เย็นวันที่ ๒๓ พ.ย. ๕๐ ผมไปประชุมหารือที่ สวรส. จนค่ำ     เพื่อทำหน้าที่คนแก่ ช่วยเป็น  “สะพาน” เชื่อมสองฝั่งคลองเข้าหากัน     คือฝั่งกวนน้ำให้ขุ่น กับฝั่งกวนน้ำให้ใส     บทบาทนี้ประทับใจผม จนอดไม่ได้ที่จะบันทึกไว้   

         ฝั่งกวนน้ำให้ขุ่น คือ นพ. วิพุธ พูลเจริญ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย      ที่จริงหมอวิพุธคืออดีต ผอ. สวรส. นั่นเอง     และเป็นคนมีชื่อเสียงในฐานะนักบริหาร และนักคิดแบบ “กวนน้ำให้ขุ่น”     คือคิดแบบท้าทายแนวคิดเดิมๆ     หรือคิดแบบสร้างความแตกต่างหลากหลาย (diversity)     กวนน้ำให้ขุ่นในที่นี้ ก็คือการสร้างแนวคิดที่แตกต่างไปจากแนวคิดที่ยึดถืออยู่เดิมๆ     เป็นการใช้ถ้อยคำ “กวนน้ำให้ขุ่น” ในความหมายสร้างสรรค์     ไม่ใช่ในความหมายทำลายหรือสร้างความขัดแย้ง    

         คุณหมอวิพุธ กับผมจึงเป็นคนที่จริตตรงกัน หรือ “คนแซ่เดียวกัน” คุยกันรู้เรื่อง    คือมีแซ่ชอบความแหวกแนว แม้ความคิดหลายๆ อย่างผมจะตามหมอวิพุธไม่ทัน    

         สช. และ สวรส. ต้องการทำงานวิชาการเพื่อสนับสนุนการพัฒนา “ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ”     และต้องการให้คุณหมอวิพุธมาทำงานวิชาการเพื่อให้เข้าใจเรื่องธรรมนูญสุขภาพในแนวกว้าง     สช. – สวรส. ต้องการทำให้ความเข้าใจเชิงวิชาการชัดเจนจนเอาไปใช้ในกระบวนการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพได้     คือต้องการ “กวนน้ำให้ใส” นั่นเอง     ที่ผ่านมา “นักกวนน้ำให้ใส” กับ “นักกวนน้ำให้ขุ่น” คุยกันแล้ว     แต่เข้าใจให้ตรงกันยาก     เพราะสองฝ่ายรู้จักกันดี แต่ “ไม่รู้จักกัน”

         เขาจึงชวนผมไปช่วยเป็น “พ่อสื่อ” ทำให้สองฝ่ายเข้าใจตรงกัน     และทำงานร่วมกันได้     ผมจึงไปทำงานสำคัญนี้ด้วยค่าจ้างก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ๑ จาน  และผลไม้ ๑ จาน     ค่าน้ำมันรถออกเอง     ซึ่งไม่เป็นความจริง      เพราะผมได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวที่ “หาค่าบ่มิได้”      คือได้เรียนรู้ลึกๆ ตามที่ผมพยายามถ่ายทอดออกมาในบันทึกนี้     เป็นความรู้ที่สูงค่ากว่าค่าเบี้ยประชุมใดๆ ไม่ว่าจะสูงเป็นหมื่นหรือไม่ก็ตาม     ผมคิดว่าชีวิตคนควรมีค่าสูงกว่าเงิน   

