (Gilbert N. Lewis) โดยเสนอในปี ค.ศ. 1926
ส่วนไอน์สไตน์นั้นใช้คำว่า das Lichtquant ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลว่า ควอนตัมของแสง (light quantum)

กิลเบิร์ต เอ็น ลิวอิส
1-C) “...เมื่อมีการค้นพบ Chaos Theory (ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง) จากทฤษฎีนี้ทำให้เกิดปัญญาว่า โมเลกุลของน้ำมีสภาพของความสับสนอลหม่านยุ่งเหยิงเสียดสีกันอยู่ภายในตลอดเวลา” (หน้า 128):
ข้อชี้แจง :
ทฤษฎีที่พูดถึงโมเลกุลของน้ำซึ่งสั่นไหวและเคลื่อนที่เสียดสีกันอยู่ตลอดเวลานั้น ได้แก่ กลศาสตร์เชิงสถิติ (statistical mechanics)
ส่วนทฤษฎีเคออสนั้นแม้ชื่อจะแปลว่า โกลาหล หรือยุ่งเหยิงสับสน (chaos) แต่ไม่ได้มีความหมายในทางวิทยาศาสตร์อย่างที่กล่าวอ้างถึง
1-D) “ทางเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วยตัวเองได้คือการพิสูจน์ทางจิต…เมื่อจิตละเอียดถึงจุดจะพบกับความมหัศจรรย์ของเวลาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์” (หน้า 174) :
ข้อชี้แจง :
การตรวจสอบผลทำนายจากทฤษฎีสัมพัทธภาพในเรื่องเวลานั้น มีการทดลองทางกายภาพหลายการทดลองและได้ทำมานานแล้ว เช่น การตรวจวัดอายุขัยของอนุภาคต่างๆ และการใช้ผลการคำนวณเวลาในระบบบอกพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS, Global Positioning System) เป็นต้น ข้อความดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง
สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับเวลาในทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถพิสูจน์ได้ด้วยจิตได้นั้น คงต้องตรวจสอบก่อนว่า นิยามของคำว่า “เวลา” ที่ผู้ที่กล่าวอ้างมีประสบการณ์ตรงทางจิตนั้นตรงกับนิยามของ “เวลา” ที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพกล่าวถึงหรือไม่

ภาพจากหนังสือ An Illustrated A Brief History of Time โดย Stephen Hawking
เพราะแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์เอง เวลาก็มีได้หลายแบบแล้วแต่ว่าจะอิงกับทิศทางของอะไร เช่น อิงกับทิศทางของปรากฏการณ์ตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamic arrow) อิงกับทิศทางการขยายตัวของเอกภพ (cosmological arrow) หรือ อิงกับความรู้สึกหรือการรับรู้ในทางจิตวิทยาว่าเวลาผ่านไปอย่างไร (psychological arrow) เป็นต้น
2) ตัวอย่างความผิดพลาดที่มีประเด็นซับซ้อน (ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการแก้ไขมาก)
แนวคิด สมมติฐาน ทฤษฎี หรือผลการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างมีความซับซ้อน และจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานที่เกี่ยวข้องมาก่อนเป็นอย่างดี หากผู้ที่นำไปกล่าวถึงไม่เข้าใจเงื่อนไขการใช้งานโดยแจ่มแจ้ง ก็ย่อมจะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้โดยง่าย
การแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวต้องใช้ความพยามยามและเวลาอย่างมากทั้งในส่วนของผู้ที่อธิบายและผู้ที่ต้องทำความเข้าใจ
ในตัวอย่างต่อไปนี้จะให้คำอธิบายไว้เพียงเบื้องต้น เพราะประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมีความซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาขยายความได้ทั้งหมดไว้ในบทความนี้ ทั้งนี้ ผู้เขียนจะหาโอกาสขยายความในโอกาสต่อไป หากมีผู้สนใจ
2-A) “ทุกๆ สิ่งในจักรวาลหลังการระเบิดครั้งใหญ่ (บิ๊กแบง) จะมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะที่ยุ่งเหยิงมากขึ้นเสมอ” (หน้า 73-74):
ข้อชี้แจงเบื้องต้น :
ข้อความนี้ถูกบิดเบือนมาจากกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ที่ว่า
“เอนโทรปี (entropy) ของระบบโดดเดี่ยว (isolated system) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหรือคงที่”
โดยระบบโดดเดี่ยวในทางเทอร์โมไดนามิกส์หมายถึง ระบบที่ไม่แลกเปลี่ยนทั้งมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อม
ในทางเทอร์โมไดนามิกส์ ระบบเปิด (open system) ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อมได้สามารถมีความเป็นระเบียบเพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
2-B) “พระพุทธองค์ตรัสว่า “อัตตา (ตัวตน) ของคนเรานั้นไม่เคยมีอยู่จริง สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ (อิทัปปัจยตา)” ไอน์สไตน์ยืนยันซ้ำพร้อมสูตรทางวิทยาศาสตร์ว่า “ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติ ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ สรรพสิ่งสัมพัทธ์กันไปหมด”....” (หน้า 162) :
ข้อชี้แจงเบื้องต้น :
