การศึกษา,การปฏิรูปการศึกษา

   เนื้อหาของ เรื่องที่อยากแลกเปลี่ยนคราวนี้  เป็นเรื่องการศึกษา ครับ คือด้วยความที่ ชีวิตเป็นอาจารย์ และได้มีโอกาสไปคลุกคลี กับคุณครู ในระดับโรงเรียนมัธยมอยู่บ่อยๆ  และ ตลอดชีวิต ก็อยู่ในครอบครัวที่ คุณพ่อเป็นครู คุณแม่เป็นครู อา ลุง ก็ยังเป็นครู  เรียกว่า เห็นภาพวงการการศึกษาของไทยมาตลอดชีวิต  พอวันหนึ่งก็มีนโยบายปฏิรูปการศึกษา ทุกๆคนก็มีความหวังว่าน่าจะมี หนทางใหม่ๆ ในการพัฒนาการศึกษาของไทย  แต่เท่าที่ผมสัมผัส เอาเข้าจริงๆ .... นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเล่า  เพื่อว่าคนที่มาอ่าน blog ที่อยู่ในฐานะที่มีบทบาทต่อ วงการการศึกษา จะได้มีกระจกสะท้อน อีกสักบาน

  ปฏิรูปการศึกษา ตั้งแต่ทำมายังยืนอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาแบบดั่งเดิม คือ การใช้นโยบายแบบสั่งการ การออก พรบ.การศึกษา จนถึง วิธีการปฏิบัติ สั่งๆ จากหน่วยกลางของรัฐอย่างเดียว  ครูปฏิบัติการ ประชาชน มีส่วนร่วมน้อยมาก  ทำได้แค่รับทราบ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์เหล่านี้ เลยเกิดขึ้นมากมาย ลองพิจารณษตามไปนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นบาง

1. ครู ท้อแท้ พร้อมที่จะเกษียณก่อนกำหนด หรือลาออก ทันทีที่มีโอกาสที่ดีกว่า  เพราะ ภาระงานเยอะมาก แต่ค่าตอบแทนน้อยมาก (ถ้าเทียบกับภาระงาน) และ บรรยากาศการทำงานที่  แย่.. (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับว่าที่แย่ นี่แย่ยังไง)

2. ที่ว่าภาระงานเยอะ เยอะยังไง ครู มีหน้าที่สอนหนังสือ ใช่ไหมครับ... ถูกต้องครับ ก็ไม่เห็นเยอะนี่ แต่ในสภาพความเป็นจริง  ครู ไม่ได้สอนหนังสืออย่างเดียว ต้องมีหน้าที่อย่างอื่นอีก เช่น เป็นบรรณารักษ์ เป็นประชาสัมพันธ์ เป็นกรรมการทำ.. สารพัด ทำงานที่กระทรวง ต้องการให้ทำเช่น  การติดตามดูแลเด็กถึงบ้าน  การดูแลเรื่องสุขภาพของเด็ก  แนะแนวเด็ก เป็นที่ปรึกษาทางจิตใจและสังคมให้เด็ก  เพื่อนผมเป็นครูสอนคณิตศาสตร์  แต่วันดีคืนดี ต้องมาทำงานบรรณารักษ์ (เพราะบรรณารักษ์คนเก่าขอย้าย แล้วยังหาใครแทนไม่ได้) วันดีคืนดีต้องมาทำประชาสัมพันธ์ ทำหนังสือ (ทั้งที่ไม่เคยเรียนนิเทศศาสตร์) วันดีคืนดี ต้องไปเยี่ยมบ้านเด็กทุกคนในห้อง เพื่อประเมินว่าเด็กคนไหนเป็นอย่างไร พ่อแม่ยากจนไหม แต่ถ้ามาดูรายละเอียด การเดินทางไปบ้านเด็ก เบิกค่าใช้จ่ายได้ไหม... ไม่ได้ครับ ไกล  ใกล้ออกเอง เข้าซอย เข้าพง ไปเอง แล้วยังต้องถ่ายรูป  มาด้วยเพื่อจะได้มีหลักฐาน (ค่ากล้อง ค่าอัดล้าง ออกเอง) พอรู้แล้ว ว่าเด็กคนนี้พ่อ แม่ยากจน บ้านอยู่สลัม ... แล้วไงต่อ จะให้ครู ทำหน้าที่เป็น เป็นรายการคนค้นคน ขอรับบริจาค เพื่อเด็ก หรือ จัดหาอาชีพให้ พ่อ แม่เด็ก ด้วยหรือเปล่า....กระทรวงไม่ได้บอก ( ไม่งั้นก็จะทำให้)  ส่วนงานสอน  ก็ต้องทำแผนการสอน  ต้องทำข้อสอบ ต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ต้องค้นคว้าพัฒนาตัวเอง ต้องสร้างสื่อการสอน.. สารพัด ( แน่นอนครับที่บอกมาทุกอย่าง  ออกเงินเองอีก เพราะโรงเรียนไม่ค่อยมีทรัพยากรให้)  ที่เล่ามาทั้งหมด งานเยอะขนาดนี้  ทำงานมา 10 ปี ได้เงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาท โอทีไม่มี  ค่ายานพาหนะเบิกไม่ได้  ทั้งที่ตอนเข้ามาทำงาน เข้าใจว่ามาสอนหนังสือ ตามสาขาที่จบมา เช่น จบสังคม ก็สอนสังคม

