ตั้งแต่จำความได้ ฉันก็เห็นหนังสือของพ่อวางไว้บนชั้นหนังสือเล็ก ๆ พ่ออ่านหนังสือที่พ่อสนใจ หนังสือที่ฉันจำติดตาติดใจได้ เช่น แม่เล่าให้ฟัง, ภาพถ่าย 100 ปีของกรุงรัตนโกสินทร์ ของ เทพชู ทับทอง, การใช้ Gramma ภาษาอังกฤษ ฯลฯ

ฉันเห็นแม่ของฉัน ซึ่งจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดยางงาม อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐทุกวัน

ภาพของพ่อและแม่กับการอ่านหนังสือ ... แอบฝังลึกและซึมซาบเข้ามาในสายเลือดของนิสัยรักการอ่านของฉัน โดยที่ฉันไม่รู้ตัวเองมาก่อน

ภาพของหนังสือกับฉันเลือนลางในรายละเอียด จำได้พอทำเนา เช่น

 

ตอนที่ฉันเรียนชั้นประถมศึกษา

 

เวลาว่าง ๆ พักน้อย พักเที่ยง ฉันจะเลือกเข้าห้องสมุด เพื่อไปดูว่า วันนี้มีหนังสืออะไรน่าอ่านบ้าง

วันดีคืนดี จะมีร้านหนังสือราคาย่อมเยามาขายหน้าโรงเรียน ฉันจำได้ว่า ฉันชอบหนังสือ "ที่สุดในโลก" "ความรู้รอบตัว" "ที่สุดในจักรวาล" อะไรพวกนี้ มันจะเป็นเล่มรวมเล็ก ๆ ราคา 5 บาท 10 บาท ฉันก็จะควักสตางค์ค่าขนมของแม่ ซื้อไว้เล่มหนึ่งบ้าง สองเล่มบ้าง ตามสตางค์ที่ฉันพอมี บางทีแม่มา แม่ก็ซื้อให้

 

เมื่อเข้าชั้นมัธยมศึกษา

 

ฉันก็ยังมีนิสัยชอบอ่านหนังสืออยู่ต่อไป

ฉันเริ่มได้ค่าขนมไปโรงเรียนมากขึ้น ฉันเริ่มซื้อนิตยสาร "สตาร์ ซ็อคเกอร์" ทุกวันศุกร์ การ์ตูนเรื่องโปรด เช่น กัปตันซึบาสะ, ซิตี้ฮันเตอร์, โคทาโร่ ฯลฯ

ฉันเข้าห้องสมุดเป็นประจำ ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6

ยืมหนังสือเต็มโควต้า เล่มไหนอ่านจบแล้วก็เอามาคืน แล้วหายืมเล่มใหม่ ๆ ต่อ นอกจากฉันยืมหนังสือพวกวิชาเรียนแล้ว ฉันชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทุกประเภท หนังสือพวกให้กำลังใจ ปรัชญา วิธีคิดต่าง ๆ เรียกว่า ถูกใจเล่มไหน ยืมอ่านหมด ... มาจนครูบรรณารักษ์จำหน้าได้

ฉันจำได้ว่า ฉันยืมหนังสือมากกว่าใครในโรงเรียนนี้แน่ ๆ ... แต่จำนวนเล่มไม่ได้บันทึกไว้ เพราะสมัยนั้นยังใช้บัตรกระดาษยืม-คืนกันอยู่

ถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่า โรงเรียนฉันอยู่บ้านนอกบ้านนา จะมีหนังสือสักกี่เล่มเชียว ผิดนะ โรงเรียนที่ฉันเรียนในระดับมัธยมศึกษานี้ เป็นโรงเรียนที่จัดระดับของกระทรวงศึกษาฯ ว่าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองหลวง จำนวนหนังสือจึงต้องสมดุลกับจำนวนนักเรียน :)

ระดับมัธยมศึกษานี้ ฉันยืมมากกว่าซื้อ เพราะฐานะทางครอบครัวและค่าขนมมาโรงเรียนไม่ได้มากนัก แต่ฉันก็พอใจ เพราะฉันไม่ได้ทำให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อน ฉันไม่เคยเกเร พยายามตั้งใจเรียน ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจที่ครูสอนมากนัก เรียกว่า หัวไม่ดีมาแต่เด็ก พอกล่อม ๆ แกล่ม ๆ เท่านั้น

 

