ถ้าจะตอบปัญหาโลกแตกนี้ เหตุผลคงมีมากมายเหลือคณานับ แต่เหตุที่ผมพยายามหาคำตอบเรื่องนี้ เพราะยังติดใจในบันทึกของพระอาจารย์ พระมหาชัยวุธ เรื่องปัญหาคณะสงฆ์ เป็นปัญหาวัฒนธรรมองค์กร? ซึ่งบันทึกเก่าของผมเรื่องผู้บริหาร "คนนอก" ที่แตะเรื่องวัฒนธรรมองค์กรนิดหน่อย ก็ไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเพียงพอที่จะอธิบายได้
แต่คำตอบที่ได้มา กลับมักจะเป็นการวิเคราะห์ถึงเหตุแห่งความล้มเหลวในบริบทที่เฉพาะตัวสำหรับแต่ละองค์กร ซึ่งต่างก็มีสิ่งแวดล้อม-ข้อจำกัดแตกต่างกันไป นอกจากจะประยุกต์ใช้ในกรณีปุจฉาของพระอาจารย์ไม่ได้แล้ว ยังเข้ากันไม่ได้กับข้อสรุปจากข้อคิดเห็นของบันทึกเก่งก็เป็นปัญหา ซึ่งแนะให้ศึกษาจากแนวปฏิบัติที่ดี (best practices; lessons learned from success stories) มากกว่าการวิเคราะห์ความล้มเหลว (failure analysises)
ค้นไปค้นมา ก็ไปเจอบทความชื่อ Why Good Companies Go Bad ของ Donald N.Sull อาจารย์ฮาร์วาร์ด (หนังสือ+คำวจารณ์ ) ซึ่ง HBR กล่าวไว้โดยย่อว่า
Many assume that the problem is paralysis, but the real problem, according to Donald Sull, is active inertia--an organization's tendency to persist in established patterns of behavior.
แปล: หลายคนสันนิษฐานไว้ว่า (ต้นเหตุของ)ปัญหาคือการเป็นอัมพาต(ขององค์กร) แต่(ต้นเหตุ)ของปัญหาที่แท้จริง ในความเห็นของดอนัลด์ ซัล คือ Active Inertia -- หรือแนวโน้มขององค์กรที่พากเพียรพยายามจะสร้างพฤติกรรมซ้ำๆแบบที่เคยทำกันมา(เป็นจารีตโดยไม่คิด)
คำว่า Active Inertia นี้น่าสนใจ เป็นคำประกอบที่ไม่มีในพจนานุกรม (ซึ่งได้เคยแนะแล้วว่าถ้าเดาว่ามันคืออะไร ก็ให้เดาคำหลัง) คือเป็น Inertia ความเฉื่อยชา เช่นการหมุนวงล้อ เมื่อเราหยุดออกแรงหมุนแล้ว วงล้อก็ยังคงหมุนอยู่ด้วยความเฉื่อยของตัวเอง; ส่วนคำวิเศษณ์ Active ที่มาขยายนั้น ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้น (ตรงกันข้ามกับ Passive ซึ่งเราไม่ได้ทำแต่มันเกิดขึ้นเอง บางทีก็เป็นผลที่กระทบชิ่งมา)
ดังนั้น Active Inertia น่าจะหมายถึงสิ่งที่เราปฏิบัติการมานาน จนกลายเป็นจารีตประเพณี ไม่มีใครเข้าใจเหตุผลที่เกิดขึ้นมาครั้งแรก รู้แต่ว่าทำกันมาอย่างนี้ ก็เลยทำต่อไปโดยไม่คิด ไม่มีใครสังเกตว่าผิดเพี้ยนเบี่ยงเบนเมื่อกาลเวลาผ่านไป และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครคิดจะปรับปรุงให้ดีขึ้นเพราะของเดิมก็ทำกันมาอย่างนี้แล้วได้ผลดี
บันทึกส่วนนี้ ลอกมาจากบันทึกในบริษัทส่วนรูปผมแปะเอง ไม่มีแหล่งอ้างอิง ท่านผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง
เรื่องมีอยู่ว่า ... เขาบอกว่าให้ลองเอาลิง 5 ตัวไว้ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีกล้วยหอมใบเขื่องแขวนไว้ที่เพดานกลางห้อง วิธีเดียวที่จะไปถึงกล้วยหอมอันยั่วยวนใจนั้นได้ก็โดยการปีนบันไดที่ตั้งไว้กลางห้อง แต่เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวใดตัวหนึ่งเหยียบบันไดขั้นแรก ก็จะมีท่อฉีดน้ำเย็นจัดไปทั่วห้อง จนลิงทุกตัวหนาวสั่นแทบขาดใจ สุดท้าย...ไม่มีลิงตัวใดอยากปีนบันไดอีก หรือแม้แต่คิดก็ยังไม่กล้า....
