สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
Good Living
Sasinand
อ่าน: 3629
ตั้งใจไปทำบุญ...แต่ได้บุญระคนหดหู่ใจ...เป็นไปได้อย่างไรกัน
แม้แต่การศึกษา ก็ต้องเป็นการศึกษาที่เน้นคุณธรรม เพราะจริงๆแล้ว คนศึกษาเล่าเรียนมากขึ้น จะรู้ช่องทางมากขึ้น และโดยธรรมชาติ คนเรามีกิเลส ก็จะเอาความรู้นั้นไปเอาเปรียบสังคมยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่โรงเรียนส่วนใหญ่ในชนบทจะอยู่คู่กับวัด ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และดีงามเป็นอย่างยิ่ง

   เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2550 ดิฉันมีนัดกับเพื่อนๆประมาณ 20 กว่าคน  ตั้งใจไปทำบุญกันที่วัดสี่ร้อย ตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง   เราออกเดินทางโดยรถบัสแต่เช้า ใช้เวลาไม่นาน ก็ถึงจังหวัดอ่างทองค่ะ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มาก ย้อนไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2302 สมัยพม่าได้ยกทัพมาตีเมืองมะริด ที่อยู่ในความปกครองของกรุงศรีอยุธยา

  ในครั้งกระนั้น ปลัดชู ซึ่งเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า ได้รวบรวมชาววิเศษชัยชาญจำนวน 400 คน เข้าสมทบกับกองทัพหลวง ไปรบกับพม่าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลปรากฏว่าทุกคนตายหมด ชาววิเศษชัยชาญเศร้าโศกกันมาก จึงร่วมกันสร้างวัดนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ และต่อมาได้สร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อใหญ่ โดยจำลองแบบมาจากปางป่าเลไลย์ วัดป่าเลไลย์ จังหวัดสุพรรณบุรี  เพื่อเป็นที่สักการะด้วย

  เมื่อพวกเราได้เข้าไปกราบท่านเจ้าอาวาส   นมัสการท่าน มาให้ศีลแก่เราถวายอาหารพร้อมปัจจัย และทำพิธีบังสุกุลให้แก่เพื่อนบางคนที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว  นั้น ตอนนี้ ทุกคนมีจิตใจอิ่มเอิบ ผ่องใสมากค่ะ จากการทำบุญและการได้คุยกันเซ็งแซ่ชนิดเกือบไม่มีใครฟังใคร เพราะ 2 เดือนแล้ว ที่ไม่ได้พบกันเลย

    รายการต่อไป คือการเข้าไปเยี่ยมเด็กๆที่โรงเรียนวัดสี่ร้อยที่อยู่ในบริเวณวัด มีเด็กทั้งสิ้น 150 คน สอนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 เด็กๆนั่งคอยกันอยู่แล้วประมาณ 60 คน เมื่อเราไปถึง เด็กทำความเคารพและร้องเพลงประกอบท่าทางให้ดู 3เพลงด้วยกัน โดยมีพวกเราร้องคลอไปด้วย

   พวกเรา ไปมอบเงินทุนการศึกษา อาหาร ของเล่น และอุปกรณ์การศึกษาให้แก่คุณครูใหญ่ เพื่อจัดสรรให้แก่นักเรียนต่อไป

    เสร็จพิธีรับมอบ จึงได้คุยกับคุณครูใหญ่และคุณครูอีก4ท่านถึงสถานภาพของโรงเรียนและนักเรียน ความเป็นจริงที่ทราบ ทำให้พวกเราสงสารเด็กๆและโรงเรียนมากค่ะ

คุณครูเล่าว่า 65-70 % ของ เด็กๆพวกนี้ มีสภาพบ้านแตกหรือครอบครัวมีปัญหามาก

1.   พ่อแม่เลิกกัน เอาหลานมาให้ย่า/ยายเลี้ยง  ฐานะยากจนมาก  เก็บผักขาย หรือไปรับจ้างเล็กๆน้อยๆบ้าง

