ใครอยากเป็นหมอต้องอ่าน..
หากพูดถึงนักศึกษาแพทย์แล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าหลายคนต้องนึกถึงนักศึกษาชาย-หญิง สวมแว่นตาหนาเตอะ วันๆคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านหนังสือ ถือหนังสือกองโต แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วนั้น การเป็นนักศึกษาแพทย์ไม่ได้เครียดอย่างที่หลายคนคิด
อย่างไรก็ตามการที่จะเรียนเป็นแพทย์ในทุกๆ ด้านเพื่อที่จะเข้าใจรายละเอียดของร่างกายมนุษย์ในทุกโครงสร้าง รู้ทุกแง่มุม นักศึกษาแพทย์ (นศพ.) ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องนี้กับ “อาจารย์ใหญ่” โดยตรง ชนิดที่เรียกว่าเรียนกันแบบตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว “อาจารย์ใหญ่” ที่ว่าก็คือร่างของผู้ที่ได้แสดงเจตนาจะบริจาคร่างไว้ก่อนที่จะหมดลมหายใจให้กับนศพ. ได้ใช้ในการศึกษาหาความรู้ในเรื่องของระบบร่างกาย และนศพ.ทุกคนให้ความเคารพและเทิดทูน เพราะ อาจารย์ใหญ่เป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เมตตาให้ความรู้ด้วยร่างทั้งร่างกับนศพ. แต่ก่อนที่จะได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ใหญ่ในชั้นปีที่ 2 นั้น (สำหรับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) วิธีการเตรียมตัวสอบเข้าเรียนแพทย์อย่างที่ตั้งใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
อย่างทัศยุ อยู่เย็น นศพ.ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่าการจะสอบเข้าเรียนแพทย์ได้จะต้องมีการเตรียมตัวที่ดี การเรียนพิเศษเพิ่มเติมก็มีส่วนสำคัญเพราะจะช่วยในเรื่องเทคนิคในการทำข้อสอบ และเปรียบการเรียนพิเศษก็เหมือนกับการขึ้นทางด่วน “ในการสอบจะต้องเตรียมตัวให้ดี และเลือกที่จะเรียนพิเศษเพิ่มเติม สาเหตุที่เลือกเรียนพิเศษเพราะว่าอาจารย์ที่สอนพิเศษมีประสบการณ์เกี่ยวกับข้อสอบเอนทรานซ์ค่อนข้างเยอะ จะช่วยมากในเรื่องการเก็งข้อสอบ แนะแนวทางในเรื่องการทำข้อสอบว่าควรทำอย่างไรถึงจะทันเวลา” “จริงๆ ในการเรียนพิเศษเป็นเรื่องของการเรียนเพื่อเอาเทคนิคทำข้อสอบมากกว่า ประยุกต์วิธีคิดให้ทันกับเวลาที่ใช้ในการสอบ จะว่าไปการเรียนพิเศษก็เปรียบเหมือนกับการขับรถขึ้นทางด่วน เพราะ ทางด่วนสร้างมาเพื่อให้เราลงที่จุดนั้นเลย ถ้าเราไม่เรียนก็เหมือนขับบนทางธรรมดาอาจทำให้เสียเวลา เลี้ยวผิดบ้าง ติดไฟแดงบ้าง ถึงแม้ว่าจะถึงเป้าหมายเดียวกันแต่ถ้าขึ้นทางด่วนก็จะประหยัดเวลากว่า ก็เหมือนกับทำข้อสอบนั่นล่ะถึงที่หมายเหมือนกันแต่ไปทางธรรมดากว่าจะถึงก็ทำข้อสอบไม่เสร็จกันพอดี” หลังจากสอบเข้าเรียนแพทย์ได้แล้วใช่ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ในทันที เพราะ ในปีหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น