ประเด็นนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะชื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพ (theory of relativity) นั้นชวนให้เข้าใจผิดพลาดไปได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสัมพัทธ์ (คือแล้วแต่ว่าสังเกตเทียบกับใครหรืออะไร) แต่จริงๆ แล้วนั้น ในทฤษฎีนี้ มีแนวคิดหรือปริมาณที่ตรงกันข้ามกับสภาพสัมพัทธ์อยู่ด้วย นั่นคือ ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance)
ที่น่าสนใจก็คือ สมมติฐาน 2 ข้อที่ใช้ในการพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special relativity) ก็คือ ความไม่แปรเปลี่ยนนี้ ผู้ที่สนใจโปรดดูแหล่งข้อมูลอ้างอิง [แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์]
ตัวอย่างความเข้าใจที่ผิดพลาดที่ยกมานี้
หากปรากฏในหนังสือ หรือแหล่งข้อมูลใดเป็นจำนวนมาก
ก็ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า เหตุใดผู้ที่ให้ข้อมูลจึงแสดงข้อมูลและทัศนะที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แต่ข้อมูลบางอย่างที่ตรวจสอบได้ไม่ยาก
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ เช่น
- หนังสือหรือเอกสารที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังสือแนววิชาการที่เน้นความแม่นยำ แต่เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์อ่านสนุกสำหรับทั่วไป (popular science) ซึ่งทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่าย (simplified) แต่หากง่ายจนเกินไป (over-simplified) ก็ย่อมทำให้ผู้อ่านที่ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอเข้าใจไขว้เขวไปได้โดยง่าย
- แม้หนังสือหรือเอกสารที่ใช้ในการอ้างอิงจะมีความถูกต้องในทางวิชาการ แต่หากผู้ใช้ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอ (โดยเฉพาะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ซึ่งมีความจำเป็นพอสมควรสำหรับวิชาฟิสิกส์) ก็อาจจะทำให้ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้มีแนวโน้มที่จะเลือกนำข้อความบางอย่างมาสนับสนุนความเชื่อของตน โดยละเลยบริบท (context) ในการใช้งานข้อความที่ยกมานั้น ลักษณะเช่นนี้ก็ย่อมทำให้เกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[Chaos-1] James Gleick, Chaos : Making a New Science (ISBN 0-14009-250-1)
[Chaos-2] Ian Steward, Does God Play Dice? The Mathematics of Chaos (ISBN 0-631-16847-8)
[เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว] บัญชา ธนบุญสมบัติ, , Know How & Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง, สนพ. สารคดี, หน้า 128-137 เรื่อง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หมายความว่าอย่างไร
[แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ] บัญชา ธนบุญสมบัติ, แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์, บ. ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)
ทีมงานวิชาการ.คอม ได้ให้ความช่วยเหลือในการเผยแพร่บันทึกนี้
โดยนำไป โพสต์ไว้ที่นี่
หากใครสนใจ comments ที่ผู้อ่านแสดงไว้ในเว็บของวิชาการ.คอม
ก็ตามไปอ่านได้ครับ


เมนูของ chiew-buncha





เมื่อ พ. 06 ส.ค. 2551 @ 16:54
775502 [ลบ]
สวัสดีครับ คุณเตย
ต้องขอแสดงความชื่นชมความเป็นนักอ่านของคุณจริงๆ ครับ ที่แม้จะไม่ได้เรียนสายวิทย์ แต่มีความสนใจในเรื่องราวอื่นๆ ที่เป็นสาระความรู้ (ที่แม้แต่เด็กสายวิทย์หลายคนก็ไม่ได้สนใจ)
เห็นด้วยในแง่ที่ว่า Capra ก็ตีความตามที่ตนเองตั้งสมมติฐานเอาไว้ แต่ Capra เป็นนักวิจัยด้านฟิสิกส์จริงๆ จึงทำให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์มีพลัง และจับผิดได้ยาก (หมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้บางอย่างอาจจะล้าสมัยไปแล้ว)
ส่วนคนที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้นั้น แม้จะอ่านมาก แต่หากอ่านงานเฉพาะ Popular Science คือ ไม่ได้อ่าน Textbook หรือผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบ (peer review) ก็จะหาคนที่เข้าใจจริงๆ ได้ยาก หรืออาจจะคิดว่าเข้าใจ แต่จริงๆ ไม่เข้าใจครับ
เมื่อ ศ. 08 ส.ค. 2551 @ 00:20
777494 [ลบ]
ผมเป็นคนที่เรียนสายศิลป์ (รัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) แต่ก็สนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวนี้ก็ยังสนอยู่ (และกำลังพยายามอ่าน Universe in a Nutshell รอบที่สาม ให้เข้าใจขึ้นอีกหน่อย เพราะอ่านๆ ไปแล้วหัวจะระเบิด)
พอหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ออกมา ผมก็อุตส่าห์ดีใจ ว่าจะได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่ลองพยายามอธิบายศาสนาโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เลยรีบซื้อมา แบบไม่ได้คิดอะไร (แม้ผมจะไม่นับถือศาสนาเป็นตัวเป็นตนก็ตามที)