 2.   บางคนพ่อหรือแม่เป็นเอดส์ หรือติดยาเสพติด ไม่เลี้ยงดูลูก

3.   บางคนกำพร้าหมด ไม่ทราบพ่อแม่ไปไหน

4.   เวลาให้การบ้านไปก็มักไม่ได้ทำ บางทีไม่ได้มาโรงเรียน  ต้องไปตาม

5.   ทางจังหวัดตรวจสอบเห็นผลการเรียนของเด็กจากที่นี่ ตกต่ำมาก มาดูจึงเห็นปัญหา แต่ก็ยังไม่ได้แก้ไขอะไร

    พวกเราฟังแล้ว เห็นใจและหดหู่ใจว่า นี่ขนาดใกล้กรุงเทพแค่นี้ ทำไมเด็กๆจึงได้น่าสงสารอย่างนี้ ส่วนใหญ่พ่อแม่ทิ้งลูกไว้ให้ย่ายาย ตัวเองไปทำงานกรุงเทพหมด ย่ายายก็ไม่มีความรู้ ที่จะสั่งสอนเด็ก คุณครูบอกว่า เด็กพอจบป.6 ก็ไม่ค่อยเรียนต่อ เพราะไม่อยากเรียน และไม่มีเงินเรียน เพราะที่รัฐให้เรียนฟรี ก็ไม่ฟรีจริงทั้งหมด

   เราทุกคนลงความเห็นว่า แม้รัฐจะช่วยในด้านการศึกษา คนยากจนก็ยังไม่มีเงินพอที่จะให้ลูกหลานได้เรียนสูงขึ้นไป เพราะยังต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นๆอีกที่ครอบครัวต้องจ่ายเองด้วย  ที่สำคัญที่สุดคือ เด็กขาดความรักความอบอุ่นมาก เมื่อให้เงินอย่างเดียว ในที่สุดก็จะไปใช้ในทางที่ผิด เช่นเล่นเกมส์  เล่นการพนันอื่นๆ  ดื่มเหล้า ในที่สุดก็ช่วยตัวเองไม่ได้ 

เรื่องนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การศึกษาอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ลูกตั้งแต่ยังอยู่ในท้อง อาหารไม่สมบูรณ์พอ ลูกขาดสารอาหาร ทำให้สมองและสุขภาพไม่ดี การดูแลรักษาก็ไม่ดี เป็นการเสียเปรียบที่สะสมกันมาเป็นระยะๆ

ถ้าไปดูที่ต้นเหตุ สาเหตุหนึ่งก็คงเป็นที่ประชาชนบางส่วนฐานะยากจนจึงมีการศึกษาน้อย  เมื่อย่างสู่วัยรุ่น รักชอบกัน มีลูก แต่รับผิดชอบลูกไม่ไหว ทิ้งให้ย่ายายดูแล ตัวเองไปทำงานที่อื่น บางทีก็ไม่ได้ส่งเสียเงินทองมาเลย เด็กๆจึงไม่ได้รับการดูแล ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป

   การแก้ปัญหา เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเป็นปัญหาระดับชาติ และทราบว่า ทั้งรัฐบาลและท่านผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายๆท่านก็ตระหนักถึงปัญหานี้ และพยายามแก้ไขอยู่ 

   อาทิเช่นท่าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วสี  ท่านได้ให้แนวทางไว้หลายประการด้วยกัน  ในทิศทางของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อชุมชนจะได้เปลี่ยนสำนึกใหม่  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการผลิตและการบริโภค เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยชุมชนจะต้องเป็นผู้ทำแผนด้วยตนเอง เป็นแผนพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ  จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุขและการศึกษา เป็นสิ่งที่ชุมชนร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองต่อไป  

    และแม้แต่การศึกษา ก็ต้องเป็นการศึกษาที่คู่กับ และเน้นคุณธรรม เพราะจริงๆแล้ว คนศึกษาเล่าเรียนมากขึ้น  จะรู้ช่องทางมากขึ้น และโดยธรรมชาติ คนเรามีกิเลส ก็จะเอาความรู้นั้นไปเอาเปรียบสังคมยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่โรงเรียนส่วนใหญ่ในชนบทจะอยู่คู่กับวัด  ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และดีงามเป็นอย่างยิ่ง

