เทคโนโลยีนั้นเข้าไปมีส่วนในแทบจะทุกแง่มุมของชีวิตเลยก็ว่าได้ และมันอาจจะเป็นเหตุผลที่หลายๆ ฝ่ายตัดพ้อว่าสถาบันเดียวที่ไม่ยอมให้มีเทคโนโลยีคือที่โรงเรียน เข้าเรียนก็ต้องงดใช้มือถือ ต้องเรียนกับกระดานดำ ปิ้งแผ่นใส หรืออย่างเก่งก็เปลี่ยนเป็นการฉายโปรเจคเตอร์ไป นี่ละครับเทคโนโลยีในโรงเรียน เชยสิ้นดี! ถึงขนาดที่นิตยสาร Time [1] เยาะเย้ยว่าโรงเรียนเป็นสถาบันหนึ่งเดียวที่ยังอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบ

แต่ลองย้อนกลับมาตั้งหลักสักนิด คิดสักหน่อย เราอาจจะต้องถามกลับว่า เฮ้ย! โรงเรียนจำเป็นต้องไฮเทคไหม? เด็กจำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนไหม? หรือต้องแจกแท็บเล็ตกันถึงจะเป็นโรงเรียนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด?

อย่าคิดว่าผมต่อต้านการใช้เทคโนโลยีนะครับ ถึงผมจะไม่ใช่ประเภทแกดเจ็ทตัวพ่อ แต่ผมก็พยายามเป็นผู้รับเทคโนโลยีรุ่นแรก (early adopter, [2]) ถ้ามีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ก็อยากลอง อยากเล่น อยากลูบคลำสัมผัส มีข้อแม้อยู่ข้อเดียวคือเรื่องกำลังทรัพย์! (ฮา) เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้รับเทคโนโลยีรุ่นแรกโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะชอบเทคโนโลยีอะไรนักหรอกครับ แต่เหตุผลคือ “ถ้าเพื่อนมี ฉันต้องมี” และที่สำคัญกว่าคือ “ถ้าดารามี ฉันก็ต้องมี” (ตัวอย่างคือการให้ดาราและเซเลบในเมืองไทยช่วยบุกตลาด BB)

ต่อคำถามในย่อหน้าแรกที่ว่า “โรงเรียนจำเป็นต้องไฮเทคไหม?” ถ้าเรามองไปรอบๆ เราอาจจะพบว่ามันสายเกินที่จะหยุดความไฮเทคในสังคมได้แล้วครับ คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ “เราจะจัดการกับมันยังไง?” ซึ่งผมขอให้สองคำตอบดังนี้ครับ (๑) คือนำมาใช้เมื่อมันเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการรู้ของผู้เรียน และ (๒) คือใช้ทรัพยากรเท่าที่เรามีกำลังจะหามาได้เท่านั้น

ขอเล่าเป็นนิทานเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ

อาจารย์จอร์ช เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยนี้มีงบประมาณซื้ออุปกรณ์เจ๋งๆ เอามาใช้ในห้องเรียน แล้วเขาก็ตัดสินใจซื้อไอ้นี่

มันเรียกว่าคลิ๊กเกอร์ เป็นอุปกรณ์สื่อสารไร้สายหน้าตาคล้ายๆ รีโมททีวี พอนักเรียนเข้าห้องมา จอร์ชก็บอกให้นักเรียนหยิบคลิ๊กเกอร์ไปคนละตัว ส่วนจอร์ชเองได้เตรียมคำถามต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้าแล้วก็จัดแจงเอาคำถามขึ้นจอโปรเจคเตอร์ นักเรียนเห็นคำถามแล้วก็กดคลิ๊กเกอร์เพื่อตอบ เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที นักเรียนทั้งห้องก็เห็นคำตอบของเพื่อนๆ ในชั้นโชว์เป็นค่ากราฟแท่ง กราฟวงกลมว่าใครตอบข้อไหนบ้าง แล้วมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ตอบถูก เจ๋งไหมครับ? ผมคนหนึ่งล่ะว่าเจ๋ง ที่ University of Colorado Science Education Initiative (CU-SEI) กับ the University of British Columbia Carl Wieman Science Education Initiative (CWSEI) เขาศึกษาวิจัยกันอย่างเอาจริงเอาจังว่าคลิ๊กเกอร์นั้นช่วยอะไรในการสอนได้บ้าง [3] เราลองไปดูวีดิโอกัน