อยากจะบอกว่า "ตั้งแต่ส่วนบทนำ" แล้วครับ ที่บ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้ "แย่" เพราะผู้เขียน พยายามบ่งอย่างไม่เป็นกลางแต่แรกอยู่แล้วว่า "พระพุทธเจ้า เหนือกว่าไอนสไตน์"
การอธิบายแบบนี้ นับว่าทุเรศสิ้นดี (ผมขอบ่น ประสาคนเสียดายตังค์เถอะนะครับ)
การที่คุณจะพยายามทำหนังสือที่เปรียบเทียบความรู้ในเชิงศาสนา กับวิทยาศาสตร์ "โดยคุณลำเอียง" แต่แรกอยู่แล้ว นั่นเท่ากับคนเขียนไม่มีความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวแต่ต้น (แต่เสร่อจะเขียนหนังสือวิทยาศาสตร์)
หากนักวิทยาศาสตร์คนไหนที่ ลำเอียงแต่ต้นว่า "การทดลองนี้ ยังไงๆ ก็จะต้องให้ผลการทดลองออกมาเป็นแบบนั้น แบบนี้" ย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ฉันใด ผู้เขียนหนังสือนี้ ก็แย่พอๆ กันฉันนั้น
ด้วยความเคารพ
กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช
เมื่อ ศ. 08 ส.ค. 2551 @ 01:00
777507 [ลบ]
เรียนคุณบัญชา (อีกรอบ)
ตอนแรกผมอ่านแต่เนื้อหาของบล็อกแล้วตอบไปเลย ทีนี้พอมาอ่านในส่วนการแลกเปลี่ยน มีประเด็นหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะสนใจเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ใน คห. 36 ที่ คุณบัญชา แลกเปลี่ยนกับคุณต้นน้ำ
ผมมองว่า เหตุสำคัญที่ฟิสิกส์ (หรือวิทยาศาสตร์โดยทั่วๆ ไป) นั้นนอกจากจะเพราะยากแล้ว อาจเป็นเพราะ
1. ระบบการศึกษาแบบ Essentialism ของไทย ที่ "บังคับกรอบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในวงจำกัดเกินไป"...จริงๆ กรณีนี้เกิดขึ้นกับทุกวิชา ทำให้เรื่องวิชาการเป็นเรื่อง "แหยง" คนเด็กโดยมาก
ผมมองว่า การบังคับให้ "ต้องเรียนรู้ทฤษฎีนั่นนี่ [b]ตามที่กระทรวงศึกษาต้องการให้เรียน ไม่ใช่เด็กต้องการรู้เอง[/b]" เป็นเครื่องลดทอนที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อความใคร่รู้สนใจในเรื่องทางวิชาการ ซึ่งฟิสิกส์ก็หนีไม่พ้นจากบ่วงนี้
ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการนั้น โดยมากเราก็จะได้เรียนแต่พวกดาร์วินๆๆๆๆๆๆๆ (จนสมองจะวิ่น) มันเป็นการ force เด็กให้เห็นแต่ ดาร์วินครับ เด็กแทบไม่เคยเห็นแง่คิดอื่นๆ เลยของทฤษฎีกลุ่มนี้ เช่น Missing Link Virus Theory ที่เสนอถึง "ไวรัสวิวัฒนาการในร่างกายคน"
ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็มีฐานสนับสนุน และเหตุผลทางวิชาการที่รับได้ แต่เราไม่เคยได้เรียนกันครับ อย่างผม รู้จักกับแนวคิดนี้ครั้งแรกจากการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น (manga) แล้วเห็นว่าน่าสนใจดี เลยลองค้นต่อ
แต่ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเด็กต้อง follow argument เพียงแบบเดียว (ที่กระทรวงบังคับมา) มันทำให้เกิดภาวะ Undebatable ขึ้น...ซึ่งน่าเบื่อมากๆ
ฉะนั้นแนวทางที่น่าจะเหมาะจึงควรเป็น การกำหนด Theme เช่นว่า วันนี้จะคุยกันเรื่อง "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" กันนะ...ให้เด็กไปลองหาๆ แนวคิดต่างๆ ที่ตนเชื่อดู หรือลองคิดดูเองก็ได้ แล้วมา Debate กัน อาจจะมีครูเป็นคนกลาง (เผลอๆ ครูจะได้เรียนเรื่องใหม่ๆ ไปด้วย) ไม่ใช่สักแต่เป็นควายให้กระทรวงศึกษาจูง...คือ ความรู้ชุดที่จำเป็นต้องเรียนน่ะมีแน่ครับ แต่เรา force เค้าเฉพาะพื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ "ไม่ใช่จับยัดกะโหลกทุกเรื่องที่อยากให้รู้"
2. (อันนี้ฟิสิกส์ตรงๆ หน่อย) บอกตรงๆ นะครับว่าผมค่อนข้างจะชอบฟิสิกส์พอสมควรทีเดียว (แม้จะไม่ชอบคณิตศาสตร์เท่าไหร่นัก T-T) แต่ข้อเสียที่สำคัญมากๆ ของฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ ที่เหนือกว่าวิชาอื่นๆ (คือวิชาอื่นๆ ก็มีข้อเสียส่วนนี้ แต่ไม่มากเท่าฟิสิกส์ และคณิตฯ โดยเฉพาะตัวหลัง)
นั่นเพราะ วิชาทั้งสองนี้ "พูดด้วยภาษาที่คนทั่วไปไม่ค่อยคุ้นเคย" ครับ ภาษาหลักที่ใช้สื่อคือ ตัวเลข และสมการ คือ วิชาทั้งสองนี้เป็นวิชาที่ "มีความเป็นเหตุเป็นผลสูงที่สุดในสายวิทย์ฯ แล้ว แต่เพราะความที่มันเป็นวิชาที่มีเหตุผลสูง มันจึงใช้ภาษาทั่วๆ ไปอธิบายได้ยาก แต่ใช้ตัวเลข และสมการเป็นสื่อกลางทางความคิดแทน"
แต่การใช้ตัวเลข และสมการ เป็นสื่อกลางทางความคิดมากๆ ก็มักจะเกิดปัญหาว่า "คนทั่วไปเข้าไม่ถึง หรือไม่กล้าจะเข้าถึง" ครับ
และนั่นก็เป็นคำตอบกับเราด้วยว่า "ทำไมหนังสือวิทยาศาสตร์อ่านโคตรยากอย่าง A Brief History of Time หรือ Universe in a Nutshell ของ Hawking ถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า?"
