เยี่ยม extern ที่ตรัง

       นี่น่าจะเป็นครั้งที่สองที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่โรงพยาบาลตรัง ซึ่งครั้งนี้มีความประทับใจมากมายจนเก็บไว้ไม่อยู่ ความเปลี่ยนแปลงดีๆเกิดขึ้นเยอะแยะ ลองตามผมมาดูนะครับว่าเป็นอย่างไร

       เรื่องของเรื่องทั้งหมดเกิดจากการที่คณะแพทย์จำต้องส่งลูกศิษย์ปีที่ 6 หรือที่เรียกกันว่า extern นั้น ออกไปปฏิบัติงานตามโรงพยาบาลต่างๆเป็นเวลารวม 6 เดือน สลับกับที่ต้องอยู่ใน ม.อ. อีก 6 เดือน โรงพยาบาลที่รับดูแล extern มีทั้งหมด 5 แห่งก็คือ หาดใหญ่ สงขลา มหาราชนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และตรัง (โอกาสต่อไปน่าจะมีเรื่องเล่าของตัวเองจากการเป็น extern ที่มหาราชฯบ้าง) เมื่อเราส่งลูกศิษย์ไปฝึกงานที่นั่น เราก็ต้องถือโอกาสไปเยี่ยมเยียน เยี่ยมทั้งลูกศิษย์และครูบาอาจารย์ของเขา เมื่อตอนผมเป็น extern อาจารย์และคณบดีก็ไปเยี่ยมที่นครฯ มาตอนนี้ผมเป็นอาจารย์ ผมก็ต้องไปเยี่ยมลูกศิษย์บ้าง

       มาดูเรื่องราวของโรงพยาบาลกันก่อนนะครับ

       โรงพยาบาลตรังในอดีตนักเรียนแพทย์ไม่ค่อยอยากจะมากัน ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งๆที่เมืองนี้น่าอยู่เหลือเกิน เมืองไม่ใหญ่เกินไป (น่าจะมีคนไข้น้อยกว่าเมืองใหญ่ๆ) ของกินมากเหลือล้น ที่เที่ยวก็สุดจะพรรณา เดาเอาเองเองตามบริบทของผู้เลือกในตอนนั้นก็น่าจะเป็นเพราะที่นี่มีหมออยู่น้อย ทำให้ extern ต้องอยู่เวรหนักถึงหนักมาก การอยู่เวรนั้น extern ต้องทำงานกัน 2 คนเพื่อที่จะดูแลคนไข้ทั้งโรงพยาบาล คนที่อยู่เวรศัลย์ก็ต้องดูคนไข้สูติฯด้วย คนที่ดูคนไข้ทางอายุรกรรมก็ต้องดูคนไข้เด็กไปด้วย เรียกว่าปรับสมอง (น้อยๆ) กันแทบไม่ทัน แต่นั่นก็คือเรื่องราวในสมัยปี พ.ศ. 2537 (ช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 5) และเมื่อเวลาผ่านพ้นมานานนับ 10 ปีเศษผมก็ขาดการปะติดปะต่อในเรื่องของการหมุนเวียนนักเรียนไปนาน

       จวบจนเมื่อปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสมาเยี่ยมลูกศิษย์ที่นี่เป็นครั้งแรก ก็ได้พบว่าสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปมาก นักเรียนทำงานสบายขึ้น มีความรู้สึกปลอดภัยในการเรียนการสอนมากขึ้น อันนี้ผมหมายความว่า คนไข้เขาปลอดภัย มีอาจารย์แพทย์คอยดูแลกำกับการทำงานโดยไม่ทอดทิ้ง เขาจึงรู้สึกปลอดภัย (ที่คนไข้ปลอดภัย) การอยู่เวรไม่จับฉ่าย ใครอยู่กองไหนก็อยู่เวรกองนั้น อาจารย์แพทย์หลายคนใจดีมาก เวลาอยู่เวรก็ซื้อขนมมาเลี้ยงดูและมาดูคนไข้ร่วมกัน

