สมบัติบ้าในวัด

ผ้า ๔ เหล็ก ๓ น้ำ ๑ ... นี้คืออัฎฐบริขาร ซึ่งเป็นเครื่องใช้พื้นฐานของพระภิกษุ...

ผ้า ๔ ได้แก่ ผ้าไตรจีวร คือ อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) อุตตรวาสก (ผ้าห่ม) และ สังฆาฎิ (ผ้าทาบ) ส่วนผ้าอีกอย่างคือ รัดประคด (สายเอว)

เหล็ก ๓ ได้แก่ มีดโกน เข็ม และ บาตร

น้ำ ๑ คือ ธรรมกรก (ที่กรองน้ำ)

อันที่จริง พระวินัยอนุญาตบาตรไว้ ๒ ขนิด คือ บาตรดินเผาและบาตรเหล็ก แต่บาตรดินเผาไม่เป็นที่นิยม ดังนั้น ในชุดอัฎฐบริขารปัจจุบันจึงจัดไว้เฉพาะบาตรเหล็ก... ส่วนบาตรไม้ไม่อนุญาต สิ่งเทียมบาตรอื่นๆ เช่น หม้อ น้ำเต้า กระโหลก ก็ไม่อนุญาตเช่นเดียวกัน...

บาตรมีหลายขนาดซึ่งพระวินัยแบ่งไว้กว้างๆ ว่า เล็ก กลาง และใหญ่... แต่ในปัจจุบันมักเรียกกันตามขนาดหน้าตัดของปากบาตร อย่างเล็กก็ ๕-๖ นิ้ว และใหญ่สุดก็ ๑๒ นิ้ว...

ส่วนชนิดของบาตรเหล็ก ตามที่เคยเห็นมาก็มีหลายแบบ เช่น บาตรหล่อ (ใช้เหล็กผืนเดียว) บาตรเย็บ (ใช้เหล็กแผ่นเล็กๆ แล้วตีขึ้นรูป เชื่อมให้ติดกัน จะมองเห็นเป็นรอยคล้ายผืนผ้าที่เอามาเย็บต่อกัน) ซึ่งปรกติก็จะรมดำมาจากร้าน ...และทั้งสองชนิดนี้ ถ้านำมาเคลือบทำนองเดียวกับจานหรือช้อนเคลือบก็จะเรียกว่า บาตรเคลือบ...ที่ต่างออกไปก็ บาตรพม่า จะใช้เหล็กลวดขดขึ้นมาเป็นรูปบาตรแล้วใช้สีบางอย่างเคลือบอย่างสวยงาม... ในท้องถิ่นอื่นสันนิษฐานว่าคงจะมีบาตรทำนองอื่นอีก แต่ผู้เขียนไม่เคยเห็น ....

สมัยก่อนบาตรหล่อหรือบาตรเย็บรมดำธรรมดา ใช้ไม่นานก็จะขึ้นสนิม หรือบางลูกก็เริ่มขึ้นสนิมมาจากร้านแล้วก็มี ดังนั้น การรักษาบาตรมิให้ขึ้นสนิมจึงเป็นเรื่องที่จะต้องเอาใจใส่ (พระรุ่นก่อนจึงมักจะล้างบาตรและเก็บบาตรเอง)...

ตามพระวินัยได้อธิบายการเก็บรักษาบาตรไว้อย่างละะเอียด คือใช้เสร็จแล้ว ต้องล้างให้สะอาด ล้างเสร็จแล้วก็ต้องเช็ดให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วก็นำไปผึ่งแดดหรือตากแดด และอย่าตากไว้นาน พอแห้งดีแล้วก็ต้องเก็บไว้ การเก็บก็อย่าเก็บไว้ในที่สูง ต้องเก็บไว้ในที่ด่ำ (ผู้รู้สันนิษฐานว่า โบราณคงจะใช้บาตรดินเป็นส่วนมาก จึงกำหนดให้เก็บไว้ในที่ต่ำ เพราะเกรงจะหล่นแตก) ...ซึ่งพระวินัยปรับอาบัติทุกกฎ ทุกขั้นตอนถ้าไม่เอื้อเฟื้อเรื่องนี้.....