นั่นก็เพราะว่า "มันแทบไม่มีตัวเลข หรือชุดสมการใดๆ เลยครับ" คนทั่วๆ ไปรู้สึก "ปลอดภัย" มากกว่ากับหนังสือของ Hawking ที่ตัวหนังสือมาก เลข และสมการโหดๆ น้อยๆ (ทั้งๆ ที่เข้าใจยากมาก ลึกซึ้งมากๆ) ในขณะที่หนังสือฟิสิกส์อื่นๆ ที่ตัวเลขโหดๆ สมการยาวๆ โผล่มาเยอะ (แต่อาจจะเข้าใจง่ายกว่าของ Hawking ลึกซึ้งน้อยกว่า ฯลฯ) กลับขายไม่ออก เพราะคนกลัวที่จะเข้าถึงครับ
ฉะนั้น ผมคิดว่าเรื่องที่น่าจะลองนำไปพิจารณาก็คือ "ทำให้หนังสือฟิสิกส์มีตัวเลข และสมการน้อยที่สุด (อย่างฮอว์กิ้ง) แต่สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด (เท่าที่จะทำได้)"...ผมว่าน่าจะเป็นหนทางหนึ่ง
3. ปกติเนื้อหาของวิชาฟิสิกส์นั้น ก็ยากมากอยู่แล้ว ฉะนั้น "อย่าเขียนให้อ่านยากขึ้นครับ" ยิ่งวิชาที่เนื้อหายากเท่าไหร่ ต้องเขียนด้วยภาษาที่ง่ายและใกล้ตัวขึ้นเท่านั้น เพื่อความเข้าใจง่าย
ไม่ใช่ "อ่านชื่อแล้วงง" --> "อ่านนิยาม...งงกว่าเดิม"
ภาษาสร้างขึ้นมาเพื่อสื่อสารครับ เพื่อให้ผู้รับสาร เข้าใจ "สาร" ของผู้ส่ง ฉะนั้น ภาาาหยาบบ้าง ทุเรศบ้าง ผมว่าใช้ๆ มันไปเถอะครับ หากทำให้เค้าเข้าใจได้ ดีกว่าภาษาผู้ดีสุดกู่ สมองทู่กว่ากว่า...อย่างนั้นคงไม่ได้อะไรขึ้นมา
ภาษาราชการ ลดๆ มันลงบ้างก็ได้ครับ ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นเยอะจริงๆ
4. ภาควิชาทางสายวิทย์ฯ ต้อง take action กับสังคมให้บ่อยกว่าที่เป็นอยู่
คือ จริงๆ ตะโทษฝ่ายวิทย์ฯ ว่า take action น้อยอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่สังคมไทย มีลักษณะ ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" อยู่มาก (บางพวก เห็นโลงศพ มันก็ยังไม่หลั่งน้ำตา)ทำให้ เมื่อไม่เกิดปรากฏการณ์ที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์อธิบาย ก็ไม่สน ไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยว กันเสียมาก
แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องถามด้วยว่า "ฝ่ายวิทย์ฯ take action กันอย่างมากพอแล้วหรือ???" หรือว่าโดยมากมักจะคุดคู้อยู่แต่ในอาณาจักรของตน วงการของตนเสียมากกว่า???