เอกภพ หมอกพรม นศพ. ชั้นปีที่ 3 เล่าว่านศพ. ทุกคนจะเรียนที่วิทยาเขตศาลายาเพื่อศึกษาวิชาพื้นฐานเช่นคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ ก่อน “ประมาณว่าเรียนวิชาพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์กันให้ครบถ้วนก่อนเรียกว่าเป็นการเรียนเตรียมแพทย์ แล้วเนื้อหาการเรียนจะมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับตอนที่เรียนอยู่มัธยมปลาย ตอนที่เรียนมัธยมปลายนี่วิชาการต่างๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงให้ทันกับความเป็นจริงนัก” หลังจากร่ำเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ ในชั้นปีที่ 1 จนแน่นหนาแล้วพอขึ้นชั้นปีที่ 2 ถึงจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ที่นักศึกษาแพทย์ทุกมหาวิทยาลัยให้ความเคารพเปรียบดั่งญาติผู้ใหญ่ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้กับพวกเขาได้ก้าวไปเป็นแพทย์สมดั่งตั้งใจ
ปาริฉัตร นิลแย้ม นศพ. ชั้นปีที่ 3 บอกถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ว่าในวันแรกที่ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่นั้นแทบทุกคนจะตระเตรียมพวงมาลัยมากราบไหว้อาจารย์ใหญ่ก่อนที่จะเริ่มศึกษาสรีระทั้งหมดจากร่างของอาจารย์ใหญ่ “ถ้าถามว่ากลัวไหมเชื่อว่าไม่มีใครไม่กลัวหรอกค่ะถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าต้องเรียนกับร่างของคนจริงๆ ก็ตาม ในครั้งแรกที่เรียนร่างของอาจารย์ใหญ่จะถูกคลุมไว้ทั้งหมดตอนนี้ก็จะมีเกี่ยงกันบ้างว่าใครจะเป็นคนเปิดประหม่าค่ะ แต่หลังจากนั้นแล้ว พอเราได้จับมีดผ่า เราได้เริ่มต้นเรียนกับร่างของท่านแล้วเรารู้สึกว่านี่ล่ะคือการที่เราจะได้เป็นแพทย์จริงๆ แล้ว เราจะได้เป็นแพทย์สมดังที่ใจเราอยากจะเป็นแล้ว”
“การเรียนกับอาจารย์ใหญ่เราเรียนกับร่างของท่านตลอดการเรียนในชั้นปีที่ 2 เราเริ่มตั้นเรียนกันตั้งแต่ชั้นผิวหนังก่อนจากนั้นก็จะลงลึกไปถึงชั้นอื่นๆ ของร่างกายกัน เรียกว่าตลอดหนึ่งปีที่เรียนกับอาจารย์ใหญ่เราได้เรียนรู้สรีระทุกส่วนจริงๆ ของมนุษย์ ”
ส่วนเรื่องเครียดหรือไม่กับการเรียนแพทย์จากร่างของอาจารย์ใหญ่นั้น ทั้ง 3 นศพ. กล่าวว่าไม่เครียดอย่างที่ใครๆ คิด อาจจะเป็นเพราะว่าทุกคนสามารถที่จะแยกได้ว่าเรื่องเรียนก็คือเรื่องเรียน หลังจากเรียนแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“เรียนแพทย์นั้นเรียนคนเดียวไม่ได้ เรานักศึกษาแพทย์ 4 คนต่ออาจารย์ใหญ่หนึ่งร่าง แล้วยังมีทั้งรุ่นพี่ ทั้งอาจารย์คอยให้คำแนะนำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา แล้วเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันจะช่วยเหลือกัน ไม่มีใครหรอกที่จะไม่สอนในเรื่องที่ตัวเองถนัดให้กับเพื่อนที่ถนัดในเรื่องอื่น อย่างบางคนบอกว่ากล้ามเนื้อง่ายแต่อีกคนหนึ่งอาจจะบอกเรียนเรื่องกล้ามเนื้อยาก เพราะ มีชื่อเรียกแต่ละส่วนมาก ใครเก่งอะไรก็จะช่วยกันติวให้คนที่ไม่เก่งในเรื่องนั้น”