         เริ่มต้นด้วยผมขอให้ ดร. สุวรรณี ละออปักษิณ แห่ง สวรส. แะคุณติ๊ก แห่ง สช. บอกว่า สช. – สวรส. ต้องการอะไร    ขอให้บอกให้ชัดๆ (ที่จริงเขาคุยกันมาหลายยกแล้ว แต่การคุยเรื่องแบบนี้ผมมีสไตล์ว่าต้องย้ำความต้องการให้ชัด    เพราะบางทีผู้ต้องการก็บอกความต้องการของตนได้ไม่ชัด     และ ในกรณีนี้ผมรู้สึกว่า คล้ายๆ กับผู้ต้องการบอกว่าต้องการไก่  แต่หมอวิพุธบอกว่าจะทำเป็ดให้)  พอ ดร. สุวรรณีบอกว่า สช. – สวรส. ต้องการยกร่างธรรมนูญสุขภาพ     หมอวิพุธก็ตอบกลับทันทีว่าจุดของความเข้าใจไม่ตรงกันคือคำว่า “ยกร่าง” เพราะให้ความหมายว่าต้องการทำเอกสาร     แต่งานที่คุณหมอวิพุธจะทำให้ ไม่ใช่เพื่อการทำงานเอกสาร     เป็นการทำงานกระบวนการ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

         คุยกันหนึ่งชั่วโมง เราก็บรรลุความเข้าใจ (ไม่) ร่วมกัน     ว่าฝ่าย สช. – สวรส. กับฝ่ายหมอวิพุธ ยืนอยู่บนคนละบทบาท     คือฝ่าย สช. – สวรส. เป็นฝ่ายกวนน้ำให้ใส ทำความรู้ให้ชัด เพื่อเอาไปทำกระบวนการธรรมนูญสุขภาพ     ส่วนฝ่ายหมอวิพุธเป็นฝ่ายกวนน้ำให้ขุ่น เพื่อให้มองเห็นประเด็น หลากหลายกว่าที่คนทั่วไปเห็น     และมีการมองประเด็นเชิงอนาคตมากหน่อย   

         หน้าที่ของผมก็คือ ชวนคุย ช่วยแย้ง ช่วยโต้ ช่วยชี้ประเด็น หาทางอุปมาอุปมัย  หาทางให้เปิดใจฟังกัน     จนสองฝ่ายรู้ว่าตนคิดอย่างไร อีกฝ่ายคิดอย่างไร    วิธีคิดต่างแบบมันเกื้อกูลมีคุณค่าเสริมกันอย่างไร     แต่ละฝ่ายมีข้อจำกัดอย่างไร  ฯลฯ  จนบรรลุข้อตกลงกันได้

         อ้าว! คิดว่าจะจบแล้ว     คุณหมอวิพุธมีอีกเรื่องหนึ่ง     คือตัวคนทำงานวิจัยเชิงบันทึกและเขียนรายงานผลการวิจัยต้องเป็นทีม สช. – สวรส. เอง      คุณหมอวิพุธไม่มีทีมวิจัยมาทำให้     เกิดมาจนแก่ผมก็เพิ่งเคยเห็นวิธีทำงานวิจัยแบบนี้     และผมเห็นทันทีในอัจฉริยภาพของหมอวิพุธ     ท่านบอกว่าเป็นยุทธวิธีที่ได้มาจาก retrovirus ซึ่งหนึ่งในตระกูลนี้คือไวรัสเอดส์     สมแล้วที่หมอวิพุธเคยเป็น ผอ. กองโรคเอดส์มาหลายปี ก่อนจะมาเป็น ผอ. สวรส. อยู่ ๒ สมัย ๖ ปี     สามารถแปรยุทธวิธีทางชีววิทยาที่เลิศล้ำ มาเป็นยุทธวิธีรับจ้างทำงานวิจัยที่เลิศล้ำได้

         ต้องคุยต่ออีกยกหนึ่ง จน ดร. สุวรรณี และคุณติ๊ก บอกว่ายินดีเป็นลูกทีมให้หมอวิพุธ     และจะหาลูกทีมมาเพิ่มให้อีก     ผมเพิ่งเคยเห็นงานวิจัยที่ผู้ว่าจ้างเป็นลูกทีมของผู้รับจ้างเป็นครั้งแรกในชีวิต     เป็นบุญจริงๆ    

         ยุทธวิธีรับทำวิจัยแบบ retrovirus นี้ ความเลิศล้ำของมันอยู่ที่เป็นวิธีพัฒนานักจัดการงานวิจัยที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง

วิจารณ์ พานิช
๒๔ พ.ย. ๕๐