ของฝากจาก 9th HA National Forum

            ปีนี้ผมถูกเชิญไปเป็นวิทยากรในงานประชุม HA National Forum ครับ เล่นเอางงว่าผมไปข้องเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ยาขมชัดๆ อะไรก็ไม่รู้ HA TQC TQA 5S โอย หัวจะระเบิด แต่ทางกรมอนามัยซึ่งเป็นคนโทรมาหาบอกว่า จะให้ผมขึ้นเวทีพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำแท้ง ในฐานะคนที่มีจุดเปลี่ยนแบบผม ก็เลยรับปากไปก่อน แล้วมานั่งงงอีกรอบว่ามันเกี่ยวกับ HA ยังไง แล้วจะพูดเรื่องอะไรที่มันเป็นงานด้านการพัฒนาคุณภาพ ฮ่า ฮ่า

            กระทั่งวันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็มีคนจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) ติดต่อมาหาผมเพื่อแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการและถามว่า ตกลงผมจะไปเป็นวิทยากรได้หรือไม่ เพราะยังไม่เห็นใบตอบรับจากผม ก็บอกไปว่า ยังไม่เคยเห็นหน้าตาแบบตอบรับเลย สงสัยคงเป็นเพราะว่าช่วงนั้นผมอยู่เชียงรายกระมัง ก็เลยตอบรับทางโทรศัพท์ไปเลย อีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาขอบทความและสไลด์ที่จะเอาขึ้นเวทีด้วย จึงต่อรองไปว่า ไม่เคยทราบเรื่องแต่จะรีบทำให้ ขอเวลา 3 วัน

            จนกระทั่งวันจันทร์นั่นแหละผมจึงเห็นจดหมายเชิญอยู่บนโต๊ะ เปิด CD ที่เขาแนบมาด้วย อ่านพอได้ใจความก็ทราบว่า ปีนี้เขาจัดเป็นครั้งที่ 9 โดยใช้หัวเรื่องของงานว่า องค์กรที่มีชีวิต การบรรยายแบ่งเป็นหลายห้อง ห้องที่ผมจะต้องพูดอยู่ในหัวข้อหลักของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ในข้อความที่แนบมาเขาบอกว่า อยากให้เราเหล่าวิทยากรพูดเรื่องราวที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน โดยอาจจะนำเสนอโดยใช้กรณีศึกษาผู้ป่วยก็ได้ ผมจึงเข้าใจ แต่ยังไม่เกิดวุฒิปัญญา ต้องรอจนครบ 3 วันจึงแจ่มแจ้ง รีบนั่งเขียนบทความ ซึ่งหลักๆก็รวบรวมความคิดจาก 3 บทความหลักที่เคยเขียนไปแล้วและนั่งทำสไลด์ส่งไปให้เช้าวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์

            ทางพรพ.จัดให้ผมนอนพักที่โรงแรม TK Palace ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองทองธานีสถานที่จัดงาน ก็นับว่าสะดวกที่เดินทาง ผมโทรศัพท์เรียกเจ เพื่อนซี้ที่เรียนจบมารุ่นเดียวกันให้ไปรับที่สนามบิน แล้วเราก็ไปกินมื้อดึกกันก่อนที่จะไปส่งผมเข้าโรงแรม ซึ่งห้องที่ผมได้นั้นตลกดีครับ ลูกบิดประตูทางเข้ามันเสีย กำลังรอช่างมาซ่อม เขาถามผมว่ารอได้ไหม น่าจะเข้าห้องได้ราวๆ 5 ทุ่มเศษๆ ผมไม่ OK บอกไปว่า ไม่เป็นไร ขอเข้าห้องก่อนเพราะมีงานต้องทำ แล้วใครจะมาซ่อมก็ซ่อมไปสิ นั่งทบทวนสไลด์ที่เตรียมจะพูดจนเกือบเสร็จในห้องพักที่มีรูโบ๋ที่ประตู จน 5 ทุ่มครึ่งก็มีช่างมาทำลูกบิดดังก๊อกๆแก๊กๆ ไม่นานก็เสร็จ ผมก็เสร็จเหมือนกันจึงปิดไฟนอน เพราะต้องตื่นเช้า ทางโรงแรมเขาบริการรถไปส่งที่เมืองทองธานีตอน 7 โมงตรงเป๊ะ

            ผมได้เจออ.สกลและพี่เพ็นนีที่โรงแรมในเช้าวันรุ่งขึ้น อ.สกลต้องมาจัด World Café ในงานนี้ด้วย เรานั่งรถไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อผมมาก เพราะว่าสถานที่ใหญ่โตโอ่โถงแบบนี้ทำเอาผมงง เดินแทบไม่ถูก ก็อาศัยท่านสกลนี่แหละที่พาไปยังห้องพักวิทยากร ทราบมาว่างานครั้งนี้มีคนลงทะเบียนราว 7,800 คน โอ้โฮ .....