3. โรงเรียนมีแต่ครู  และครู ต้องไปทำงานอื่นๆ ที่ไม่ถนัด ดังที่กล่าวมา  ทั้งที่งานเหล่านั้น ควรรับ ผู้ที่จบด้านนั้นๆ มาเช่น นักสังคมสงเคราะห์ , นักจิตวิทยา, นักสื่อสารมวลชน,นักสารนิเทศ...ฯลฯ แต่ ครูต้องทำงาน เหล่านี้ให้ได้ เพราะ.. คุณเป็นครู ทำไม่เป็นไม่เป็นไร ส่งไปอบรมให้เป็น จะได้ทำเป็น ไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม แต่ค่าตอบแทนเท่าเดิม ถ้าเป็นบริษัทเอกชน เขาจ้างคุณมา เป็นฝ่ายขาย  คุณทำหน้าที่หาลูกค้าอย่างเดียว ขายอย่างเดียว ถ้าต้องพัฒนาเว็บไซต์ระบบฐานข้อมูลลูกค้า เขาไปจ้างอีกคน   หรือถ้าคุณมีศักยภาพที่ทำอย่างอื่นได้  เขาให้ค่าตอบแทนเพิ่มตามแต่คุยกัน

4.จากภาระงานที่เยอะมากๆ แล้วโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงการระดมทุน จากชุมชน และศิษย์เก่าทำได้ยาก  สิ่งที่ตามมา คือไม่ค่อยมีทรัพยากร เพื่อให้เกิดการพัฒนาการศึกษา 

5. นอกจากงานที่เยอะมากมายแล้ว  ยังไม่พอครับ จากมาตรการการลดอัตรากำลังภาครัฐ ครูโดนด้วย ออกไปกันหมด ( เกษียณก่อนกำหนด) แล้วไม่รับคนเพิ่ม  เชื่อไหมว่าโรงเรียนเพื่อนผม หมวดวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องนี้เปลี่ยนเป็นสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เหลือครูอยู่คนเดียว คือหัวหน้าหมวด กับนักเรียนทั้งโรงเรียน  แต่ไม่มีอัตรามาให้รับครูเพิ่ม  เพราะโดยภาพรวมอัตราส่วน นักเรียน/ครู ยังได้มาตรฐานตามที่กระทรวงกำหนด  คิดดูสิครับ  ครูวิทยาศาสตร์เหลืออยู่คนเดียวทั้งโรงเรียน สอนวิทย์มัธยมต้น วิทย์มัธยมปลายที่มี ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ.... จะไปไหวไหม ส่วนบางหมวดเยอะมาก เช่นการงานอาชีพ...เป็นต้น ดังนั้นครูแต่ละหมวดภาระงานไม่เท่ากัน  คนที่โดนงานหนักๆ สอนเยอะ ก็เหนื่อย เลยท้อ