นี่คือคำถามที่ผมว่า ต้องลองคิดกันดู
...ผมขอแลกเปลี่ยนเท่านี้ก่อนนะครับ (จริงๆ ยังมีอีก 2-3 ประเด็น แต่ตอนนี้ก็ยาวมากๆ แล้ว)
ด้วยความเคารพ
กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช
เมื่อ ศ. 08 ส.ค. 2551 @ 01:45
777520 [ลบ]
ดร.บัญชา, คุณกฤดิกร
สำหรับงานทางสายวิทย์ที่สื่อกับ "สังคมภายนอก" ผมเห็นด้วยว่าการลดสมการและ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์สามารถทำให้คนทั่วไปสบายใจได้มากขึ้น แม้ว่ามันจะทำให้ 'เห็นภาพพจน์'ได้ดี(ถ้าคุณอ่านมันได้เข้าใจ)ดูเหมือนว่าผมเคยอ่านบทนำของหนังสือแนว popular science บางเล่ม (อาจจะเป็น A Short History of Nearly Everything ของ Bill Bryson) ซึ่งผู้เขียนพยายามบอกว่าคนทั่วไปอย่างเขา หวาดกลัวตัวเลข(คณิตศาสตร์) ซึ่งแน่นอนว่ามันคงเป็นการยากที่จะทำให้คนทั่วไปที่กลัวอยู่เกิดชอบคณิตศาสตร์ขึ้นมา จริงๆ หนังสือวิทยาศาสตร์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการให้ "นักวิทย์อ่านได้ คนทั่วไปอ่านดี" ที่เป็นแบบนี้ก็มีหลายเล่ม ทั้งของ ดร.บัญชา หรือ ดร.ชัยวัฒน์
สำหรับหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ผมได้ทราบว่า ดร.บัญชา เขียนบทความขึ้นชี้แจงก็รู้สึกดีใจมาก เพราะก่อนหน้านี้รู้สึก "เซ็ง" กับการเขียน"ลากความ" ของผู้เขียนหนังสือมาก แต่ว่าด้วยที่ผมนั้นไม่ถนัดทาง Quantum หรือ Cosmology ก็เลยไม่กล้าทักท้วงไป ได้แต่บ่นว่าเมื่อไรใครที่ถนัดจะทำสักที
ปล. รู้สึกว่าวันอาทิตย์สัปดาห์นี้ผมจะได้เจอกับ ดร.บัญชา ในงาน workshop ของ BrandsGen ซึ่งผมไม่ชอบวิธีการในการคัดคนของเขาสักเท่าไร คือใช้วิธีการ Vote
และส่ง SMS มันพอๆกับ AF คือธุรกิจบนผลงานทางวิชาการของพวกผม -_-"
แต่ก็ประทับใจกับ ดร. บัญชา ที่ทำให้วิทยาศาสตร์มันถูกใช้จริงๆ ตั้งแต่เรื่องพิสูจน์ภาพถ่ายจตุคามแล้ว
เมื่อ ศ. 08 ส.ค. 2551 @ 16:22
778313 [ลบ]
ผมอ่าน เอนทรี้นี้นานแต่ว่า ผมไม่ได้คอมเม้นกลับไว้ครับ
ยังไงผมอยากจะขอบคุณอาจารย์ครับที่ได้ทำการทักท้วงครับ
ผมก็ไม่รู้ว่า ในหัวผมมีข้อมูลผิดๆจากหนังสือบ้างไหมเนี่ย
ขอบคุณอาจารย์อีกทีครับ
เมื่อ ศ. 08 ส.ค. 2551 @ 22:18
778977 [ลบ]
สวัสดีครับ คุณ fallingangels
รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จักคนที่ "รักวิทยาศาสตร์" อย่างแท้จริงๆ นะครับ
ที่กล้ากล่าวเช่นนี้เพราะเมื่ออ่านจากข้อคิดเห็นของคุณแล้ว ก็รู้สึกได้ทันทีว่า คุณเข้าใจและเข้าถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และมีมุมมองเกี่ยวกับการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ในบ้านเราที่น่าคิดมากทีเดียว
เรื่อง การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชน (Public Understanding of Science) นั้น เป็นเรื่องใหญ่ และผมจะหาโอกาสเขียนถึงเรื่องนี้โดยละเอียดอีกทีครับ
สำหรับกรณีที่เรากำลังประสบอยู่นี้ ทำให้คนที่สนใจวิทยาศาสตร์ต้องมาทบทวนว่า ในขณะที่เรากำลังทำ
Public Understanding of Science
อยู่นี้
เราต้องทำเรื่อง
Public Awareness of PseudoScience
ควบคู่กันไปด้วย!!!
PseudoScience นี่น่ากลัวกว่าไสยศาสตร์นะครับ เพราะไสยศาสตร์นั้นมาแบบตรงๆ ดูง่ายว่าไม่ใช่วิทยาศาสตร์แน่ๆ
แต่ PseduScience หรือ วิทยาศาสตร์เทียม นั้นดูเหมือนวิทยาศาสตร์ เพราะใช้คำแบบวิทยาศาสตร์ การให้เหตุผลก็ฟังเผินๆ เหมือนวิทยาศาสตร์
แต่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่แท้จริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ว่าถูกหรือผิด!
ปล. เอาไว้ผมจะหาโอกาสตอบข้อคิดเห็นของคุณในบันทึกอื่นๆ อีกทีนะครับ เพราะยังมีประเด็นอื่นที่น่าสนใจมากทีเดียว เช่น จริงไหมที่สมการทำให้หนังสือไม่น่าอ่าน (เรื่องนี้อย่าเพิ่งด่วนสรุปเชียวว่าจริง เพราะผมมีตัวอย่างคัดง้างเหมือนกันนะครับ ;-))
ขอบคุณครับ ^__^
เมื่อ ศ. 08 ส.ค. 2551 @ 22:27
778995 [ลบ]
สวัสดีครับ คุณอติเทพ ไชยสิทธิ์
ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นครับ เป็นกำลังใจมากทีเดียว ^__^
บทความสั้นๆ นี้เพียงยกตัวอย่างจำนวนน้อยนิดในบรรดาข้อผิดพลาดทั้งแบบ "จังๆ" และแบบ "ลากความ" ที่มีอยู่ทั่วไปทั้งเล่ม แทบทุกหน้า หน้าละหลายๆ ที่!