            นั่งในห้องพักนี่ได้มีโอกาสพบคนหลายคนเชียวครับ เจออาจารย์หน่อย หมอเด็กจากเชียงรายที่รักด้วยอีกท่านหนึ่ง (อันที่จริงก็ได้เจอกันตั้งแต่ที่โรงแรมแล้ว) เจอหมอรุ่นน้องที่มาทำงานสายคุณภาพอยู่ที่ BNH เจอพี่ต่อที่กำลังเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลสมิติเวช และอีกหลายคนที่ไม่เคยรู้จัก

            ช่วงเวลาของผมเริ่มตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง เรามาพูดกันในหัวข้อ ท้องไม่พร้อม ดูแลอย่างไร:มุมมองด้านสังคมและกฎหมาย ซึ่งพูดโดยอ.กฤตยาและอ.ทวีเกียรติที่ผมคุ้นเคยดี โดยมีอ.นันทาเป็นผู้ดำเนินรายการให้ อ.นันทาเริ่มด้วยการเปิดวิดีโอของโฆษณาบริษัทไทยประกันชีวิต เรื่องของครอบครัวที่พ่อเล่าถึงสัญญาที่ให้ต่อลูกสาวเมื่อครั้งที่เขาเกิดมาว่าจะเลี้ยงดูอย่างดี แล้วดำเนินเรื่องที่ลูกเติบโต เข้าโรงเรียน แล้ว..ท้อง.. เธอถูกตบหน้า 1 ครั้ง แล้วพ่อก็กอด พ่อรักลูกมากแค่ไหน พ่อก็จะรักลูกของลูกด้วยเหมือนกัน เล่นเอาต่อมน้ำตาผมแตกซ่าน ทุกทีเชียวกับไอ้โฆษณาตัวนี้ (ของใช้คำไม่สุภาพหน่อย) มันสะเทือนใจได้อารมณ์จริงๆ แอบหันไปดูก็เห็นคนเช็ดน้ำตาอีกหลายคน

            ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมงครึ่งก็หมดเวลาช่วงแรก ผมออกไปห้องน้ำเพื่อเตรียมขึ้นเวที จึงได้เจอเพื่อนๆ อาจารย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลของผมเดินกันให้ขวักไขว่ จึงได้เดินไปถ่ายรูปด้วยกัน ผมทราบมาว่างานนี้โรงพยาบาลผมลงทุนมาก เรียกว่าขนคนมาฟังราวกว่า 60 ชีวิตเลยเชียว

            รอบของผมเริ่มเวลา 10 โมงครึ่ง ผมพูดร่วมกับอ.ประทักษ์และอ.รณชัย จิตแพทย์จากรามาธิบดี ชื่อเรื่องก็คือ ท้องไม่พร้อม ดูแลอย่างไร : มุมมองด้านกายและจิต ผมพูดเป็นคนสุดท้าย โดยเอาเรื่องที่อาจารย์ทั้งสองท่านมาสรุปใจความให้เห็นถึงการปฏิบัติจริงของผม ผมเริ่มโดยเราเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ได้เคยดูแลมาเล่าให้ฟัง โดยเปลี่ยนชื่อของเธอเป็น หนิง

 