สำหรับส่วนตัวผู้เขียน ตอนบวชใหม่ๆ หลังจากล้างและเช็ดบาตรเรียบร้อยแล้ว พอตากแดดเหล็กเริ่มร้อน ก็มักจะใช้เทียนทาลงไปบาตร เพื่อทำให้เนื้อเทียนเคลือบกับผิวบาตร จะช่วยป้องกันสนิมได้ ... แต่ก็มีบ้างเหมือนกัน ที่เผลอสติ ลิมเก็บบาตรแล้วฝนตกได้น้ำเต็มบาตร รุ่งเช้าสนิมจับทันที...นั่นคือ นอกจากเป็นอาบัติแล้วก็ต้องขัดใหม่อีกครั้ง

ถ้าสนิมจับมากๆ หรือบาตรเคยใช้แล้วทิ้งไว้นาน สนิมจับทั้งลูก ก็จะใช้วิธีเผาไฟ นั่นคือ ก่อไฟขึ้นแล้วเอาบาตรไปเผา จนเนื้อแดง แล้วก็นำมาขัดใหม่ ซึ่งวิธีการก็มีหลายสูตร บางท่านก็เผาด้วยพดมะพร้าวสดๆ เพื่อให้เกิดเป็นน้ำมันเคลือบผิวบาตร หรือเคลือบกับน้ำมันตังอิ้ว น้ำมันมะพร้าว...

ส่วนบาตรเคลือบ ไม่เป็นสนิม แต่ก็ต้องดูแลอย่าให้ตกหรือกระแทก เพราะสีจะกระเทาะออกมา และจุดนั้นจะผุเป็นสนิม ซึ่งถ้าไม่รีบเอาสีทาทับลงไป ไม่นานก็ทะลุเป็นรูได้ ดังนั้น บาตรเคลือบจึงมีผู้นิยมน้อยกว่าบาตรรมดำ เพราะแพงกว่าและดูแลยากกว่า..

ต่อมาก็เริ่มมี บาตรสแตนเลส เข้ามา ปัญหาเรื่องบาตรขึ้นสนิมก็ค่อยๆ หมดไป ส่วนบาตรแบบเดิมก็กลายเป็น สมบัติบ้าในวัด...

ประมาณ ๑๐ ปีก่อน เพื่อนผู้เขียนจัดงานบวชเณรฤดูร้อน แล้วถามผู้เขียนว่า มีบาตรบ้างมั้ย? ผู้เขียนก็รับปากว่าจะไปดูให้... ผู้เขียนก็มาดูที่วัด... ใต้ถุนมีบาตรแบบเก่าอยู่เกือบร้อยลูก เมื่อพบเพื่อนผู้เขียนวันต่อมา ก็บอกให้มาเอาบาตร ท่านบอกว่า เปลี่ยนใจแล้ว ลงทุนซื้อบาตรสแตนเลส ๕๐ ลูกแล้ว ปีหน้าค่อยซื้อเพิ่ม จะได้ไม่ต้องเผาบาตรขึ้นสนิมทุกปี (การเผาบาตรขึ้นสนิมครั้งละประมาณ ๑๐๐ ลูก จัดว่ามิใช่งานธรรมดา) ...ส่วนบาตรเก่าใต้ถุนกุฎิ ผู้เขียนก็เรียนให้พระผู้ใหญ่ทราบว่า น่าจะขายเป็นเศษเหล็กทิ้งไว้ก็เกะกะ... จึงได้รู้ว่าเหล็กบาตร พ่อค้าของเก่าไม่รับซื้อ...ดังนั้น จึงสรุปว่า บาตรเก่าๆ ไม่ใช้แล้วฝังหมด (ยกเว้นบาตรสแตนเลส)

บาตรรมดำ ยังมีขายในท้องตลาดปัจจุบัน บางคนบวชลูกหลานก็ซื้อไปใช้ โดยไม่เข้าใจ พอเป็นพระหรือเณรในวัดก็จะเข้าใจว่าบาตรแบบนี้ เค้าเลิกใช้กันแล้ว ถ้าบวชไม่นานนักก็จะทิ้งบาตรลูกนั้นไว้ หรือถ้าบวชอยู่นานๆ ก็จะแสวงหาบาตรสแตนเลสมาใช้ ส่วนบาตรลูกเดิมก็เป็นสมบัติบ้า ที่ผู้อยู่ในวัดต้องฝังลงดิน ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...

ผู้เขียนมักจะแนะนำบรรดาญาติโยมที่จะบวชลูกหลานแล้วมาปรึกษาว่า ให้ซื้อบาตรสแตนเลส แพงกว่านิดหน่อยแต่ใช้ได้ตลอด (ถ้าไม่ซื้อที่ร้านก็ทอนบาตรเก่าเอาในวัดก็ได้ ส่วนสลกบาตรค่อยไปซื้อของใหม่จากร้าน)

จึงบอกเล่ามายังเพื่อนสมาชิกใน gotoknow ด้วย ถ้าใครมีศรัทธาจะบวชเอง หรือบวชลูกบวชหลาน ก็ให้ซื้อบาตรสแตนเลส จ้า....