สร้าง: จ. 25 มิ.ย. 2550 @ 21:54   แก้ไข: จ. 14 ก.ค. 2551 @ 23:34   ขนาด: 25557 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
91. ดาริน
เมื่อ จ. 02 ก.ค. 2550 @ 16:16
309594 [ลบ]

สวัสดีค่ะ

อยากทราบว่าที่อ่างทองนี้ เขามีวัฒนธรรมอะไรเป็นวัฒนธรมประจำจังหวัดบ้างคะ

P
92. Sasinand
เมื่อ อ. 03 ก.ค. 2550 @ 10:06
310117 [ลบ]

สวัสดีค่ะ

ไม่มีรูป
ดาริน

   อ่างทองเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งของไทยค่ะ

  เคยเป็นแหล่งชุมชนยุคโบราณทางประวัติศาสตร์  ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง มีแม่น้ำไหลผ่าน 2 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย  เดิมตั้งเมืองอยู่ที่ วิเศษชัยชาญ ริมแม่น้ำน้อย  ได้ย้ายมาตั้งเมืองใหม่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาที่บ้านบางแก้ว  ประมาณปลายสมัยกรุงธนบุรี และได้ชื่อว่าเมืองอ่างทอง อาจเป็นเพราะที่ตั้งเมืองอยู่ในพื้นที่ลุ่มคล้ายอ่าง ไม่มีภูเขา ป่าไม้ และแร่ธาตุ  แต่เป็นอู่ข้าว อู่น้ำและอู่ปลา มาแต่สมัยโบราณ  หรืออีกอย่างหนึ่งได้ชื่อนี้ตามชื่อบ้านอ่างทอง เมื่อครั้งย้ายเมืองมาตั้งใหม่ ณ ที่แห่งนี้

แหล่งโบราณคดี และแหล่งประวัติศาสตร์

เช่น  ศาลหลักเมืองอยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด

  วัดอ่างทองวรวิหาร

บ้านทรงไทยจำลอง
ส่วนประกอบบ้านทรงไทย เครื่องเรือนไม้ตาล เป็นฝีมือเชิงช่างที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ นอกจากจะมีการจัดสร้างที่สวยงามแล้ว ก็ยังคงความเป็นไทยไว้อย่างน่าสนใจ ตามเส้นทางสาย อยุธยา-ป่าโมก และตำบลโพสะ เป็นแหล่งทำส่วนประกอบของบ้านทรงไทยทุกชนิด

วัดสี่ร้อย
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 4 ตำบลสี่ร้อย บนเส้นทางสายโพธิ์พระยา-ท่าเรือ หรืออ่างทอง-วิเศษชัยชาญ ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12.5 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายมือไปตามถนนคันคลองชลประทานอีก 5 กิโลเมตร วัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปปางป่าเล-ไลยก์ สูง 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ เรียกนามว่า หลวงพ่อโต ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยาที่มีความงดงามมากอีกแห่งหนึ่ง
P
93. Sasinand
เมื่อ อ. 03 ก.ค. 2550 @ 10:18
310122 [ลบ]

P
เด็กๆตามชนบท ไม่ว่า จะใกล้หรือไกลกรุงเทพ ยังขาดโอกาศในการศึกษาอยู่มาก ทราบว่าทางรัฐบาลก็กำลังเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนอยู่ค่ะ คงต้องใช้เวลาพอควรค่ะ 
P
94. หุย ...(Jidapa)
เมื่อ อ. 03 ก.ค. 2550 @ 22:33
310657 [ลบ]