จากนั้น ... เอาลิงตัวที่ 6 เข้าไปในห้องแทนลิงตัวหนึ่งที่หนาวสั่นจนทนไม่ไหว วินาทีแรกที่มันเห็นกล้วยหอม มันก็รีบถลาเข้าหาบันได แต่ก็ถูกสกัดกั้นอย่างโหดร้ายบ้าเลือดจากลิงรุ่นพี่ทั้งสี่ตัว จนลิงน้องใหม่ไม่กล้าเข้าไปใกล้บันไดอีกด้วยความงุนงงและประหลาดใจยิ่งนัก....
เอาลิงตัวที่ 7 เข้าไปแทนลิงเก่าอีกตัวหนึ่ง และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อลิงน้องใหม่ล่าสุดถลาเข้าหาบันได เพื่อจะไปเอากล้วยหอม ก็จะถูกรุมกัดอย่างเอาเป็นเอาตายจากรุ่นพี่ทุกตัวรวมทั้งลิงตัวที่ 6 ที่เพิ่งเข้าไปอยู่ใหม่ด้วย แถมยังเกรี้ยวกราดมากกว่าตัวอื่น ทั้งที่ตัวมันเองก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมการปีนบันไดเป็นสิ่งต้องห้าม และทำไมลิงชุดเก่าจึงต้องกลัวบันไดกันขนาดนั้น แต่มันก็ยินดีผสมโรงสหบาทาไปกับเขาด้วยและรุนแรงกว่าเสียด้วย เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อไปอีกนานแสนนาน จนแม้ลิงเก่าชุดแรกจะครบเกษียณอายุ และถูกทดแทนด้วยลิงชุดใหม่ทั้งหมดแล้ว แต่ลิงรุ่นหลังก็พร้อมใจกันปกป้องบันไดกายสิทธิ์กันอย่างเหนียวแน่น นี่คือที่มาของนโยบายหรือวัฒนธรรมองค์กร (CORPORATE CULTURE) ที่พนักงานยึดถือปฏิบัติกันอย่าง เคร่งครัดและพร้อมที่จะปกป้องอย่างรุนแรง แม้จะไม่สามารถอธิบายเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการประพฤติ (NORMS) และ การปฏิบัติ (STANDARD) ก็ตาม
วัฒนธรรมกิจการเกิดจากคนและหน่วยงานภายในกิจการนั้น คนเราจะมีข้อสมมุติ (ASSUMPTION) ทัศนคติ (ATTITUDE) ค่านิยม (VALUE) และความคาดหวัง (EXPECTATION) ที่แตกต่างกัน เมื่อคนเข้าไปทำงานในหน่วยงานใด ก็จะได้รับการปลูกฝังให้ยึดถือแนวประพฤติปฏิบัติของหน่วยงาน เช่น นิสัย (HABIT) หลักปฏิบัติ (PRACTICES) และวิธีการทำงาน (STYLE) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของหน่วยงานในที่สุดแล้วก็จะผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่มีฐานรากมาจากการปฏิบัติในอดีต (PAST PRACTICES) ประเพณี (TRADITION) กฎระเบียบทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็น (RULE) และจารีต (RITUAL) ซึ่งฐานรากบางตัวนั้นก็ยาวนานจนคนรุ่นหลังไม่สามารถอธิบายที่มาได้ ฝากให้คิดนะครับว่า วัฒนธรรมองค์กรที่สั่งสมกันมายาวนานนั้นบางสิ่งบางอย่างยังใช้ได้หรือไม่ อันไหนบ้างที่กีดขวางความมีประสิทธิภาพของกิจการ และสมควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงอย่างรีบด่วนในยุคคิดใหม่ทำใหม่ มิฉะนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงในห้องแคบครับ
เรื่องบทเรียนจากลิง เป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมองค์กรที่ปฏิบัติตามกันไปอย่างไม่มีสติ ซึ่งกลับไปพ้องกับข้อสรุปของ Donald Sull เรื่อง Active Inertia เป็นสาเหตุหนึ่งของการทำให้บริษัทที่ดีกลับพังไปได้