       อะไรที่เป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผมคิดว่าเกิดจาก 2 ประเด็น นั่นก็คือ แพทย์ในโรงพยาบาลมีจำนวนมากขึ้น และเมื่อคนมากขึ้นงานก็เบาลง สามารถแบ่งงานกันทำได้อย่างเต็มที่ มีเวลาดูแลลูกศิษย์รุ่นน้องได้มากขึ้น ปัจจัยที่สองก็คือ การมีศิษย์เก่าจากม.อ.มากมาย ทราบมาว่า เกินครึ่งของแพทย์ที่นี่เป็นศิษย์เก่าของเราเอง ทำให้มีเจตคติที่ดีต่อการดูแลน้องๆ

       อีกเรื่องหนึ่งที่ผมพบเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ การใส่ใจในเรื่องความเป็นอยู่ เมื่อปีก่อนได้มีโอกาสแอบไปดูบ้านพักของลูกศิษย์ พบว่าน่าอนาถใจ บ้านพักซอมซ่อ อยู่รวมกันอึดอัดและเหม็นอับเป็นอย่างมาก แบบว่า เมื่อออกมาจากบ้านพัก อาจารย์ที่ไปเยี่ยมลูกศิษย์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่เมื่อมาถึงปีนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปทั้งหมด ลูกศิษย์มีที่พักใหม่ มีแอร์ มีที่ทำน้ำอุ่น เคเบิ้ลทีวีก็มีเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เก้าอี้ดีๆไว้หย่อนตูด ต่างก็มีความรู้สึกสุขขีกันถ้วนหน้า เรื่องนี้คงต้องยกให้เป็นผลงานแห่งความดีของคุณหมอศุภชัย (หรือพี่โอเล่) ผู้เป็นรองผอ.โรงพยาบาล เป็นจักษุแพทย์ที่ผมรู้จัก และเป็นศิษย์เก่าของ ม.อ.อีกเช่นกัน ท่านผู้นี้เป็นผู้ที่ดูแลเรื่องทุกข์สุขของน้องๆทั้งหมด

       เอาเป็นว่าตอนนี้ โรงพยาบาลตรังก็เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ extern แย่งกันมาฝึกงาน เพราะคนสอนอยากจะสอน สวัสดิการก็ดีเยี่ยม

       ปัจจัยต่อมาก็คือ ปัจจัยด้านนักเรียน

       นักเรียนที่ไปเยี่ยมกลุ่มนี้มีทั้งหมด 12 คน และต้องบอกว่าเป็นกลุ่มเหรียญทอง เพราะ 9 ใน 12 คน คือคนที่ถูกคัดเลือกมาเป็นแพทย์ใช้ทุนของ ม.อ. ต่อในปีหน้า อีกทั้ง ทั้ง 12 คนนี้ ต่างก็ได้รวบรวมทีมกันมาเอง เรื่องนี้น่าสนใจครับ เพราะนักเรียนที่รวมกลุ่มกันเองนั้นเขาจะสนิทกันมาก เมื่อสนิทกันมากก็จะทำงานร่วมกันได้ดี ช่วยเหลือกัน ไม่วอแว ผลที่ออกมาจึงเป็นที่น่าพอใจสำหรับบรรดาพี่ๆที่คอยดูแลสอนสั่ง เมื่อเด็กอยากเรียน ครูก็อยากสอน พี่โอเล่สรุปเรื่องความอยากสอนสั่งนี้ในห้องประชุมว่า “เราเองก็อยากจะดูแลน้องๆให้ดีๆ เพราะอย่างน้อย ในอนาคตเราเองก็จะได้สบายใจที่เขาจะเป็นหมอที่ดีและเก่ง และดูแลเราเมื่อยามป่วยไข้ต่อไป”

       คงต้องจบการรายงานเรื่อง extern จากโรงพยาบาลตรังไว้เพียงเท่านี้ครับ รู้สึกดีจนเก็บเอาไว้ไม่อยู่ เลยต้องบอกเล่ากัน