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
โรงเรียนหลายๆ แห่ง ในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้หรือไกลกรุงเทพฯ หลายๆ แห่งยังขาดแคลนค่ะ เคยไปทำบุญที่โรงเรียนในเขื่อนรัชชประภา  ตชด. ผู้เสียสละ ไปอยู่แพ ในเขื่อนสอนหนังสือให้เด็ก ลูกประมงคนอีสานที่มารับจ้างจับปลาในเขื่อน เด็กเรียนรวมๆ ครูคนเดียว ถึงเวลาครูพามาสอบบนฝั่ง น่าสงสารมากๆ ค่ะ เคยลงเวบบอร์ดไว้ มีหลายท่านโทร.มาถาม แล้วไปทำบุญกันอีก ดีใจที่ได้ช่วยเขา ไม่มากแต่ก็ดีกว่าไม่ได้ช่วยค่ะ
P
95. Sasinand
เมื่อ พ. 04 ก.ค. 2550 @ 10:46
310883 [ลบ]

สวัสดีค่ะTrip Maker เรียก หุย ก็ได้ค่ะ
P

เราเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ คงช่วยไม่ได้มากนัก อยากให้ ช่วยในระบบใหญ่มากกว่านะคะพบเจออะไรที่น่าจะประกาศว่า
ใคร ที่ไหน ยังลำบากอยู่ เราก็ช่วยให้โลกรู้ นอกจากเราจะช่วยเองแล้วดีใจที่ คุณหุยเป็นคนใจดี มีเมตตาเสมอมาค่ะ
นี่คือลักษณะนิสัยของคนไทยค่ะ   
P
96. อ้อยควั้น
เมื่อ พ. 04 ก.ค. 2550 @ 17:18
311300 [ลบ]

  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาเยี่ยมค่ะ
  • บรรยากาศรอบๆ วัดดูร่มรื่นดีนะค่ะ ดอกไม้ก็สวย
ไม่มีรูป
97. sasinanda
เมื่อ ศ. 06 ก.ค. 2550 @ 12:42
313070 [ลบ]

P
- sirintip - -

สวัสดีค่ะ

P

ดีใจที่มาเยี่ยมค่ะ

ไปทำบุญ ได้บุญและนำมาฝากพวกเราทุกคนด้วยค่ะ

ภายในเดือนกรกฏาคมนี้ก็จะไปอีกที่หนึ่งค่ะ แล้วจะนำมาเล่าค่ะ

ขอบคุณนะคะ
P
98. BM.chaiwut
เมื่อ ศ. 06 ก.ค. 2550 @ 20:42
313468 [ลบ]

P
เข้ามาเยี่ยม....
แต่ไม่เห็น จตุคาม ....
เจริญพร
P
99. เอส
เมื่อ ศ. 06 ก.ค. 2550 @ 21:12
313492 [ลบ]

สวัสดีครับคุณ sasinanda

* ผมเพิ่งเป็นสมาชิกใหม่นะครับเลยไม่รู้จะถามอะไร  แต่ก็อยากให้ทราบว่า ในฐานะที่ผมก็อยู่บ้านนอกเหมือนกันแต่มีโอกาสได้เรียน ได้ศึกษา ครอบครัวของผมก็ไม่ได้ร่ำได้รวยอะไร พ่อก็เป็นชาวนา แม่ก็เป็นชาวนา สมัยเด็กๆก็เรียนหนังสือในหมู่บ้านของพวกผมเอง แต่ครูสมัยก่อนนั้นท่านเป็นที่น่ายกย่องครับ ผมยังจำได้ติดตาติดหูเลยว่า เวลาที่มีการประชุมผู้ปกครอง พ่อของผมท่านจะเข้ามาพูดกับครูว่า ลูกชายคนนี้ยกให้ครูจัดการได้เต็มที่ ครูจะตี หรือทำโทษก็สุดแล้วแต่ครูเถอะ ผมบอกได้เลยว่า ผมนั้นอ่านหนังสือได้ก็เพราะไม้เรียว แปงลบกระดาน และมือของครูนั่นเอง และที่น่าชื่นชมอย่างมากก็คือครูสมัยก่อนท่านจะทำตัวน่าเคารพ น่ายกย่อง และไม่ทำให้เด็กหรือลูกศิษย์เห็นพฤติกรรมอันไม่ดีของท่านเลย ท่านจึงเป็นที่เกรงขามและเกรงกลัวทั้งลูกศิษย์และบุคคลทั่วไป แต่เรามามองปัจจุบันนี้นะครับว่ามันต่างกันมาก เดี่ยวนี้เด็กทุกคนตีก็ไม่ได้ พ่อแม่เอาใจมากเหลือเกิน และครูก็ทำตัวไม่น่าเคารพชอบทำอะไรให้เด็กเห็นในสิ่งที่ไม่ดี สังคมไทยก็เลยไม่เจริญ เด็กในสมัยปัจจุบันก็เลยอ่านหนังสือไม่ออก และไม่กล้าที่จะแสดงออก และที่สำคัญมองไม่เห็นหัวครูอยู่ในสายตาเลย เฮ้อ......ขอโทษนะครับที่ใส่อารมณ์ไปหน่อย มันเป็นอย่างนี้จริงๆนะครับ เอ่อลืมไปครับ ผมเป็นคนเชียงใหม่ครับ และเป็นลูกชาวนาคนหนึ่งเหมือนกันครับ