6.ไม่มีการตกซ้ำชั้น  เพราะ ระบบการซ่อม และระบบการใช้เกรด ทำให้นักเรียนที่เรียนไม่ดี ไม่มีความรู้ พอสอบตกก็รอซ่อม แต่ไม่ยอมไปพัฒนาตัวเองให้มีความรู้  ซ่อมครั้งแรกไม่ผ่าน ก็ซ่อมรอบสอง ครูเบื่อหน้า เลย..ให้ไปซื้อหนังสือ 3 เล่ม เข้าห้องสมุด... ผ่าน   เพราะการใช้ระบบเกรด เหมาะกับเด็กมหาวิทยาลัย  ที่สามารถจัดโปรแกรมการเรียนของตัวเองได้  ตกวิชานี้ ไปลงเทอมหน้า  ไปเรียนวิชาปีสองได้ ทั้งที่ตัวอยู่ปีสาม  พอขึ้นปีสี่ ยังเก็บไม่หมด ไปลงต่อเป็นปีห้า เรียนแค่วิชาเดียวก็ได้ แต่มัธยมของเรา เกิดปัญหาครับ ตกวิชา ม.2 วิชาเดียวแต่ตัว ขึ้นไปเรียน ม.3 ได้ไหม ได้โดยหลักการ แต่โดยปฏิบัติ ครูผู้จัดตารางสอนจะปวดหัวมาก  คือต้องจัดตารางสอนเพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็ก ถ้ามีเด็กที่มีปัญหาแบบนี้แค่คนเดียวก็พอไหว แล้วถ้าหลายคนหลายวิชาละ......

7. เคยมีเหตุการณ์ ที่ผู้บริหาร ถูกเรียกพบเพื่อไปถามว่า ทำไมเด็กโรงเรียนนี้ตกเยอะ  ซึ่งแน่นอนครับ ถามด้วยเจตนาดี  แต่ ผู้บริหารกลับมาสั่งการให้แก้ปัญหา ด้วยการ... ทำไงก็ได้ให้เด็กผ่าน เพื่อสถิติโรงเรียนจะได้ดีขึ้น  ..ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่การสอนซ่อมเสริม แล้วให้เด็กสอบใหม่ ให้เด็กมีความรู้ ...ก็แล้วแต่ เก็บขยะ  ปลูกต้นไม้ ซื้อหนังสือ  เชื่อไหมครับว่าเด็กบางคน ขึ้น ม.6 ท่องสูตรคูณยังไม่ได้เลยเพราะ สอบผ่านมาได้ด้วย...... เก็บขยะ  ปลูกต้นไม้ ซื้อหนังสือ (ซื้อหนังสือนี่  หลานผมเคยโดน)

8. พิจารณา เพียงแต่ว่าครูสอนไม่เก่ง  แต่ไม่พิจารณาด้านผู้เรียนว่า  ผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเข้ามาเรียนหรือไม่  เพราะการศึกษาในสมัยก่อนที่จะปฏิรูป  การศึกษาที่ระดับยิ่งสูงขึ้น  ก็ต้องใช้สติปัญญาและความสามารถ ที่สูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะมีได้ เท่าๆ กัน แต่ปัจจุบัน มองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องได้เรียน  ถ้าอยากเรียน  ซึ่ง  ดีครับ แต่ต้องเติมไปด้วยว่า  ทุกคนต้องได้เรียน  ถ้าอยากเรียน และมีความพร้อมทางการเรียน  เพราะคนบางคน  วุฒิภาวะมาช้า ตอน 12 -13 เรียนไงก็ไม่รู้เรื่อง แต่พอ 20 เข้าใจง่ายขึ้น  ถ้าให้เขามานั่งเรียนตอน 12 -13 เรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ แล้วให้เขามาเรียนทำไม จริงๆ การศึกษาในระบบ ,การศึกษานอกระบบ  และ การศึกษาตลอดชีวิต เป็นแนวคิดที่ดี ที่ต้องสอดรับกัน แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น... ค่านิยมมั้งครับ

ลองเล่ามาแค่นี้ก่อน  ใครมีอะไรแลกเปลี่ยน  หรือเล่าสู่กันฟัง เชิญครับ