เขาให้ตัวอย่าง Active Inertia ในที่ทำงานไว้สี่อย่างพอเป็นไอเดียครับ คือ
- Strategic frames become blinders -- กรอบคิดทางยุทธศาสตร์กลายเป็น "ม่านบังตา"
หลังจากที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดสหรัฐซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งยานยนต์มากว่าเจ็ดสิบปี ไฟร์สโตนก็ครองอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมยางของสหรัฐตั้งแต่ทศวรรษที่ '70; มิชลินในยุโรปเริ่มขาย "ยางเรเดียล" ที่ปลอดภัยกว่าและถูกกว่า; ไฟร์สโตนสู้กับมิชลินอย่างสูสีทุกระดับของผลิตภัณฑ์-ราคาในตลาดยุโรป แต่กลับ "ตาบอด" มองไม่เห็นว่ามิชลินเป็นภัยคุกคามในตลาดหลังบ้าน (ตลาดสหรัฐ) ไฟร์สโตนจึงผลิตแต่ "ยางธรรมดา" ในตลาดสหรัฐ จนทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปอย่างมาก และถูกซื้อกิจการไปในอีกสิบปีต่อมา - Process harden into routines -- กระบวนการกลายเป็น "งานประจำ"
แม็คโดนัลสร้างความสำเร็จของตนด้วยการวางมาตรฐานผลิตภัณฑ์+กระบวนการผลิต ซึ่งควบคุมโดยสำนักงานใหญ่ในส่วนกลาง ซึ่งอยู่ไกลสถานการณ์และตัดสินใจได้ช้าเนื่องจากกระทบกับสาขาทั้งหมด แม็คโดนัลใช้กระบวนการมาตรฐานนำบริษัทเข้าสู่ทศวรรษที่ '90 และสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่เบอร์เกอร์คิง และทาโกเบล ซึ่งทั้งสองปรับตัวได้เร็วกว่ามากที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนความต้องการสู่อาหารสุขภาพ - Relationships become shackles -- ความสัมพันธ์กลายเป็น "กุญแจมือ"
วิสัยทัศน์ของแอปเปิ้ล ที่ต้องการเป็นผู้นำในเรื่องคอมพิวเตอร์ที่ "cool" กว่า ได้หล่อหลอมรวมเป็นวัฒนธรรมของการเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งให้ผลดีในการดึงดูดวิศวกรฝีมือสุดยอดของโลกให้เข้ามาร่วมงานกัน แต่ในขณะที่คอมพิวเตอร์เปลี่ยนไปเป็นสินค้าทั่วไป (commodity) ซึ่งเพื่อความอยู่รอด-บริษัทต้องลดต้นทุนและเร่งอัตราการผลิต ในการนี้วิศวกรระดับสูงๆ ของแอปเปิ้ลปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ระหว่างแอปเปิ้ลกับวิศวกรระดับสูงซึ่งเป็นมากกว่าความไว้ใจ+เชื่อใจกัน ได้ทำให้บริษัทเสียโอกาสที่จะปรับเปลี่ยน เมื่อเงื่อนไขของตลาดเปลี่ยนแปลงไป ผลทั้งหมดย้อนกลับมาสู่ความสามารถในการควบคุมต้นทุนและกำไรของบริษัท - Values harden into dogmas -- คุณค่ากลายเป็น "ลัทธิ"
โพลารอยด์ให้คุณค่าสูงมากกับงานวิจัยเทคโนโลยีภาพถ่ายและการล้างภาพแบบล้ำยุค การให้คุณค่ากับงานวิจัยและพัฒนาอย่างเดียว กลับทำให้ฝ่ายอื่นๆในบริษัทรู้สึกไม่มีคุณค่า เป็นที่รังเกียจ แม้แต่ลูกค้าก็ไม่ชอบ ความคิดแบบลัทธิที่ไม่มีเหตุผลอย่างนี้เกือบทำลายโพลารอยด์ลงทั้งบริษัท
