วันที่ ๒๔ มิ.ย. ๕๑ กระทรวงสาธารณสุข โดยรองปลัด พญ. ศิริพร ลงนามความร่วมมือกับ สช. โดย เลขาธิการ นพ. อำพล จินดาวัฒนะ ในการริเริ่มดำเนินการหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ระบบสุขภาพไทย ให้เป็นหอจดหมายเหตุที่มีชีวิต มี นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ. สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ เป็นกำลังสำคัญ เรื่องนี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้มีมติรับทราบตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อ่านได้ที่นี่
หอจดหมายเหตุที่มีชีวิต ต้องมีการเผยแพร่ โดยการจัดแสดง การทำสื่อ เช่นภาพยนตร์ เน้นส่งเสริมเยาวชนในการผลิต โดยมองระบบสุขภาพเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ของสังคม เพื่อรับใช้การขับเคลื่อนระบบ ในอนาคต
ผมเสนอให้เป็นหอจดหมายเหตุในยุคดิจิตัล ดิจิไทซ์เอกสารเก่า และเริ่มรวบรวมเอกสารดิจิตัล ใช้พลังของระบบ ICT ให้มากที่สุด อ.อัญชลี แช่มชูกลิ่น หัวหน้าบรรณารักษ์ขององค์การอนามัยโลก สำนักงานเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่นิวเดลฮี แนะนำว่ามี opensource software หลายตัวให้เลือก สำหรับนำมาใช้งานหอจดหมายเหตุ ควรใช้ตัวที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ และใช้ได้หลายภาษา
อ. หมอกรรณิการ์ ตันประเสริฐ แห่งมูลนิธิพระดาบส ผู้เชี่ยวชาญการทำหอจดหมายเหตุ เคยทำประวัติ ๑๐๐ ปีมูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง และกำลังทำหอจดหมายเหตุพุทธทาส บอกว่าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุมี ๒ อย่างเท่านั้น คือ รวบรวม กับเผยแพร่ จึงต้องมีพื้นที่จัดแสดง กับพื้นที่เก็บเอกสารและสิ่งของ
หมอโกมาตรได้ไปศึกษาหอจดหมายเหตุสภากาชาดสากล ที่เจนีวา เป็นตัวอย่างที่ดีมาก
ที่ สวรส. มีแผนงานประวัติศาสตร์ระบบสุขภาพไทย
จะใช้เครื่องมือ สัมมนาผู้รู้เห็น (witness seminar) ช่วยในการเก็บเรื่องราวและเอกสาร/สิ่งของ โดยวางแผนไว้ ๒ เรื่อง
๑. บนเส้นทางสู่สุขภาพดีถ้วนหน้า : บทเรียนจากยุคบุกเบิก
๒. วิวัฒนาการระบบสุขภาพชุมชน
นพ. บรรลุ ศิริพานิช แนะ ๒ เรื่อง
๑. สัมมนาแพทย์อายุเกิน ๘๐
๒. วิวัฒนาการของการควบคุมโรค
ควรเชิญนักประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา บรรณารักษ์
ร่วมงานด้วย
มีนักประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยได้รับเชิญมาเป็นกรรมการหลายคน
อ. ฉลอง สุนทราวานิชย์ แห่งจุฬาฯ ให้ความเห็นว่า นักจดหมายเหตุไม่ควรทำตัวเป็นผู้กำหนดว่าจะเก็บอะไร ไม่เก็บอะไร เพราะสิ่ง/เอกสารที่ดูไม่มีค่า เมื่อประกอบเข้ากับเอกสารอื่นอาจช่วยให้เข้าใจเรื่องราวสำคัญของสังคม ตัวอย่างเช่น หนังสือ นิทานชาวไร่ ที่ นพ. อัตถ์ หะสิตเวทย์ (หลวงพิฆเนศประสิทธิ์วิทย์) แพทย์หมายเลข ๑ ของศิริราช และต้องหากบฎ ในกบฎหมอเหล็ง ศรีจันทร์ เล่าเรื่องชีวิตชาวไร่ (แถวชลบุรี) มีส่วนพาดพิงถึงเรื่องระบบสุขภาพ
ผศ. อดิศร หมวกพิมาย ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. เสนอว่า นักประวัติศาสตร์ มองอาชีพหมอเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หลักฐานเป็นตัวบอกเรื่องราวของสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องราวของระบบสุขภาพ มองระบบสุขภาพเป็นอนุระบบของสังคม
เสนอให้ทำ witness seminar กระจายพื้นที่
รศ. ดร. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มช. เป็นกรรมการด้วย แต่กลับไปก่อน ไม่ทันได้ออกความเห็น
กรรมการที่ให้ความเห็นมากคือ ศ. นพ. ประเวศ วะสี กรรมการที่มีประสบการณ์มากอีกคนหนึ่งคือ คุณวิกัลย์ พงศ์พณิตานนท์ หอจดหมายเหตุศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และประธานในที่ประชุมคือ นพ. วิชัย โชควิวัฒน ผู้มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์
ผมให้ความเห็นว่า ควรทำเรื่องสร้างคนด้วย เน้นการทำงานไปทำปริญญาเอกไป ใช้รูปแบบของโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ของ สกว. มีอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ของไทยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และมีอาจารย์ต่างประเทศเป็นที่ปรึกษาร่วม นักศึกษาจะมีประสบการณ์ในต่างประทศด้วย ใช้เงินของ สช. และ สวรส.
วิจารณ์ พานิช
๒๕ มิ.ย. ๕๑
ขอบคุณและชื่นชบมุมมองของ อาจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิชมากค่ะ เขียนอ่านง่ายแต่ดูจริงจังค่ะ