วีดิโอตัวนี้จาก CU-SEI บอกเล่าถึงเทคนิควิธีที่ได้ผลและไม่ได้ผลในการใช้คลิ๊กเกอร์ในห้องเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่าคลิ๊กเกอร์นั้นถ้าใช้ร่วมกับการถามคำถามที่ทดสอบความเข้าใจ คำถามวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการถกเถียงในกลุ่มย่อยนั้นจะได้ผลดี ผู้สอนไม่ควรใช้คลิ๊กเกอร์เพื่อเช็คชื่อ หรือถามคำถามทดสอบความจำ

สรุปก็คือคลิ๊กเกอร์นั้นเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนแน่ๆ และนั่นแปลว่าเทคโนโลยีคลิ๊กเกอร์ตอบคำถามข้อแรกที่ว่าเทคโนโลยีต้องเอื้อประโยชน์ได้ถูกต้อง แต่สำหรับข้อสองในเรื่องของทรัพยากรในมือนั้นเราลองมาดูอาจารย์อีกท่านหนึ่งครับ

วิกเตอร์เพื่อนจอร์ช เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านรามคำแหง ได้ยินเรื่องคลิ๊กเกอร์จากเพื่อนก็เลยอยากได้อยากมี อยากให้เด็กในชั้นใช้บ้าง แต่วิกเตอร์ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะคุ้มกับเงินงบประมาณหรือเปล่า ไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรไปอ้างให้มหาวิทยาลัยสั่งซื้อคลิ๊กเกอร์ ถ้าเกิดสั่งซื้อมาแล้วไม่มีงบฝึกอบรมอาจารย์ผู้ใช้เทคโนโลยีนั้นๆ จะทำอย่างไร ถ้าไม่อบรมว่าจะใช้ “อย่างไร” ให้เกิดประโยชน์ ก็เท่ากับเป็นการซื้อมาทิ้ง เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ พฤติกรรมทุ่มเงินซื้อวัตถุเทคโนโลยีเพื่อหวังพัฒนาประเทศอย่างไม่ลืมหูลืมตาโดยไม่พัฒนาคนนั้น วิกเตอร์คิดว่าปล่อยให้มืออาชีพอย่างนักการเมืองเขาทำกันก็แย่พออยู่แล้ว

เขาเลยลองค้นคว้าว่าจะใช้ทรัพยากรเทคโนโลยีอะไรที่มีอยู่แทนคลิ๊กเกอร์ได้บ้าง และวิกเตอร์ก็พบว่าที่มหาวิทยาลัยเขามีคอมพิวเตอร์ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว แถมเขายังไปเจอเว็บที่ชื่อ polleverywhere.com ที่ทำงานคล้ายๆ คลิ๊กเกอร์ ขอเพียงเรามีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนก็สามารถใช้ได้แล้ว เมื่อทดลองใช้ดูโดยลอกยุทธวิธีการสอนแบบที่ CU-SEI แนะนำก็พบว่ามันเวิร์ก! วิกเตอร์ดีใจ รีบกดสมาร์ทโฟนของตนไปหาเพื่อนสนิทชื่ออาจารย์ปิยะ

อาจารย์ปิยะกดรับโทรศัทพ์เพื่อนจากโนเกีย 1280 ของเขา และรับฟังเรื่องราวต่างๆ จากวิกเตอร์อย่างสนอกสนใจ ตัวเขาเองสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชุมชน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบัณฑิตออกไปช่วยเหลือพัฒนาท้องถิ่นของตน ปิยะได้ยินเรื่องราวก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้นักเรียนของเขาได้ประโยชน์เหมือนอย่างนักเรียนในต่างประเทศ และนักเรียนในเมือง นักเรียนของปิยะมีไม่กี่คนที่มีสมาร์ทโฟนใช้ และปิยะก็ไม่ได้สอนในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เหมือนวิกเตอร์

พอได้ดูวีดิโอยูทูบที่เพื่อนแนะนำ ปิยะก็พบว่ามันมีสมการคลิ๊กเกอร์อยู่ดังนี้

คลิ๊กเกอร์ + ถกปัญหาในกลุ่มย่อย  + คำถามทดสอบความเข้าใจ = ห้องเรียนที่ส่งเสริมการเรียนรู้และน่าสนใจ

จะเป็นไปได้ไหมถ้าเราเอาคลิ๊กเกอร์ หรือแม้แต่ polleverywhere ออกจากสมการ? ปิยะตอบตัวเองว่ามันก็ทำได้นี่หว่า! เพราะหน้าที่ของคลิ๊กเกอร์ในสมการนี้คือเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการแสดงผลคำตอบของนักเรียน

อาจารย์ปิยะลองสอนโดยการลดเวลาการบรรยาย ลองโยนคำถามยากๆ ให้นักเรียนคิดกันเพื่อเบรคจากการบรรยายยาวๆ ให้เวลานักเรียนได้คุยกัน พอได้คำตอบก็ใช้วิธีให้ส่งคำตอบมาหน้าห้องบ้าง ถามแล้วให้ตัวแทนกลุ่มยกมือเลือกคำตอบที่เขาเตรียมไว้บ้าง และปิยะก็รวบรวมคะแนนเองบนกระดานดำ (กระดานสีเขียวที่ใครๆ หาว่าเชยนั่นแหละ) ปิยะพบว่ามันก็ได้ผลเหมือนกัน อาจจะช้าหน่อย นักศึกษาอาจจะไม่เห็นกราฟไฮโซอย่างคลิ๊กเกอร์หรือ polleverywhere แต่เขาไม่ต้องควักสักบาท!

จากคำถามสองข้อข้างต้น อาจารย์ปิยะนั้นไม่ได้คิดจะตอบโดยมุ่งเอาเทคโนโลยีเป็นตัวตั้งในการตอบปัญหา แต่มุ่งไปที่กลวิธีการสอนว่า (๑) สอนอย่างไรถึงจะเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการรู้และ (๒) ทรัพยากรอะไรที่เรามีอยู่ที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ทรัพยากรที่อาจารย์ปิยะมีคือปัญญาของแก และเวลาในชั้นเรียน เมื่อต้องการเวลาเพิ่มขึ้นสำหรับการพูดคุยในกลุ่มนักเรียน อาจารย์ปิยะก็ตัดสินใจลดเนื้อหาที่ไม่สำคัญลงบ้าง เอาเนื้อหาที่เน้นๆ มาสอน และเพิ่มกรณีศึกษา โจทย์ที่ใกล้ตัวนักเรียนมากขึ้น เพื่อให้พวกเขาต่อยอดความรู้ไปได้เอง

แล้วนักเรียนต่างชาติ นักเรียนในเมือง และนักเรียนนอกเมืองก็ได้รู้จากอาจารย์ของพวกเขาอย่างมีความสุข

จบ.

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการตอบโจทย์ในการเรียนการสอนที่มีเป้าหมายคือผู้เรียนโดยใช้ “ทรัพยากรที่มีอยู่” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นเป็นเรื่องที่สนุกสำหรับงานอาจารย์ ทั้งสามท่านที่กล่าวมานี้ ไม่มีใครดิ้นรนจนเกินกำลังทรัพย์ที่มี

การจัดสรรทรัพยากรเวลาและเทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายครู อาจารย์ ผู้บริหาร และนักการศึกษาที่อยากจะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในห้องเรียน เพราะนอกจากจะต้องคอยตามเทคโนโลยีให้ทันแล้วยังต้องใช้ความคิด ความสามารถในการเลือกที่จะใช้อย่างมีศิลปะ แต่เรื่องที่น่าเศร้าคือบ่อยครั้ง พอเป็นเรื่องระดับชาติ เรามักจะกระโดดข้ามคำถามข้อแรก คือไม่มองว่ามันจะเป็นประโยชน์กับผู้เรียนจริงๆ หรือไม่ และเราก็โกงคำตอบข้อสอง คือถึงจะไม่มีทรัพยากรในมือก็ตะเกียดตะกายซื้อหามาใช้

ก่อนจะด่วนลงทุนเทคโนโลยีการศึกษา เราลองมาตอบคำถามสองข้อนี้อย่างจริงจัง ลองนำแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระราชดำริมาปรับใช้ในห้องเรียนเป็นการใช้เทคโนโลยีอย่างพอเพียง จะดีไหมครับ?

คิดเห็นอย่างไร หรืออยากกดไลค์ ก็เชิญได้เต็มที่เลยครับ

อ่านตอนที่หนึ่งของบันทึกนี้ได้ที่นี่ครับ [link]


อ้างอิง:
[1] How to Bring Our Schools Out of the 20th Century http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1568480,00.html
[2] Rogers, E. M. (2003). Diffusion of innovations (5th ed.). New York, NY: Free Press.
[3] Clicker Resources: http://www.cwsei.ubc.ca/resources/clickers.htm

ภาพประกอบ:
http://telr.ohio-state.edu/tom/classroomclickers/Qwizdom_Q4.jpg