บทความกลับสรุปอย่างน่าสนใจ ว่าบริษัทต่างๆ เหล่านี้ เป็นเหยื่อของความสำเร็จของตนเอง พวกเขานึกว่าค้นพบสูตรมหัศจรรย์ของความสำเร็จ และเชื่อในสิ่งนั้นอย่างจริงจัง เนื่องจากมันเคยทำให้พวกเขาสำเร็จมาก่อน การปฏิบัติไปตามที่เคยปฏิบัติมาโดยไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง ความผิดเพี้ยนไปจากแบบแผน เงื่อนไขที่แตกต่างออกไป ตลอดจนความยึดมั่นถือมั่นในตำรับวิเศษ จึงไม่คิดปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้องค์กรเดินสู่ความหายนะทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว
ในส่วนของวิธีแก้ไข ดอนัลด์ ซัล ให้คำแนะนำไว้ว่า แทนที่จะถามว่าควร "จะต้องทำอะไร" (How-to) บรรดาผู้บริหารทั้งหลายควรจะตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า "อะไรที่ขัดขวางความสำเร็จของเรา" (Know-why) -- พูดง่ายๆ ก็คือ จะแก้ไขอะไร ก็ให้แก้ที่สาเหตุ แต่ก่อนจะแก้ ต้องเ่ข้าใจปัญหาก่อน
แม้จะเป็น failure analysis ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องระมัดระวัง หวังว่าท่านผู้อ่าน คงจะได้ข้อคิดอะไรไปบ้างครับ


เมนูของ conductor
เรื่องมีอยู่ว่า ... เขาบอกว่าให้ลองเอาลิง 5 ตัวไว้ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีกล้วยหอมใบเขื่องแขวนไว้ที่เพดานกลางห้อง วิธีเดียวที่จะไปถึงกล้วยหอมอันยั่วยวนใจนั้นได้ก็โดยการปีนบันไดที่ตั้งไว้กลางห้อง แต่เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวใดตัวหนึ่งเหยียบบันไดขั้นแรก ก็จะมีท่อฉีดน้ำเย็นจัดไปทั่วห้อง จนลิงทุกตัวหนาวสั่นแทบขาดใจ สุดท้าย...ไม่มีลิงตัวใดอยากปีนบันไดอีก หรือแม้แต่คิดก็ยังไม่กล้า....
คุณภาพ-คุณค่าของคนเป็นนายนั้น มักจะวัดจากเรื่องที่ทำให้แก่คนอื่นเป็นหลัก เช่นความก้าวหน้าขององค์กร หน่วยงาน หรือลูกน้อง เมื่อไหร่ที่นายสนใจแต่เรื่องของตัวเอง นายนั้นก็หมดสภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นนายไปในทันที





เมื่อ อา. 01 เม.ย. 2550 @ 02:23
210277 [ลบ]
อาจารย์โดนรุมยังตีโต้ได้ขนาดนี้ ผมขอเชิญอาจารย์ไปแข่งปิงปองกับนักกีฬาปิงปองประเทศจีน ขอซัก 4-1 อาจารย์สู้ไหวแน่ครับ ผมเชื่อ
อ่านเรื่องของอาจารย์แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยฉลาดไปในทันที สงสัยต้องไปหาหนังสืออ่านมากๆ จะได้รอบรู้รู้รอบบ้างแล้วครับ
ขอบคุณอาจารย์
ที่ให้ความรู้มากมายเสมอครับ
ป.ล. เรื่องเบอร์เกอร์แม็คโดนัล ทำให้ผมนึกถึง เกมนี้ครับ เล่นแล้วไม่หายเครียด เครียดกว่าเดิมครับ
เมื่อ อา. 01 เม.ย. 2550 @ 03:11
210290 [ลบ]
พระอาจารย์: กลัวแต่ว่าจะเป็นช้างตกน้ำน่ะซิครับ ว่ากันที่จริง ใน instant messenger ของผม ผมใช้รูปนี้ครับ
คุณจาตุรันต์: เชิญคุณ Forrest Gump มาดีไหมครับ ขอบคุณมากสำหรับเกมนะครับ เดี๋ยวจะลองดู
เมื่อ อา. 01 เม.ย. 2550 @ 03:54
210299 [ลบ]
สวัสดรครับอาจารย์
ผมขออนุญาตเรียกอาจารย์ล่ะกันนะครับ (เพราะว่าคนอื่นเขาเรียกกันหมดแล้ว อาจารย์คงไม่เขินเพิ่มขึ้นหรอกครับ)