ทำเอาคนที่รู้ทัน "เซ็ง" เหมือนคุณไปไม่น้อยเลย (ผมฟังมาหลายคนมากแล้ว)
ส่วนคนที่เขาอ่านแล้วบอกว่าสนุกหรือเพลิดเพลิน ก็เพราะมันเป็นจินตนาการออกแนวแฟนตาซีครับ แต่ไม่รู้ว่าคุณภาพของข้อมูลพื้นฐานนี่ต่ำมากๆ
ปล. ไว้เจอกันใน WorkShop BrandGen วันอาทิตย์นี้ครับ คงจะได้คุยกันสนุกแน่ๆ ^__^
เมื่อ ศ. 08 ส.ค. 2551 @ 22:31
779002 [ลบ]
สวัสดีครับ ibbz.net
ด้วยความยินดีครับ เรื่องข้อมูลผิดนี่ไม่เป็นไร แต่ถ้าวิธีคิดผิด แต่ดันนึกว่าถูกนี่ แย่กว่าครับ
ผมมองว่า กรณีนี้เกิดขึ้นก็ดีเหมือนกัน เป็นการทดสอบสังคมไทยแบบหนึ่งครับ
เมื่อ จ. 11 ส.ค. 2551 @ 01:26
781665 [ลบ]
ครับผม...ด้วยความยินดีแลกเปลี่ยนครับ
ส่วนเรื่องหนังสือที่คุณบัญชาพูดถึงว่า "พอนึกเอามาคัดง้างได้" นั้น น่าจะจริงครับ เพราะผมเองก็อ่านหนังสือวิทยาศาสตร์เต็มๆ ไม่มากเสียด้วย (555+) เลยอาจจะไม่รู้จักเล่มที่คุณบัญชาพูดถึง
แต่ผมว่าน่าสนใจมากนะครับ หากมีหนังสือที่สามารถอธิบายด้วยสมการได้ และเรียกร้องให้คนอ่านอยู่อีก...ผมคงต้องหามาอ่านดูบ้างแล้ว
คือ ผมลองสังเกต กลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจาก "สายวิทย์ฯ แท้ๆ" ด้วย อย่างในคณะของผม (รัฐศาสตร์) นั้น พวกผมจะได้เรียนวิชา "เศรษฐศาสตร์" กันด้วย (ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นวิชาที่ "เป็นเหตุเป็นผล" ที่สุดในสายสังคมศาสตร์) โดยวิชา econ นี้ก็ (แน่นอน) ว่า สมการโผล่มาตรึม...เด็กรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ที่ "ไม่คุ้นเคยกับคณิตศาสตร์" ก็จะผวาไว้ก่อน ทั้งๆ ที่หลักการทาง เศรษฐศาสตร์มันมีเหตุผลที่เป็นรูปธรรม (concrete) มากกว่าทางสายรัฐศาสตร์ที่อุดมไปด้วยนามธรรม (abstract) ตั้งมากมาย
...แต่บังเอิญผมเป็นพวก ชอบทั้งสาย concrete และ abstract ก็เลยอยู่ได้น่ะครับ
(จริงๆ ผมยังไม่ค่อยชินกับระบบของบล็อกนี้เท่าไหร่อ่ะนะครับ)
เมื่อ พ. 13 ส.ค. 2551 @ 11:08
784759 [ลบ]
จริงๆแล้ว บริษัทอมรินทร์ควรรับผิดชอบด้วยการเก็บหนังสือที่ค้างอยู่ตามร้านหนังสือทั้งหมดด้วย โดยเฉพาะเล่มที่ให้เด็กนักเรียนอ่าน ตอนนี้ตามแผงหนังสือยังขึ้นหนังสือ 2 เล่มนี้เป็น bestseller อยู่เลย
เมื่อ พ. 13 ส.ค. 2551 @ 13:09
784890 [ลบ]
สวัสดีครับ คุณ fallingangels
หนังสือเล่มที่กล่าวถึงนั้น ผมเขียนเองครับ ชื่อ แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ เต็มไปด้วยสมการยุ่บยั่บ แต่ติดอันดับ 12 ของ SE-ED ด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ยาวหน่อย เพราะหนังสือว่าด้วยไอน์สไตน์ที่มีอยู่ทั้งหมดในท้องตลาด เป็นแบบอ่านเพลินๆ ไม่มีใครเอาจริงซะที ทำให้เด็กไทยไม่มีโอกาสได้เรียนรู้พื้นฐานจริงๆ จังๆ
เมื่อ พ. 13 ส.ค. 2551 @ 13:12
784892 [ลบ]
สวัสดีครับ คุณมันทนา
สิ่งที่ปรากฏย่อมสะท้อนนโยบายของบริษัทฯ ว่าจะคงคุณภาพไว้ที่ระดับใดครับ
เมื่อ ส. 16 ส.ค. 2551 @ 12:03
788416 [ลบ]
สวัสดีครับพี่ชิว
ผมอ่านหลายๆ comments แล้วพบว่าหัวข้อนี้ของพี่ชิวน่าจะไปอยู่ในหมวด จุดประกาย แทนครับ เพราะช่วยจุดประกายให้หลายๆคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่อาจเก็บไว้กับตัว ไม่ได้แลกเปลี่ยนกับใคร
ในที่สุดก็มีผู้กล้าออกมานำขบวนจนได้ อิอิ (จะใครซะอีกใช่มั้ยครับ) ทำให้หลายความคิด หลายๆความเห็นออกมาแสดงพลัง ให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ใช่สังคมของการปล่อยผ่านอีกต่อไป ต่อไปจะเป็นสังคมของการตรวจสอบ ความถูกต้อง และให้ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา (เอ้ จะเกี่ยวกับการเมืองมั้ยเนี้ย) น่าชื่นชมทุกคนเลยครับ ต่อไปเด็กๆที่โตขึ้นจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และจำเอาไปใช้ได้อย่างเหมาะสม
ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีการใส่ความรู้ที่ผิดๆ หรือบิดเบือนอะไรบางอย่าง เพราะเหตุผลบางประการ ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ เช่น แถวบ้านผมผู้ใหญ่มักจะสอนเด็กเสมอๆว่า กินตับกินไตของสัตว์ต่างๆ (หมู ไก่ ) เป็นสิ่งไม่ดี ให้โทษต่อร่างกาย แต่ความจริงผมวิเคราะห์ได้ว่า ผู้ใหญ่หลอกเด็กๆเพราะจะเก็บไว้กินเอง เพราะมันมีน้อยและอร่อย อิอิ เด็กสมัยก่อนก็เลยขาดวิตามินตั้งหลายตัว เพราะเครื่องในสัตว์มีวิตามินตั้งหลายอย่าง อีกอย่างเด็กคงไม่เป็น เก๊าท์ กระมังครับ ข้ออ้างเรื่องเก๊าท์น่าจะตกไป
อืมมม ดู ดู๊ ดู ดูเค้าทำ เค้าทำกับเด็กๆอย่างเราได้ อิอิ ขอบคุณครับพี่ชิวที่ช่วยจุดประกายในสังคมไทย แม้เพียงจุดเล็กๆก็จะยิ่งใหญ่ขยายวงกว้างไปในทุกๆทางครับ
เมื่อ ส. 16 ส.ค. 2551 @ 21:28
788935 [ลบ]
สวัสดีคร้บ เดอ
พอดีประเด็นนี้มีเรื่องทางเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องกับ เลยอยู่หมวดวิทยาศาสตร์
คงต้องมาจับตาดูกันต่อไปครับเรื่องนี้ เพราะมีทั้งธุรกิจ (ระดับหลายสิบล้าน/ปี) เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเชื่อที่อาจนำไปสู่ลัทธิใหม่ก็เป็นได้!
เมื่อ อา. 17 ส.ค. 2551 @ 15:15
789590 [ลบ]
ผมอ่านหนังสือดูแล้ว ผมมีความเห็นว่า หนังสือดังกล่าว เป็ฯตัวจุดประกายให้ คนไทยหันมาสนใจการอ่าน มากขึ้น จริงอยู่ อาจจะมีส่วนที่บาง่านมีความเห็นแตกต่างกัน ก็ก่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการ สร้างความแตกฉานของปัญญาให้เกิดขึ้น
ท่านที่มีความรู้สูงทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะฟิสิกส์ ลองเขียนหนังสือแนวนี้ ให้คนทั่วไปอ่านบ้างก็ดีนะครับ ผมอยากอ่านเหมือนกัน
เมื่อ อา. 17 ส.ค. 2551 @ 23:38
790388 [ลบ]
สวัสดีครับ คุณมงคล
ปัญหาของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่แค่ฟิสิกส์ (หรือวิทยาศาสตร์) ที่ผิดเพี้ยนอย่างมาก (นับเป็นชั้นที่ 1) เท่านั้นครับ แต่ยังมีเรื่องที่ซ่อนอยู่อีก 2 ชั้น
ชั้นที่ 2 คือ พุทธธรรมที่ถูกตีความตามอำเภอใจ และอาจเข้าข่ายสัทธรรมปฏิรูป (ลองไปคุยกับผู้รู้ด้านศาสนา-ปรัชญาดูสิครับ)
ชั้นที่ 3 อันนี้มองยากนิดหนึ่ง คือ ลัทธิความเชื่อบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ และเด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วงท้าย รวมทั้งหนังสือเล่มอื่นที่ตามมาครับ
เมื่อ จ. 18 ส.ค. 2551 @ 10:19
790700 [ลบ]
แล้วเขาเอาไงกันครับ
คิดว่า ถ้าแก้ไขจะเกิดอะไรขึ้นไหม
เมื่อ พ. 20 ส.ค. 2551 @ 16:52
793547 [ลบ]
สวัสดีครับ
ทราบจากทางผู้บริหารอมรินทร์ว่า ผู้เขียนพยายามแก้ไขอยู่ ทั้งเล่ม "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" และ "ฟิสิกส์นิวตัน"
แต่พูดตรงๆ คือ ผมหวั่นใจครับ....
ส่วนเล่มตอนนี้ที่ผิดเยอะแยะมากมาย....ก็ขายต่อครับ....ลองไปดูตามร้านหนังสือได้
เมื่อ พฤ. 21 ส.ค. 2551 @ 01:15
794133 [ลบ]
ผมเพิ่งได้ข่าวมาว่า เมื่อไม่กี่สันนี้ที่ผ่านมานี้
ทพ.สม เพิ่งเปิดตัวหนังสือใหม่อีกเริ่มนะครับ...เข้าใจว่าจนถึงตอนนี้เจ้าตัวยังไม่ค่อยจะรับรู้อะไรกระมัง
เล่มล่าสุดนี้เข้าใจว่าเป็นหนังสือลักษณะ How to นะครับ (จุดนี้ผมไม่แน่ใจเดาเอาจากชื่อหนังสือ กับคำโปรย...ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้แล้ว หากค้นเจอจะเอามาแปะไว้ให้ครับ)
ด้วยความเคารพ
เมื่อ พฤ. 21 ส.ค. 2551 @ 01:22
794139 [ลบ]
สวัสดีครับ
คิดว่าเห็นแล้วครับ ปกสีชมพูๆ คือ ดูเหมือนจะเป็นแนวจิตวิทยาที่ท่านถนัด
ถ้าไม่มายุ่งกับฟิสิกส์ก็คงไม่เป็นไรครับ แต่ถ้ามี "พุทธศาสนา" อยู่ด้วยนี่ ก็ต้องระมัดระวังหน่อย ยึดหลักกาลามสูตรเอาไว้ก็ดีครับ เพราะเคยทำเพี้ยนมาเยอะขนาดนี้นี่...น่าห่วงเหมือนกัน
เมื่อ พฤ. 21 ส.ค. 2551 @ 20:23
794952 [ลบ]
ชื่อหนังสือ ตอบปัญหาวิชาใจ ครับ กำลังจะมีตอบปัญหาวิชาโลกออกมาด้วย
ตามจริงแล้วผมไม่เห็นด้วยกับหนังสือเล่มนี้แต่แรก แต่ไม่รู้ทำไมทางสนพ.ถึงละเลยคุณภาพ เยินยอผู้เขียนมากมายเช่นนี้ เขาจัดกิจกรรม Training มากมาย เหมือนจะเปลี่ยนอาชีพจากหมอฟัน ปิดคลินิคมาเดินสายเป็นวิทยากรอย่างเดียว...