เหตุที่นักศึกษาแพทย์ 4 คนเรียนกับร่างของอาจารย์ใหญ่หนึ่งร่างนั้น รศ. สมพิศ อิ่มใจ รองหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่าการเรียนกับร่างอาจารย์ใหญ่นั้น 2 คนทำหน้าที่ผ่าดูชิ่นส่วนของร่างกายอีกสองคนจะต้องเปิดตำราเรียนดูชิ้นส่วนนั้นๆ ไปด้วย “เมื่อเรียนแล้วส่วนใดที่มีความแตกต่างระหว่างเพศเขาต้องเรียนทั้ง 2 เพศ และได้จัดอาจารย์ใหญ่สลับเพศไว้ที่โต๊ะบริเวณใกล้ๆกัน รวมทั้งต้องใช้ กะโหลก 1 กะโหลก ร่วมกัน นักศึกษาที่อยู่ด้านเดียวกัน (ซ้าย หรือ ขวา)ใช้เครื่องมือชำแหละ และกล่องกระดูกร่วมกัน 1 ชุด เครื่องมือชำแหละเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการผ่าตัดทั่วไป ได้แก่ กรรไกร มีด ปากคีบ และ probe (เหล็กแท่งกลม) และยังมีเครื่องมือพิเศษที่ให้เบิกใช้เป็นครั้งคราว ภายในกล่องกระดูก มีกระดูกแยกชิ้นครบจำนวนให้เรียนด้วยตนเอง”
ส่วนคุณสมบัติอาจารย์ใหญ่รศ. สมพิศกล่าวว่าจะต้องไม่เสียชีวิตด้วยโรคร้ายแรงและต้องมีอวัยวะหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายครบถ้วน “เมื่อเราได้ร่างอาจารย์ใหญ่มาเราก็นำมาฉีดน้ำยารักษาศพเข้าทางเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ขา โดยใช้ความดันให้น้ำยาไหลไปตามเส้นเลือดต่างๆทั่วร่าง (น้ำยารักษาศพมีฟอร์มาลินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ) แล้วนำไปแช่ในน้ำยาแช่ศพให้กำซาบเข้าสู่เนื้อเยื่อทุกอณูประมาณ 1ปี จึงนำขึ้นมาเรียน ระยะเวลาที่เรียนประมาณ 1 ปี จำเป็นต้องใช้นำยาพรมให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษาแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างแห้ง และอาจเกิดเป็นราได้”
ส่วนอาจารย์ใหญ่ที่ใช้เรียนกระดูกรศ.สมพิศกล่าวว่าต้องนำมาชำแหละเนื้อออกให้หมด แล้วเอาไปฝังทรายประมาณ 2 เดือน จนกว่าเนื้อที่ติดกระดูกจะเน่าจนหมด แล้วจึงนำไปทำความสะอาดและตากให้แห้ง ทาน้ำยารักษาเนื้อกระดูก แล้วนำไปใส่กล่องให้นักศึกษาใช้เรียน” สุดท้ายทั้งรศ. สมพิศและนักศึกษาแพทย์ทั้ง 3 กล่าวว่าอาจารย์ใหญ่คือผู้ที่มีพระคุณสำหรับนักศึกษาแพทย์มากที่สุด เพราะ การได้ศึกษาจากร่างกายของท่านเป็นการเรียนรู้ระบบร่างกายของมนุษย์มากที่สุดและนั่นก็คือกุศลที่ยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์ใหญ่ผู้บริจาคร่างได้ทำไว้ก่อนหมดลมหายใจ
***** คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าเรียนแพทย์ที่อาจารย์กายวิภาคฯต้องการ 1. ความรู้วิชาพื้นฐาน วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาชีววิทยา 2. สุขภาพกาย แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีความพิการ ขนาดมาตฐานของคนไทย และสุขภาพจิตดี มีสมาธิ 3. สติปัญญา จำแม่น จำเร็ว จำนาน ช่างสังเกต ใฝ่รู้ และนำมา ประมวลจนสามารถประยุกต์ใช้ได้ 4. วุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ อดทน อ่อนน้อม เสียสละ และสามารถทำงานเป็นกลุ่ม 5. ไม่รังเกียจ กลิ่น สี และรูปร่างของสิ่งที่ใช้ศึกษา 6. มีความสามารถในการใช้มือ เช่น เคยทำงานบ้าน จาก http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9480000040860
แหล่งที่มา : URL Blog : http://blog.eduzones.com/tangmo
http://blog.eduzones.com/tangmo/9155
ชอบคำแนะนำนี้มากมากเลย เดี๋ยวจะฟิตร่างกาย ขยันอ่านหนังสือ แล้วเตรียมสอบทำคะแนนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้