ต้นมะพร้าว ต้นไม้ใหญ่ ๆ โค่นล้มลงมาแทบไม่ได้ยินเสียงเลย เพราะพายุมันพัดมีเสียงดังอื้ออึง มืดมิด ไปหมด

ดิฉันเคยโดนพายุเกย์เต็มๆ อยู่อำเภอปะทิวตอนนั้นดิฉันอายุ 23 ปี

                วันที่ 4 พ.ย.2532 เวลา 06.00น. ตื่นเช้ามาก็พบว่ามีฝนตก ก็คิดเหมือนกันนะเกี่ยวกับพายุ แต่เมื่อวาน( เย็นวันที่ 3 พ.ย.2532 ฟังวิทยุเขาบอกว่าพายุจะเข้าแหลมตะลุมพุก เมื่อคืนก็เลยเปิดฟังแต่รายการเพลง  แถมอัดเทปเพลงไว้ฟังเนื่องจากเพลงเพราะมากๆทุกเพลงเลยคืนนั้น) ตื่นนอนแล้วก็ออกมายืนหน้าระเบียงบ้านพักของสถานีอนามัย (บ้านพักไม้เก่าๆมีใต้ถุนสูงจอดมอไซค์ไว้1 คัน) อุ่นแกงเรียบร้อย แล้วข้าพเจ้าก็มายืนกอด-อกดูฝนตกพรำๆ  แต่ซักครู่หนึ่ง เอ๊ะ! ทำไมกิ่งไม้ใหญ่ถึงหักลงมาทีละกิ่ง ๆ พร้อมทั้งมีลมพัดเป็นระลอกๆ  อ๊ะ ! นั่น!หลังคาอาคารสถานีอนามัยทำไมเปิดทีละเป็นแถบๆเลยล่ะ ซักครู่ฝ้าเพดานบ้านพักก็ตกลงมาเกือบโดนหัวแน่ะ โอ๊ะๆ บ้านโยกเยกด้วย  อะไรกันนี่ !แล้วเราจะตายไหมนี่  บ้านโยกมากขึ้นตามแรงลมที่พัดมาเป็นระลอกๆ              จะวิ่งลงจากบ้านพักก็มีเศษกระเบื้องหล่นลงมาตามชายคา วิ่งขึ้นวิ่งลงแล้วเอาละว้า คว้าหมวกกันน็อคที่วางไว้หน้าห้องน้ำใกล้หัวบันไดได้ แล้วก็วิ่งบุกฝ่าเศษกระเบื้องออกมาได้ เมื่อหันไปมองด้านหลังพบว่าบ้านค่อยๆเอนพังลงมาบางส่วน