*ขอบคุณครับ จากเด็กเชียงใหม่ที่อยากให้สังคมกลับมาเหมือนเดิมครับ

P
100. Sasinand
เมื่อ ส. 07 ก.ค. 2550 @ 16:11
314078 [ลบ]

P

นมัสการหลวงพี่ค่ะขอบพระคุณท่านมากที่ กรุณามาเยี่ยมค่ะดิฉันเป็นชาววัดค่ะ เข้าวัดจริงจัง มา 30 ปี แต่รู้จักกับพระที่เคารพมา 40ปีแล้วค่ะก็เป็นคนใกล้ชิดศาสนาค่ะส่วนวัดท่าการ้อง มีการพูดขยายเสียง ขายเหรียญจตุคามด้วยค่ะ ตอนที่ไป ได้ยินกันทั้งวัด เป็นอะไรที่ฮิตมากค่ะ
P
101. Sasinand
เมื่อ ส. 07 ก.ค. 2550 @ 21:20
314285 [ลบ]

Pเอส สวัสดีค่ะยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ค่ะขอบคุณที่มาเยี่ยมและให้ข้อคิดเห็นค่ะสังคมตอนนี้เปลี่ยนไปค่ะ ปัญหาการกระจายรายได้เป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่งที่ ทำให้พ่อแม่ลูกต้องห่างกัน เพื่อไปทำงานในเมืองใหญ่ เด็กเมื่อไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ก็มักจะมีปัญหา มากน้อย แล้วแต่ครอบครัวค่ะสังคมเดิมคงจะเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แต่ถ้า เปลี่ยนไปในทางดีขึ้น  ก็เป็นคุณค่ะ
P
102. ดร. ดิศกุล เกษมสวัสดิ์
เมื่อ ส. 07 ก.ค. 2550 @ 21:39
314309 [ลบ]

สวัสดีครับคุณพี่ sasinanda

         ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ  เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ดีใจครับที่มีโปรแกรมจะไปทำบุญกันต่อเนื่อง

P
103. Sasinand
เมื่อ อา. 08 ก.ค. 2550 @ 23:25
315164 [ลบ]

Mr. ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ Pขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะ

กลุ่มดิฉันก็คงจะชวนกันไปในลักษณะนี้บ่อยๆค่ะ ได้เที่ยวและได้บุญค่ะ

อยากให้อ่าน 2 เรื่องนี้ด้วยค่ะ

ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทยตามทรรศนะของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี

ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทยตามทรรศนะของนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

ไม่มีรูป
104. sasinanda
เมื่อ พฤ. 19 ก.ค. 2550 @ 18:18
324553 [ลบ]

sasinanda
P


 