เมื่อได้เรียนปริญญาตรี (เอ็นสะท้านใจได้อย่างฟลุ๊ค ๆ)

 

ฉันดีใจมาก เพราะฉันได้สิทธิ์ในการยืมหนังสือของมหาวิทยาลัยมากกว่าตอนเรียนมัธยมศึกษา ยืมแหลกเหมือนเดิม ชอบเล่มไหนยืมเล่มนั้น

นอกจากตำราเรียน ก็มี ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญา การดำเนินชีวิต ธรรมะ เรื่องลี้ลับ การเมือง การปกครอง ฯลฯ

มหาวิทยาลัยมีการเก็บค่าห้องสมุดทุก ๆ ภาคเรียน ฉันว่า ฉันยืมคุ้มเงินที่เสียไปแน่ ๆ ล่ะ เพื่อนบางคนของฉัน แทบจะไม่ได้ยืมหนังสือมาอ่านเลย หากอาจารย์ไม่บังคับ ก็คงไม่ยืมมาใช้

ฉันเรียน 4 ปี + 1 ซัมเมอร์ เพราะฉันยังทำ IS ไม่เสร็จสิ้น ... ฉันเลยมีโอกาสยืมหนังสือถึงซัมเมอร์สุดท้ายทีเดียว แต่ไม่รู้ว่ามันน่าภูมิใจหรือเปล่า เพราะเพื่อนวิ่งหางานทำกันหมดแล้ว :)

ในการเรียนระดับปริญญาตรี ฉันเริ่มซื้อหนังสือให้ตัวเองมากขึ้น ปี 1 - 2 ส่วนใหญ่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ จิตวิทยา เพราะคิดว่า ยิ่งโต ยิ่งต้องค้นหาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตมากขึ้น

พอปี 3 - 4 หนังสือที่เริ่มสนใจมากขึ้น คือ คอมพิวเตอร์

ฉันเริ่มเป็นสมาชิกนิตยสาร Micro Computer User ตั้งแต่เริ่มแรกเลย

ที่สนใจคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพราะฉันเริ่มเรียนหลักสูตรคอมพิวเตอร์ระยะสั้น เช่น DOS, CW, RW, Lotus 123, Dbase ฯ อันเป็นหลักสูตรยอดฮิตในสมัยก่อนโน้น

ฉันพบว่า ฉันเรียนยังไงก็เข้าใจไม่แจ่มแจ้ง ฉันจะเลือกที่เรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น โดยการซื้อหนังสือคอมพิวเตอร์มาอ่านแล้วทำความเข้าใจด้วยตัวเอง

สมัยนั้น หนังสือคอมพิวเตอร์ภาษาไทย เพิ่งเริ่มออกมาในท้องตลาด มีไม่มากนัก และราคายังแพงอยู่ ไม่มี 4 สีเหมือนปัจจุบันนี้

ผู้นำที่เห็นชัด ๆ คือ ซีเอ็ดยูเคชั่น

ผู้เขียนก็ อาจารย์ยืน ภู่วรวรรณ อาจารย์ครรชิต มาลัยวงศ์ ฯลฯ

อย่างน้อย ฉันเริ่มเอาเงินประจำเดือนที่แม่ให้ไว้ มาซื้อเดือนละ 1 เล่ม หรือไม่ก็ 2 เดือน 1 เล่ม แล้วแต่ความต้องการอ่าน เพราะห้องสมุดมหาวิทยาลัยตามไม่ค่อยทัน มีแต่เล่มเก่า ๆ

น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านหนังสือคอมพิวเตอร์ และนิตยสารคอมพิวเตอร์ของฉัน

พอเรียนจบปริญญาตรีโดยสมบูรณ์ปุ๊บ ... โห มีแต่ลังหนังสือคอมพิวเตอร์และหนังสือประเภทอื่น ๆ มากมาย สักร้อยเล่มได้มั้ง

 

เมื่อได้มีโอกาสเรียนปริญญาโทกับเขา

 

ดีใจอีกครั้ง ฉันได้ยืมหนังสือได้ 15 เล่ม เล่มหนึ่งยืมได้ 14 วัน ดีใจ ๆ

ฉันก็ใช้โควตาเต็มที่ อ่านจบแล้วคืน คืนแล้วยืมเล่มใหม่ เป็นแบบนี้มา 5 ปี

ปีที่ 6 ไม่ได้ใช้โควตาของนักศึกษาปริญญาโท แต่ใช้สิทธิ์ของบุคลากรแทน

จากยืมได้แค่ 14 วัน ฉันยืมได้เป็น 1 ภาคเรียน :)