                วิ่งออกมาที่ถนนหน้าอนามัย พร้อมลมที่พัดมาแรงเป็นระยะ ๆ พบชาวบ้านขับรถไถสีน้ำเงิน ที่เขียนว่า ป.รุ่งโรจน์ขับผ่านมาและชวนขึ้นรถไถเพื่อไปหาที่หลบภัย เพราะแถวนี้อยู่ไม่ได้แล้ว สังกะสีปลิวว่อนไปหมดแล้วเนื่องจากเป็นเขตชุมชน ข้าพเจ้าอาศัยรถไถพาไปหัวก็โขกโป๊กๆ กับเหล็กโครงรถบนรถไถ แต่โชคดีที่มีหมวกกันน็อคกันเอาไว้(ใครจะนำไปใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะจ๊ะ)  รถไถขับผ่านโรงเรียน ทันทีที่รถไถจะเลี้ยวเข้าโรงเรียนทันใดนั้น  ศาลาที่พักหน้าโรงเรียนก็ล้มลงปิดทางเข้าทันที รถไถเลี้ยวหัวขับต่อไปข้างหน้า ระหว่างทางทุกคนตกใจกลัว เพราะพบว่าลมพัดต้นไม้ เอนมากๆ ต้นมะพร้าวสูงๆเอนไหวน่ากลัว ต้นไม้ใหญ่ๆล้มลงมาไม่ได้ยินเสียง เมื่อไม้ล้มปิดทาง คนขับก็เลยจอดรถไถที่เชิงเขาลูกหนึ่ง ขณะนั้นทุกคนยังพอเดินไปไหนมาไหนได้ก็เดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งพบว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งออกมานั่งร้องไห้เพราะพ่อแม่ออกไปสวนตั้งแต่เช้า ลมพัดแรงขึ้นก็เลยชวนกันออกมาอยู่ที่ปลอดภัยคือเป็นที่บังลมตรงเชิงเขา ก่อนออกมาก็ได้หยิบเอาเสื่อน้ำมันผืนใหญ่ออกมาด้วย พร้อมไฟฉาย 1 กระบอก ลมพัดแรงขึ้นจนยืนไม่อยู่ทุกคน(รวมข้าพเจ้าเป็น 4 คน)เข้ามานอนหงายหลบพายุในเสื่อน้ำมันและบอกให้ทุกคนช่วยกันจับขอบมุมเสื่อน้ำมันให้แน่นๆ ลมพัดมาแรงเป็นระยะ ๆ เหมือนจังหวะของคนเจ็บท้องเบ่งคลอด พวกเราก็เกร็งเบ่งท้องเขม็งจังหวะที่ลมพายุพัดแรงๆ น้ำป่าไหลทะลักเนื่องจากฝนตกหนัก เม็ดฝนเม็ดใหญ่ๆ ตกลงมาพุ่งแรงเหมือนเข็มทิ่มแทงลงมาผิวหนังเจ็บแปล๊บปล๊าบ โชคดีที่มีเสื่อน้ำมันป้องกันเอาไว้ ต้นมะพร้าว  ต้นไม้ใหญ่ ๆ โค่นล้มลงมาแทบไม่ได้ยินเสียงเลย เพราะพายุมันพัดมีเสียงดังอื้ออึง มืดมิด ไปหมด  ต้องอาศัยคนเห็นก่อนบอกให้อีกคนหลบเร็ว ๆ อยู่อย่างนี้จนรู้สึกว่าลมพายุจะพัดอ่อนลงมากจนทุกคนออกมาสูดอากาศหายใจ มีคนหนึ่งบอกว่าดูซี ฟ้าเปิด เริ่มสว่างแล้ว ท้องฟ้าออกสีแดงๆ ด้วยนะ อีกคนบอกว่า ที่เขาเรียกว่าอุกาฟ้าเหลืองรึเปล่า แทนคำตอบ ทันใดนั้นก็เริ่มมีลมพายุพัดมาอีกแล้ว แต่เป็นอีกฝั่งตรงกันข้ามกับช่วงแรก คือมันพัดหวนกลับนั่นเอง คราวนี้ก็เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆอีกครั้ง เราต่อสู้กับพายุจนกระทั่ง พายุพัดสงบลง ทุกคนก็ออกเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางได้พบกับต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางถนนมากมาย ถนนหนทางมันเปลี่ยนไปจนจำเกือบไม่ได้ พบซากสัตว์ได้แก่ นก  งู ฯลฯ ผ่านโรงเรียนพบว่ามีคนร้องไห้ระงมไปหมด  เพราะญาติเสียชีวิตและหรือไม่ก็พิการเพราะโดนไม้ทับ  โอ๊ะ !ตายแล้วนั่นโรงเรียนทั้งชั้นเดียวสองชั้นมันครอบลงมาเห็นแต่หลังคากองจมอยู่นั่นเอง  ต่อมาก็ทราบข่าวว่าคนที่อาศัยอยู่ในอาคารโรงเรียนประมาณ สองร้อยคน โดนหลังคาครอบลงมาหนีแทบไม่ทัน ตายบ้าง พิการบ้างก็มี โชดดีทีเดียวที่รถไถเข้าไปในโรงเรียนไม่ได้ เราก็เลยไม่ได้เข้าไปหลบอยู่ในนั้น ไม่รู้ตัวเลยว่าเราต่อสู้กับพายุมาทั้งวันตั้งแต่เช้าจน 4 โมงเย็นเลยทีเดียว

      และแล้วหลายสิ่งหลายอย่างก็พรั่งพรูออกมาจากปากของผู้ประสบภัยทั้งหลาย บางคนเล่าว่า เขาหลบอยู่ในปลอกบ่อ บางคนพาเด็กเล็กหลบอยู่ในรถยนต์ แต่ความแรงของพายุมันทำให้รถโยกเยกไปมาและทำท่าจะพลิกคว่ำจึงต้องช่วยกันดันรถยนต์ไว้ก็มี  ความตื่นตระหนกทำให้ทุกคนหวาดผวาเวลามีฝนตกช่วงกลางคืนทุกคนจะนอนไม่หลับแต่จะลุกขึ้นมาเตรียมสิ่งของใส่ถุงพลาสติกแล้วผูกมัดไว้   

          รถมอเตอร์ไซค์พังบิดเบี้ยว แต่ก็สตาร์ทติด แล้วก็ขี่ออกอำเภอทั้งบิดๆ ไปเอายาจากโรงพยาบาลปะทิว สภาพของโรงพยาบาลปะทิวก็พังยับเยินหมดเลย   เห็นคุณหมออารักษ์นั่งหมดอาลัยอยู่ 

สิ่งที่ต้องจดจำอีกอย่างหนึ่งกับเหตุการณ์พายุเกย์ครั้งนี้ คือ คุณย่าของดิฉันต้องเสียชีวิตเนื่องจากบ้านพังทับ

          ขอเล่าแค่นี้ก่อน เพราะเรื่องมันยาวมาก  เอาไว้แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ หวังว่าคงเป็นอุทาหรณ์หรือประสบการณ์อ่านแล้วได้แลกเปลี่ยนการหลบภัยที่หลากหลาย ดิฉันขอสรุปว่าไม่ควรอยู่ในที่อาคาร ที่พักอาศัยที่ไม่แข็งแรงพอ ทางที่ดีแล้วถ้าเป็นชนบทควรอยู่ที่โล่ง หาที่กำบัง หรือหลบภัยที่ปลอดภัย  ไม่ไหวแล้ว ง่วงนอน ฮ้าว นอนก่อนนะคะ

 

                                                           เรื่องเล่าจาก

                                                      คุณเอมใจ แพ่งอุทัย

                                                 นวก.สาธารณสุขชำนาญการ

                                                         สสอ.หลังสวน

                                          

                        ...........................................................