ตอนที่ผมทราบจากวงในว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากระงับการพิมพ์ ผมก็เซ็งครับ...
ในฐานะคนอ่านหนังสือรู้สึกโดนเอาเปรียบ หนังสือไม่ถูกมาบอกว่าดี สร้างความเข้าใจผิดๆให้กับคนที่ไม่ได้มีความรู้...
น่าเป็นห่วงด้วยคนนะครับ
เหมือนว่าทางสนพ.ก็พยายามนิ่งๆปล่อยให้เรื่องเงียบไปเอง
เศร้าใจครับ
เมื่อ ศ. 22 ส.ค. 2551 @ 20:35
796182 [ลบ]
สวัสดีครับ
ได้เห็นแล้วครับ คิดว่าถ้าอยู่ในสาขาที่ผู้เขียนถนัดก็แล้วไปครับ แต่ไม่รู้ว่าจะใส่ความคิด + จินตนาการเข้าไปมากมาย (แบบคิดเอง เออเอง) เหมือนเล่มอื่นๆ หรือเปล่าเท่านั้น ท่าทางจะขายดีเช่นเคยครับ -> สะท้อนสุขภาวะในการอ่านของคนไทยกลุ่มหนึ่งได้ดีทีเดียว
เรื่องคุณภาพนี่ ผมก็ชักจะไม่ค่อยมั่นใจแล้วล่ะครับ แต่ทางฝั่ง National Geographic นี่ยังดีอยู่นะครับ ล่าสุดตอนนี้ผมยังไปช่วย edit หนังสือบางเล่มอยู่เลย (ส่วนอื่นไม่รู้ว่าเข้มข้นกับความถูกต้องทางวิชาการแค่ไหน...แต่หวังว่าจะไม่เหมือนกับหนังสือชุดขายดีของผู้เขียนท่านนี้...)
เมื่อ ส. 23 ส.ค. 2551 @ 08:16
796597 [ลบ]
ขอลอกมาไว้ที่ Entry นี้ดีกว่าครับ
----------------------------
สวัสดีครับ
พอดีเมื่อวันก่อนมีมี ผู้ใหญ่นำหนังสือ ไอน์สไตน์พบฯ มาให้ผม โดยความเห็นของผมแล้วไม่ยินดีกับความพยายามเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับ พุทธศาสนา ด้วยเห็นว่ามีความเหลื่อมกันอยู่จนไม่น่านำมาเทียบกัน เลยไม่คิดว่าจะหามาอ่าน แต่เนื่องจากว่าผู้ใหญ่ท่านนั้นเห็นว่าผมทำงานด้านเทคโนโลยีและสนใจพุทธ ศาสนา ก็คงเห็นว่าผมคงจะสนใจ ผมเลยฉลองศรัทธา
เมื่อได้อ่านเนื้อหา แล้วพบความคลาดเคลื่อนทั้งด้านความเข้าใจวิทยาศาสตร์ทั้งด้านของพุทธศาสนา ก็รู้สึกไม่สบายใจเพราะผู้เขียนก็เขียนด้วยเจตนาดี ตั้งใจดี ประกอบกับหนังสือมีคำนิยมที่น่าเชื่อถือ จำนวนพิมพ์น่าจะมากเพราะอย่างน้อยเล่มที่ผมได้มาก็เป็นเล่มที่พิมพ์ครั้งที่ 25 เกรงว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกว้างขวางออกไป จากนั้นในวันเดียวกันก็ทราบจากเพื่อนๆใน Internet ว่าหนังสือเล่มนี้หยุดพิมพ์แล้ว ผมจึงค้นต่อไปถึงคำวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ จึงได้พบแหล่งสำคัญๆรวมทั้งของ อ.บัญชา ที่นี่ด้วย พอดีว่าผมก็เป็นสมาชิกของ G2K ก็เลยคิดว่าจะขอเขียนวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ื่ๆอีกเล็กน้อยไว้ที่ G2K ครับ โดยการวิจารณ์นี้นอกจากจะอยู่บนพื้นฐานของการเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงแล้ว ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของความเคารพในเจตนาดีของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยครับ
เมื่อ พฤ. 28 ส.ค. 2551 @ 09:55
803218 [ลบ]
สวัสดีครับ อาจารย์อังกุศ
ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในบล็อกของอาจารย์แล้วครับ