จำได้ว่า เมื่อฉันเรียนจบ ฉันยืมหนังสือไป 1,008 เล่มใน 6 ปี แต่ไม่มีรางวัลการยืมให้ มีแต่ความประหลาดใจว่า โห ทำได้ไงหว่า บ้าไปแล้ว

 

ส่วนการซื้อ ... มีการซื้อมากขึ้น ตามเงินประจำเดือนที่มากขึ้นตาม เดือนหนึ่งก็ 2 - 3 เล่ม แนวหนังสือก็คล้าย ๆ ตอนเรียนปริญญาตรี แต่เพิ่มเข้ามาคือ หนังสือที่เกี่ยวกับวิชาชีพที่ตัวเองเรียน เช่น เทคโนโลยีการศึกษา จิตวิทยาการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ทุกแนวทาง ฯลฯ

 

นิตยสารคอมพิวเตอร์ก็ซื้อหลายหัวมากขึ้น เช่น Computer Today, Microcomputer, Windows Magazine, IT Soft ฯลฯ

นิตยสารคอมพิวเตอร์นี่ มากจริง ๆ ครับ ... ผมว่า 6 ปีมีสะสมได้หลายพันเล่มเลย อ่านไม่ทันแน่ ๆ ล่ะ แค่อยากตามเทคโนโลยีให้ทัน ก็เสียสตางค์ไปมากมาย (ห้ามทำตาม)

 

นอกจากการยืม และ ซื้อแล้วนั้น ยังมีการถ่ายเอกสารหนังสือเป็นเล่ม ๆ อีก โดยเฉพาะพวก Text Book ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับสาขาวิชาชีพตัวเอง เพราะต้องใช้ประกอบการทำวิทยานิพนธ์ หรือไม่ก็พวกวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนเองสนใจจะทำอยู่

ไปถ่ายเอกสารมาหมด เช่น รวมบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ของจุฬาฯ มศว.ประสานมิตร, วิทยานิพนธ์ของจุฬาฯ มศว.ประสานมิตร ขอนแก่น เป็นต้น

 

พอมีงานทำเป็นเรื่องเป็นราว

 

เอาล่ะสิมีเงินเดือนประจำ ... ดังนั้น ก็ไปเป็นสมาชิกร้านหนังสือใหญ่ ๆ ในเชียงใหม่ เพราะซื้อแล้วมีส่วนลดบ้าง ... เดือนหนึ่งต้องไปเดินร้านหนังสือ ... แล้วได้ติดไม้ติดมือมาเสมอ

 

ปัจจุบัน

 

มีห้องสมุดส่วนตัวน้อย ๆ แล้วสิ แต่ยังไม่ได้จัดเป็นเรื่องเป็นราวสักที

 

 

 

 

 

 

เป็นไงครับ ... ดูไม่ได้ทีเดียว ... กลัวงูจะฉกเข้าสักวัน :)

 

มีน้องบอกผมว่า ... มูลค่าของหนังสือที่มีอยู่ น่าจะซื้อบ้านได้หลังหนึ่ง รถได้สักคันแล้วล่ะ ... เหอ เหอ ... ท่าจะจริง

 

ห้องสมุดเล็กเกินกว่าจะบรรจุหนังสือไว้ได้ทั้งหมด ... ฉันจึงเริ่มคัดหนังสือ นิตยสารที่ไม่ได้ใช้ นำไปมอบเป็นความรู้แก่โรงเรียน และห้องสมุดที่ฉันเห็นว่า มันจะยังประโยชน์ให้แก่พวกเขาได้

เอาไว้ฉันจะเล่าให้คุณ ๆ ฟังอีกสักบันทึกหนึ่งแล้วกัน

 

"การอ่านหนังสือ" ไม่ใช่ "งานอดิเรกของฉัน" แต่เป็น "ชีวิตของฉัน" ต่างหาก

คุณจะเชื่อไหมน้า ?

 

เรื่องเล่าของฉันในบันทึกนี้ ... อาจจะทำให้คุณ ๆ ได้เห็นประโยชน์และสาระบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมด เพราะมันมีทั้งข้อดีและข้อไม่ดีปะปนกันไป เพียงแต่ว่า สิ่งที่เล่ามามันเป็นแค่ชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่ดำเนินมายาวนานเท่านั้น

บุญรักษา ทุกท่าน :)