23 ปีแล้วสินะ......ที่ฉันอยู่ที่นี่ ในแต่ละวัน แต่ละเดือน มีสิ่งท้าทายให้ฉันได้ทำอย่างเสมอมา.....จนถึงวันนี้

 

ฉันคิดมองย้อนกลับไปดูภาพของเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายคนหนึ่งที่ปั่นจักรยานคันน้อยไปโรงเรียน เส้นทางที่เธอต้องผ่านเป็นประจำเป็นโรงพยาบาลที่ชาวอำเภอภาคภูมิใจยิ่งนัก "โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช" เด็กสาวรำพึงกับตัวเองว่า "อีกไม่กี่ปีฉันจะมารับใช้พระองค์ที่นี่"

 

ความทรงจำยังติดแน่นในสมองของเธอ เข่าทั้งสองข้างของเธอและเพื่อน ถลอกมีเลือดซึมในขณะที่คลานเข่าเพื่อรอรับเสด็จในการวางศิลาฤกษ์ของพระองค์ท่าน แผลถลอกและเลือดซิบๆนั้นไม่ได้ทำให้เธอเจ็บปวดแต่อย่างใดแต่กลับเป็นความอิ่มเอมใจที่ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

 

และในวัีนนี้เธอก็ได้กลับมาที่นี่ สวมชุดสีขาวพร้อมหมวกสีขาวที่หญิงสาวหลายต่อหลายคนฝันที่จะได้สวมใส่ เธอได้รับใช้พระองค์ท่านในการดูแลผู้เจ็บไข้ให้พ้นความทุกข์ทรมาน สมดั่งความตั้งใจ

 

เด็กสาวคนนั้น หมายถึง ฉันเอง ที่กำลังเขียนระลึกความทรงจำว่า "ทำไม.....ต้องอยู่กับเธอ" โรงพยาบาลแห่งนี้ได้เนินนานนัก

 

หลายคนอาจจะบอกว่า เพราะไปไหนไม่ได้ ต้องดูแลพ่อแม่ แต่ฉันค้านในใจเสมอว่า "ไม่จริงดอก คนเรา หากอยู่ไม่ได้ ต้องหาหนทางหนีไปจนได้......แหละ"

 

ฉันจำได้ว่า ก่อนที่ฉันจะมาอยู่ที่นี่ ฉันอยู่ที่อื่น เวลา ปีสองปี ก็ทำให้ฉันเบื่อ พยายามย้ายหนีไป พอได้ไปเรียน เวลาปีเดียวก็ทำให้ฉันเบื่อ อยากหนีไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่ ที่กำลังเรียนอยู่นี้

 

แต่พอมาอยู่ที่นี่ ปีสองปี ฉันกลับไม่รู้สึกเบื่อเหมือนอย่างที่เคยเป็น ฉันแอบสังเกตตัวเอง แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน มีอะไรที่ท้าทายให้ฉันท้่าทายอยู่เสมอ

 

ภาพที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนแรกที่ฉันเจอ พาฉันและเจ้าหน้าที่ ลุยน้ำลุยโคลนเพื่อไปช่วยงานแต่งงานน้องผู้ช่วยเหลือคนไข้คนหนึ่ง มันทำให้ฉันประทับใจ

 

ความทรงจำครั้งหนึ่ง ที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนที่สองที่ฉันเจอ บอกกับทีมนิเทศจากจังหวัดว่า "คนนี้หวงมาก ลุยงานดี ชอบ" มันทำให้ใจพองโต แม้อีกจิตด้านมืดจะค้านว่า "ไม่จริง....หรอก"

 

ความทรงจำอีกครั้ง ที่รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ช่วยฉันหอบอุปกรณ์ เครื่องช่วยหายใจและเครื่องดูดเสมหะ เพื่อไปช่วยคนไข้ในตึกผู้ป่วย ทำให้ฉันประทับใจ

 

ภาพของลูกๆๆคนไข้ ไหว้ขอบคุณฉัน ทั้งๆที่อาวุโสกว่าและเป็นผู้มีหน้ามีตาของอำเภอ หลังจากที่ฉันช่วยคุณหมอใส่ท่อช่วยหายใจและต่อเครื่อง แล้วคนไข้ก็กลับมาหายใจเองได้ มันทำให้ฉันจุกในลำคอ

 

คณะผู้บริหาร บอกกับฉันว่า "เข้ามาอยู่ในบ้านพักเถอะ มีอะไรจะได้ช่วยกัน ไม่ว่า กับเจ้าหน้าที่เองหรือคนไข้" ฉันอิดออดในตอนแรก เมื่อเข้ามาอยู่ก็ไม่ค่อยนอนบ้านพัก แต่ไม่นานนักก็ติดใจ ไม่นอนบ้าน กลับมานอนบ้านพักอย่างถาวร

 

ตกเย็น ชุมชนชาวแฟลต รวมถึง คุณหมอ คุณเภสัชกร เจ้าหน้าที่ทุกส่วน ก็มาล้อมวง ทานข้าวเย็นด้วยกัน ในขณะที่ตอนกลางวัีน ก็ช่วยกัีนทำงาน โดยไม่ได้แบ่งว่า พยาบาล ห้องยา ห้องบัตร ห้องแลบ

 

ปัจจุบัน โรงพยาบาลของฉัน ทันสมัยขึ้น มีอุปกรณ์เครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง คุณหมอมีหลายสาขามากมาย ทำงานหนักกันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่แผนกใด สังคมใหญ่ขึ้น

แต่ว่าสภาพสังคมของเรายังไม่เปลี่ยนไปนัก ยังมีการล้อมวงกินข้าวด้วยกัน ผู้อำนวยการก็นั่งกับพื้นเหมือนเจ้าหน้าที่อื่น มีงานบุญงานบวชงานคลอดลูกก็ยังมีประเพณีไปร่วมซุ้มแซวกันเหมือนประหนึ่งว่า

เรายังเป็นเรา แม้ยี่สิบปีผ่านไป ก็ยังกระชุ่มกระชวยเหมือนปีสองปีที่เพิ่งมาทำงาน ยังมีความรักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคี ไปไหนไปกัน ลุยไหนลุยกัน


โรงพยาบาลทันสมัยขึ้น มีความท้าทายหลากหลายให้ได้ฝึก มีความเอื้ออาทรต่อกันของเพื่อนร่วมงานและผู้มารับบริการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการไหว้ทักทายกันทุกครั้งเมื่อเจอ โดยไม่เลือกชั้นตำแหน่งแต่เลือกที่ควา่มอาวุโสกว่า................แล้วฉันจะจากเธอ....ไปได้อย่างไร...........กันนนนน.............

 

                                                                                                              "ศุภารัก"

                                                                                                        บันทึกความทรงจำ

                                                                                                        18 มิถุนายน 2552