 ตามข้อเขียนของคุณสันติ เศวตวิมล ต้นสาละที่พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นนี้ ไม่ใช่สาละ ดอกสีชมภูแบบที่เราเห็น แต่เป็น ดอกสีเหลืองเหมือนต้นสารภีหรือขี้เหล็กของเรา     ต้นสาละของพระพุทธเจ้าเป็นต้นไม้ชมพูทวีปมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม มีชื่อเรียกว่า "สาล" (SAA) เป็นภาษาสันสกฤต เวลาอ่านแล้วก็ออกเสียงสละอะข้างหลังคำ
        วิชาพฤกษาศาสตร์ เรียกไม้นี้ว่า "SHOREA TOBUSTA GAERTH" เป็นสกุล "DIPTEROCRPACEAE"
ดอกต้นสาละบ้านผมเป็นดอกสีชมพู รูปร่างคล้ายดอกบัวเล็กๆ และออกดอกระหว่างต้น
        ส่วนต้นสาละที่บ้านเมืองนี้ ออกดอกเป็นสีเหลืองอ่อน และดอกก็อยู่ตามกิ่งก้านใบ มองผาดๆ เหมือนต้นสารภี หรือต้นขี้เหล็ก
        ต้นสาละแบบนี้ ผมเคยเห็นในป่าลึกๆ บนดอยอินทนนท์
        ซึ่งไม่น่าจะแปลกอะไร เพราะถ้าวัดตามเส้นรุ้งของเมืองกุสินารา หรือเมืองลุมพินี ถ้าลากตะแคงแล้วก็จะตรงแถบเชียงใหม่ เชียงราย
        เพราะฉะนั้นเวลาไปพุทธคยาทีไร เป็นต้องนึกว่ากำลังอยู่แถวภาคเหนือบ้านเราเสียทุกที
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=4624974038004 

 

ไม่มีรูป
105. สุทิน
เมื่อ พฤ. 19 ก.ค. 2550 @ 18:54
324572 [ลบ]

สวัสดีครับ บ้านผมมีแต่พันธ์ดอกสีชมภู ไม่ใช่อย่างเดียวกันหรือครับ เอ ไม่ทราบเหมือนกัน

อยากทราบว่า จริงๆเป็นแบบไหนครับ

ไม่มีรูป
106. sasinanda
เมื่อ ส. 21 ก.ค. 2550 @ 10:56
326123 [ลบ]

สวัสดีค่ะ

ดิฉันก็ไม่ทราบแน่นอนค่ะ แต่ถ้าตามที่อ่านจากคุณสันติ เศวตวิมล ก็ไม่ใช่สีชมภูนี้ค่ะ

ส่วนต้นสาละที่บ้านเมืองนี้ ออกดอกเป็นสีเหลืองอ่อน และดอกก็อยู่ตามกิ่งก้านใบ มองผาดๆ เหมือนต้นสารภี หรือต้นขี้เหล็ก ต้นสาละแบบนี้ ผมเคยเห็นในป่าลึกๆ บนดอยอินทนนท์ ซึ่งไม่น่าจะแปลกอะไร เพราะถ้าวัดตามเส้นรุ้งของเมืองกุสินารา หรือเมืองลุมพินี ถ้าลากตะแคงแล้วก็จะตรงแถบเชียงใหม่ เชียงราย

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=4624974038004

P
107. Sasinand
เมื่อ อ. 25 ก.ย. 2550 @ 22:48
398206 [ลบ]