ผมชอบที่อาจารย์พูดว่า "วิธีการบริหารแบบอเมริกัน คงใช้ได้ดีในวัฒนธรรมของสหรัฐ (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร) ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะใช้กันอยู่ทำไม แต่วิธีการนี้ไม่แน่ว่าจะเหมาะกับวัฒนธรรมอื่นๆ"
ผมว่าการบริหารนั้นเป็นเรื่องของวัฒนธรรมของคนในประเทศนั้นๆครับ เช่น Just in Time ไม่ค่อยจะรุ่งในอเมริกาสักเท่าไร ก็เลยต้องคิด Lean Manufacturing ออกมา หรือว่าคุณภาพของที่ผลิตจากอเมริกานั้นสู้ของที่ผลิตจากญี่ปุ่นไม่ได้ ซึ่งในหนังสือเรื่อง The Cultural Code ก็ได้พูดไว้ว่า เพราะว่าทรัพยากรของอเมริกานั้นมันมากมาย ผิดกับญี่ปุ่นที่มันมีน้อย mind set มันไม่ให้นะครับ
ผมคิดว่าเรื่อง The Tipping Point นั้นไม่ค่อยจะเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรเท่าไร เพราะว่ามันเป็นเรื่องการทำให้อะไรบางอย่างฮิต แต่ความล้มเหลวของการจัดการนั้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้คนในองค์กรให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างไร ทำอย่างไรให้เราแหกกรอบความคิดเดิมไปได้
เรื่องนี้ผมคิดว่า มันเป็น Bias ของคนในองค์กรนะครับ ซึ่งไอ้ตัว Bias นี่แหละ ทำให้เราตกอยู่ในกรอบคิดแบบเดิมๆ เกิดการตัดสินใจผิดพลาดครับ ทำอย่างไรจะทำลาย Bias ได้ ผมว่านั่นก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้องค์กรเราไม่ล้มเหลวได้ครับ
ขอบพระคุณมากครับ
เมื่อ อา. 01 เม.ย. 2550 @ 04:49
210304 [ลบ]
ขอพูดถึงคุณ Bluebonnet หน่อยนะครับ อันนี้ไม่ใช่ April Fool's เธอเป็นสหายเก่า แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบนเน็ตใน soc.culture.thai มาตั้งแต่ปี 1991 ก่อนที่เมื่อไทยจะมีอินเทอร์เน็ตแบบที่เราใช้กันอยู่นี้เสียอีก
ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมานาน เธอเข้าใจสไตล์ของผมดีว่าว่ากวนประสาท และชอบ provoke ความคิดคนขนาดไหน (เขียนบอกนิสัยนี้ไว้ใน Blog-Tag ข้อ 4)
สำหรับเรื่อง Bias ทำให้นึกถึงบันทึกอันหนึ่งภายในบริษัทที่เขียนไว้เมื่อกลางปีที่แล้ว เรื่องอคติ เลยอยากเอามาฝากบรรดาคนนอนดึกครับ
เมื่อ อา. 01 เม.ย. 2550 @ 13:32
210549 [ลบ]
Definitely not April's fool, although it's really April's fool!
It's too easy to just boot a CEO out of a picture when a company is in trouble - it's a quick fix which corporates in America use often.
The fix is for "failure" which often equates to bottomline/earning in a company.
Failure analysis seems to be a solution. But before we go into analysis - define "failure" or for that matter "success". This is where corporate culture, national and personal bias will come to shape the definition.
