หลายครั้งอารมณ์จึงก่อเกิดจากสัญญา และหลายครั้งที่เราเอาสัญญาของเราไปจัดการกับเจ้าอารมณ์ มันก็เลยแย่และยุ่ง เพราะตัวเจ้าสัญญาของเรามันยังไม่มีคุณภาพ

 

       ตั้งแต่ได้รับไฟล์ "โอวาทพระอาจารย์มั่น" มาจากกัลยาณมิตรดั่งที่บันทึกไว้ในบันทึก 349950   กระผมเองได้กลับไปอ่านอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งก็จะได้รับความรู้เพิ่มเติมมาทุกทีไป ครั้งนี้ก็เหมือนกันทำให้ผม  เข้าใจคำว่า "สัญญาอารมณ์" มากขึ้นขอรับ

       โอวาทดังกล่าวได้เน้นที่การฝึกให้ไม่ประมาท โดยให้ "มีสติอยู่ทุก ๆ ขณะ" มีสติเป็นเครื่องรักษาจิตทุกขั้นทุกภูมิของจิต แม้ว่าจะทำสมาธิทุกขั้น ปัญญาทุกภูมิ จะมีกำลังได้ด้วยอำนาจสตินี้ สติเป็นทั้งพี่เลี้ยงจิต เป็นทั้งอาหารของจิต เป็นทั้งยารักษาสมาธิ เป็นทั้งผู้รักษาปัญญาทุกขั้น


การจะใช้ปัญญาคลี่คลายคิดค้นหาเหตุ ต้องมีสติกำกับ มีสติควบคุมปัญญา ทุกขณะที่กำลังพิจารณา (ธาตุ ขันธ์ และอารมณ์) และพิจารณาแล้ว ถ้าไม่ทำเช่นนี้ จะเป็นสัญญาอารมณ์ไปหมด

 

      จากข้อธรรมข้างบนทำให้คนดิบอย่างกระผม เริ่มรู้จักเจ้า "สัญญาอารมณ์" เริ่มตระหนักว่า การดำเนินชีวิตที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่จะเข้าทำนองว่าขาดสติกลายเป็น "สัญญาอารมณ์" เสียเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ เอาสัญญามาสร้างอารมณ์ และจัดการกับอารมณ์ด้วยสัญญา 

 

       ... ผมเข้าใจว่า ต้องมีวิธีการที่จะเข้าสัมพันธ์กับอารมณ์ได้ดีกว่าการใช้ "สัญญา"...      

 

     ก่อนอื่นเรามาลองพิจาณาเจ้า "สัญญา" กันดูก่อน

  • ผมรู้จักเจ้า "สัญญา" จากนิยามของขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่า เป็นความจำได้หมายรู้
  • และเข้าใจว่า กระบวนการก่อเกิด"สัญญา" ของปถุชนส่วนใหญ่นั้น มักคิดขึ้น ฝันขึ้น หรือสร้างขึ้นโดยอาศัย "พีชแห่งภาพลักษณ์" หรือเกิดจากทิฏฐิมานะ
  • หลายครั้งอารมณ์จึงก่อเกิดจากสัญญา และหลายครั้งที่เราเอาสัญญาของเราไปจัดการกับเจ้าอารมณ์ มันก็เลยแย่และยุ่ง เพราะตัวเจ้าสัญญาของเรามันยังไม่มีคุณภาพ

 

เรียนเชิญอ่านภาคสองต่อที่ สติอารมณ์ ขอรับ