P
 ครูวุฒิ
เมื่อ ศ. 14 ก.ย. 2550
  • สวัสดีครับคุณพี่
  • ผมมาตามลิงค์ครับ
  • โห.... ภาพที่คุณพี่เห็น ตัวอักษรทุกตัวที่คุณพี่บรรจงถ่ายทอด  อธิบายแทนสิ่งที่กระผมในฐานะครูคนหนึ่งของชุมชนวิตกมาตลอด ภาพดังกล่าวมีมากขึ้นๆทุกวัน  นี่แหละครับทำให้ผมต้องพูดและทำเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่อยมา
  • ถ้าไปดูที่ต้นเหตุ สาเหตุหนึ่งก็คงเป็นที่ประชาชนบางส่วนฐานะยากจนจึงมีการศึกษาน้อย  เมื่อย่างสู่วัยรุ่น รักชอบกัน มีลูก แต่รับผิดชอบลูกไม่ไหว ทิ้งให้ย่ายายดูแล  และ เรื่องนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การศึกษาอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ลูกตั้งแต่ยังอยู่ในท้อง อาหารไม่สมบูรณ์พอ ลูกขาดสารอาหาร ทำให้สมองและสุขภาพไม่ดี การดูแลรักษาก็ไม่ดี เป็นการเสียเปรียบที่สะสมกันมาเป็นระยะๆ  นี่แหละครับที่กระผมบอกว่าการศึกษาทำให้เขาอ่อนแอ กลายเป็นคนมักง่ายและฉาบฉวยในชีวิตที่เกิดขึ้นกับคนบ้านนอกบ้านนาส่วนใหญ่เลยครับ เกิดจากการขาดสามัญสำนึกหรือขาดความตระหนักฯอย่างที่โคกเพชรเห็นและจำเป็นต้องแก้  แต่โดยลำพังก็อย่างที่กระผมเล่าไว้ว่า "ออกจากโรงเรียนไป 2-3 ปี ก็ถูกสังคมกลืน" นั่นแหละครับ
  • ที่จริงที่บ้านนอก  มีอะไรทำมากมาย ทำกินทำอยู่ทำใช้ ขี้คร้านจะได้อยู่ได้กิน ร่ำรวยก็เยอะแยะ ที่ชัดเจนที่สุดก็คือคนที่ไม่ได้เรียนต่อ(จบ ป.4) มีความเข้มแข็งและเอาตัวรอดได้ดีกว่าคนจบ ป. 6 ม.3 ม.6  เผลอๆปริญญาตรีด้วย (อย่างน้อยๆก็มีหนี้น้อยกว่าแน่นอน)
  • เรื่องชุมชนเข้มแข็งตามแนวทางของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วสี  เป็นแนวทางที่โคกเพชรนำมาใช้และอ้างอิงมาตลอด (ที่เว็ปของโคกเพชรมีลิงค์ของท่านอยู่ด้วยครับ)  รวมทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ป.อ. ปะยุตโต พ่อครูบาสุทธินันท์  ฯลฯ เพราะเห็นเป็นประจักษ์ว่าเป็นแนวทางที่เป็นไปได้จริง  หากแต่ท่านผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการศึกษา  ท่านกลับไม่ได้ใส่ใจที่จะลงมือทำโดยการมีส่วนร่วมของโรงเรียนและชุมชนเลย  ส่วนใหญ่ท่านก็คิดของท่านไป  เสร็จแล้วก็สั่งๆๆๆ อย่างเดียว (เสร็จแล้วให้รายงาน)  ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่าง และหลายครั้งหลายครา  เป็นภาระของโรงเรียนโดยที่โรงเรียนได้แต่ความสิ้นเปลือง  และเด็กๆเสียโอกาสในการเรียนรู้เสียด้วยซ้ำครับ
  • ดังนั้นการที่โรงเรียนส่วนใหญ่ในชนบทจะอยู่คู่กับวัด  ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และดีงามเป็นอย่างยิ่ง   ประเด็นนี้ตรงกับแนวความคิดโคกเพชรเหลือเกินครับ ไม่พูดถึงไม่ได้  เพราะผมเฝ้ามองมาตลอดว่า โรงเรียนถูกถอนรากมาจากชุมชนจากวัด  เสร็จแล้วก็เอามาปลูกไว้บนกระถางเพื่อเลี้ยงเป็นบอนไซในแบบของกระทรวงศึกษาธิการ  หลวงพ่อที่วัดส่วนใหญ่ท่านเลยไม่ใคร่มีอะไรทำ  ส่วนใหญ่ท่านหาเงินเก่งแต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร  ท่านก็เลยสร้างโน่นสร้างนี่ซะใหญ่โต (ขนาดวัดบ้านนอกอย่างที่โคกเพชรนะครับ  พระอุโบสถยังราคาเป็นล้านๆ อื่นๆอีกเพียบ)  แต่โรงเรียนอย่างที่กระผมบริหารอยู่ มีเงินบริหารเพียงปีละ 6-7 หมื่นบาท  นี่ถ้าโรงเรียนยังอยู่กับวัด  ป่านนี้ชีวิตของเด็กๆและชุมชนคงสวยงามเหมือนวัดวาอารามไปแล้วล่ะครับ  เพราะเด็กๆนอกจากจะได้รับการกล่มเกลาจิตใจจากพระสงฆ์องคเจ้าอีกแรงหนึ่งแล้ว  อานิสงฆ์จากเงินบริจาคทำบุญก็คงจะตกถึงหัวสมองของเด้กบ้าง เพราะเห็นขัดเจนว่าโรงเรียนใดอยู่อุปถัมภ์ของวัด ก็จะเป็นโรงเรียนที่ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ครับ 
  • ประเด็นการอยู่กับวัดกับชุมชน ที่ผ่านมา  คงมีผมเท่านั้นที่เป็นครูบ้าอยู่ในจำนวนไม่กี่คน  ที่อยากโอนไปอยู่กับชุมชนหรือ อบต.  ซึ่งตอนนี้ทาง อบต.ก็ไม่ค่อยมีอะไรทำ  ท่านก็เลยทำแต่ในสิ่งที่เป็นวัตถุ ๆ ๆ ๆ เท่านั้น  (หรือท่านจะกลัวว่าถ้าคนฉลาดแล้วท่านจะซื้อเสียงไม่ได้ก็ไม่รู้  จึงไม่ยอมอุดหนุนงบประมาณสำหรับการสร้างคนให้กับโรงเรียนบ้าง)
  • ระบายซะยาวเฟื้อยเลย  อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ  เห็นเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่ของชาติ  และสอดคล้องกับแนวคิดของโคกเพชร  เลยอินมากไปหน่อยครับ
  • ขอบพระคุณมากครับที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมเว็บโรงเรียนบ้านโคกเพชร  และให้กำลังใจว่าจะเข้าเยี่ยมชมบ่อยๆ  ถ้ามีอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์สำหรับสังคมบ้างก็อย่าได้เกรงใจนะครับ
  • คงได้เข้ามาเยี่ยมบ่อยๆเช่นกันครับ เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดอีกที่หนึ่งครับ
  • สวัสดีครับ
P
108. Sasinand
เมื่อ อ. 25 ก.ย. 2550 @ 23:00
398225 [ลบ]