On business cycle, yes companies do have mood swing if they get caught in flu season. When the flu is gone, they get healthy again. Do they "Built to Last"?
BTW, it's bluebonnet season. It's the beginning of spring season here, and it's the only time I can see them in full bloom at least on any open fields.
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 11:57
219675 [ลบ]
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 13:13
219769 [ลบ]
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 13:44
219800 [ลบ]
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 16:03
219983 [ลบ]
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ รู้สึกเป็นเกียรติที่คุณเพียรศรีให้ความไว้วางใจรับบล๊อกคนเป็นนายเข้าไปอยู่ในแพลนเน็ตครับ
แต่สิ่งต่างๆ ที่ผมบันทึก ตลอดจนประเด็นที่แลกเปลี่ยนกับสมาชิก เป็นเพียงความรู้ทั่วไป ใครๆ ก็คิดได้ เพียงแต่เขียนจากประสบการณ์ ด้วยนิสัยที่ชอบมองในมุมที่ไม่ค่อยเหมือนกับกระแสหลักครับ จึงอาจดูว่าแปลก-น่าสนใจทั้งที่เป็นเรื่องที่เป็นธรรมดา
เมื่อคุณเพียรศรีอ่านแล้วเข้าใจเลย ก็หมายความว่ามีศักยภาพที่จะเข้าใจได้อยู่แล้ว ไม่ติดค้างกันครับ
เมื่อ จ. 16 เม.ย. 2550 @ 10:06
226181 [ลบ]
สวัสดีครับ Conductor
เข้ามาอ่านบันทึกของท่านและ comment ต่างๆ ครับ ต้องเรียนว่าได้ประโยชน์มาก ขอบคุณนะครับ
ขอถามท่านหน่อยครับ วัฒนธรรมองค์กรที่มันเป็นอุปสรรคต่อการ modernzation และ การทำให้ vsion ขององค์กรเป็นไปไม่ได้ เราจะจัดการอย่างไรดีครับ จริงๆแล้วองค์กรที่ผมบริหารอยู่ ไม่ได้มีผลงานความสำเร็จพิเศษอะไรมากมายจนทำให้เกิดสภาวะ หลงใหลอยู่ในความสำเร็จดั้งเดิมจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรหรอกครับ แต่ดูเหมือนมีค่านิยมที่เป็นปัญหาอยู่หลายส่วนครับ
เมื่อ จ. 16 เม.ย. 2550 @ 14:56
226479 [ลบ]
วัฒนธรรมองค์กรประกอบไปด้วย:
ขนาดขององค์กรจะมีปัญหากับการเปลี่ยนแปลงหรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาใหม่เสมอครับ; ในบางองค์กรที่ไม่ค่อยมีเรื่องหวือหวา ใช้วิธีการอบรมพวก team building เพื่อประสบการณ์ร่วมกันครับ
สำหรับผม คิดว่าประเด็นวัฒนธรรมองค์กร ทั้ง 4 ประเด็นเป็นเรื่องที่อยู่ในใจ ดังนั้นก็ต้องพูดคุยกันมากๆ หน่อย และต้องใช้เวลามากครับ อย่ารวบรัดใจร้อน; ถ้าวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการ จะเป็นสิ่งที่คงอยู่ยืนยาวคู่กับองค์กร การทำอะไรครั้งเดียว-อย่างเดียว-ทำเสร็จในเทอมเดียว-โปรยเงินลงไปหวังให้จบ คงไม่ค่อยเข้ากับลักษณะของเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงที่หวังให้เกิดขึ้นอย่างยาวนานเท่าไหร่หรอกนะครับ
เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ครับ ควรจะหาแนวร่วม กระจายกันเป็น change agent (ซึ่งจะต้อง empower คนให้สามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงนั้นได้) แบ่งปัญหาให้เล็กลง ทำไปเป็นขั้นเล็กๆ แต่ทำหลายอย่างขนานกันไปในเวลาเดียวกันได้นะครับ
ลองหาอะไรทำร่วมกันที่มีโอกาสประสบผลสำเร็จสูงดีไหมครับ อย่างน้อยก็สร้างกำลังใจร่วมกัน