เรื่องของหนิง

            หนิง (นามสมมติ) อายุ 16 ปี เธอและแม่มาที่คลินิกนรีเวชเพื่อมาขอให้เราช่วยยุติการตั้งครรภ์ เนื่องจากว่าเธอถูกข่มขืนเมื่อ 5 เดือนก่อน จากการตรวจร่างกายพอจะคาดประมาณได้ว่าขณะนี้อายุครรภ์ราวๆ 20 สัปดาห์ หมอก้าแพทย์ประจำบ้านได้มาปรึกษาอาจารย์แพทย์ด้วยเรื่องดังกล่าว แต่เมื่ออาจารย์ได้ดูแล้วจึงบอกว่า ให้เธอไปฝากครรภ์ อย่างนี้น่าจะเข้าข่ายแม่พาลูกไปขายตัว ว่าดังนั้นลูกศิษย์ของผมคนดังกล่าวจึงโทรศัพท์มาปรึกษาผมทันที ก็เลยรีบไปพบที่คลินิกนรีเวช (อีกห้องหนึ่ง) ก็ได้พบกับหนิงและแม่ ทั้งคู่นั่งร้องไห้ต่อหน้าผม โดยไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงมาก ก็จัดแจงให้นอนโรงพยาบาลแล้วเรียก พี่กุญหัวหน้างานสิทธิประโยชน์ของโรงพยาบาลให้มารีบดูโดยด่วน เพื่อให้การช่วยเหลือทางด้านสังคม ผมจึงได้ทราบเรื่องราวเพิ่มเติม

            พ่อทิ้งหนิงไปตั้งแต่หนิงอายุได้ 18 วัน แม่เลี้ยงเธอมาโดยลำพังจนวันหนึ่งได้พบกับพ่อใหม่ พ่อคนนี้มีครอบครัวแล้วและเลิกกับบ้านเก่าโดยที่ไม่ได้จดทะเบียนหย่า พ่อรักหนิงเหมือนลูกแท้ๆ และมีลูกกับแม่อีกคนหนึ่งเป็นน้องผู้ชาย ทั้ง 4 คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตามอัตภาพ จนวันหนึ่งพ่อเลี้ยงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกต่อไป แต่ทั้ง 3 แม่ลูกก็ดูแลพ่ออย่างดี จนวันหนึ่งครอบครัวเก่าของพ่อเลี้ยงก็มาที่บ้านโดยบอกว่าจะพาพ่อไปเลี้ยงดูเอง และไล่ทั้ง 3 คนออกจากบ้าน

            แม่จัดการจับปลาในบ่อที่เลี้ยงไว้ในบ้านออกมาขายได้เงินราว 30,000 บาท เอาไปลงทุนขายก๋วยเตี๋ยว และก็ขาดทุน ไปขายขนมทองม้วนก็ขาดทุน เงินก็หมดลงไปเรื่อยๆจนวันหนึ่งหลานสาวของแม่ที่อยู่ในอำเภอหาดใหญ่ได้โทรศัพท์มาหาแม่ เพื่อให้ลงไปช่วยทำงานที่ร้านอาหาร ทั้ง 3 ชีวิตก็ต้องรอนแรมอีกครั้ง ลงใต้คราวนี้ด้วยความหวังว่าจะมีเงินใช้

            แต่ชีวิตมันไม่เป็นเช่นนั้นเพราะว่ารายได้ที่ได้มานั้น ทำให้หนิงต้องลาออกจากโรงเรียนสายอาชีพที่เรียนอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้น้องได้เข้าเรียนชั้นป.1 เธอต้องไปทำงานที่ร้านถ่ายรูปตอนกลางวันและไปช่วยแม่ที่ร้านอาหารตอนกลางคืน เสริฟอาหารบ้าง เปิดเพลงให้ลูกค้าบ้าง จนวันหนึ่ง น้าสาวก็ใช้ให้ไปส่งแขกต่างชาติที่โรงแรม และเธอก็ถูกขืนใจ

            ผลตอบแทนจากการถูกทำร้ายก็คือ แม่ทะเลาะกับน้าและถูกไล่ออก จะไปแจ้งความก็ถูกขู่เอาไว้ ทั้ง 3 คนก็เลยเคว้งคว้างอีกรอบ โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างที่แม่สามารถหางานทำเป็นแม่บ้านได้ที่อพาร์ตเมนแห่งหนึ่ง เขาให้ทำงานแลกที่นอน รายได้ 150 บาทต่อวัน

            3 เดือนต่อมา หนิงเริ่มรู้สึกผิดปกติไป เธอมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหมือนหนังไทยไม่มีผิด เธอตั้งท้องขึ้นมานั่นเอง กว่าที่จะได้บอกแม่ก็อายุครรภ์ย่างเข้าเดือนที่ 5 แล้ว หนิงมีความเครียดสูงมาก เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ

            พี่กุญยังเล่าให้ผมฟังอีกว่า หนิงเคยอยากเจอพ่อจริงๆที่ทิ้งเธอไปอย่างมาก แต่พูดเรื่องนี้ทีไรกับแม่ แม่ร้องไห้ทุกครั้ง เคยอยากจะไปออกรายการทีวีเพื่อตามหาพ่อ แม่ก็ร้องไห้ทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ จนเธอต้องหยุดความคิดนั้นเสียเพราะไม่อยากให้แม่เสียใจ พี่กุญถามว่า แล้วตอนนี้(ตอนที่กำลังจะถูกหมอทำแท้งให้) อยากพบพ่อไหม อยากแทบขาดใจค่ะ คือคำตอบของหนิง

            เรายุติการตั้งครรภ์ของเธอด้วยยาเหน็บช่องคลอด เพียงวันเดียวก็สำเร็จโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ทางหน่วยงานสิทธิประโยชน์ของโรงพยาบาลก็หางานชั่วคราวให้ทำหนิงเพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว และเก็บไว้เพื่อเรียนหนังสือ

            ผมเคยถามพี่กุญว่า เป็นไปได้ไหมที่เราทั้งคู่ถูกหลอก เขาอาจจะขายตัวจริงๆก็ได้ พี่กุญจึงสอนผมว่า เวลาที่เราจะช่วยเหลือใครนั้น อย่าไปคิดเลยว่าเขาจะโกหกเราหรือไม่ เราช่วยเขาด้วยใจบริสุทธิ์แบบนี้ ความสุขใจก็เกิดที่เราเอง

            ผมจบการเล่าเรื่องนี้ด้วยอารมณ์ร่วมส่วนตัวจริงๆ เพราะว่าสามารถนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างแม่นยำ หมอก้าลูกศิษย์ผมและพี่กุญก็มานั่งฟังอยู่ในห้องประชุมวันนี้ด้วย ผมยังได้เล่าเรื่องราวชีวิตของผมในขณะที่เรียนต่อเพื่อเป็นสูติแพทย์ดังที่เคยเล่าในบันทึกก่อนๆ และสาเหตุที่ทำให้ตัวเองดูแลคนที่มาขอทำแท้งแบบเลวร้าย เพราะถูกหล่อหลอมให้ดูแลคนไข้แบบนั้น จนกระทั่งได้เข้าร่วมประชุมกับกรมอนามัยในเรื่องนี้และได้ใช้เวลาร่วมปีในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการดูแลคนไข้กลุ่มนี้อย่างเข้าใจและเห็นใจในที่สุด จนนำไปสู่การพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ร่วมงานในองค์กร การเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ แพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้าน เชื่อไหมว่าตอนนี้บรรยากาศที่ที่ทำงานผมในเรื่องนี้ดีขึ้นมาก อาจารย์หลายคนทั้งในและนอกภาควิชาต่างก็นึกถึงผม อันนี้อย่าเพิ่งเข้าใจว่าผมเป็นมือทำแท้งเชียวนะครับ เพราะว่าเอาเข้าจริงๆแล้วผมเป็นมือให้คำปรึกษาต่างหาก คนที่ทำส่วนมากจะเป็นลูกศิษย์ครับ เขาอาสาครับ นั่นเป็นเพราะความเข้าใจนั่นเอง ผมก็รู้สึกดีนะครับ ดีที่คนมาปรึกษาเรื่องนี้ (ผมหมายถึงหมอคนอื่นๆเขามาปรึกษาให้ผมทำแท้งคนไข้ของเขา) นั่นหมายความว่า หมอท่านอื่นๆเขารู้สึกว่าผู้หญิงที่มีปัญหานั้นเขาควรมีทางออก

            ผมหันไปบอกอาจารย์นันทา ท่านผู้ดำเนินรายการว่า ผมเคยพูดกับภรรยาว่า ขอบคุณที่เข้าใจว่าผมกำลังทำอะไรลงไป หวังว่าความดีที่ผมได้ทำลงไปนั้นคงส่งผลถึงลูกเรานะแม่ ผมไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตจะมีคนทำแท้งให้ลูกสาวผมหรอกนะครับ แต่ผมหวังว่า เธอทั้ง 2 คนคงรอดปลอดภัยจากเรื่องเหล่านี้ต่างหากเล่า เล่นเอาฮากันไปทั้งห้อง (หลังจากที่ผมนำให้ความรู้สึกเขาร่วมดิ่งลงไปกับหนิง)

 

ปล. จะเห็นว่า ผมมองงานที่ผมทำนี้ เป็นการทำบุญนะครับ นั่นอาจจะเป็นมุมมองที่ผมเลือกมอง เลือกที่จะมีความสุขในการทำงาน อย่าว่ากันเลยนะครับ