สวัสดีค่ะ

P

เรื่องการศึกษาระดับต้น ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรค่ะ

มีข่าวว่าบางจังหวัด อบต.มีการจัดการศึกษาระดับต้นนี้ โดยร่วมมือกับวัดต่างๆค่ะ

โดยได้รับความช่วยเหลือในด้านวิชาการจาก ศึกษานิเทศน์ในแต่ละพื้นที่ค่ะ

ขอให้กำลังใจอย่างมากเลยค่ะ และจะเข้าไปดูที่webบ่อยๆค่ะ

ไม่มีรูป
109. ดาบอาทมาต
เมื่อ จ. 12 พ.ย. 2550 @ 10:19
454137 [ลบ]

สวัสดีครับ

ผมได้มีโอกาสเ้ข้าไปทำบุญที่วัดสี่ร้อย ได้พบผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุหลาย ๆ ท่าน ท่านบอกว่า เรื่องปัญหายาเสพติดก็มีบ้าง เป็นปกติในละแวกนั้น และละแวกใกล้เคียง แต่เด็กที่นั่นอยู่กันอย่างอบอุ่นกับพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีเด็กที่มีปัญหา  ผมก็เรียนไปว่า ผมเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งผมสามารถให้ความช่วยเหลือตรงนี้ได้ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าเด็ก ๆ ที่นี่มีสุขภาพจิตที่ดีกันทั้งนั้น

 ผมก็เรียนถามต่อไปว่า แล้วเรื่องความลำบากยากแค้น เช่น ขาดอุปกรณ์การศึกษา หรือเสื้อผ้ารองเท้าล่ะ  ก็ได้รับคำตอบว่าก็ไม่ค่อยขาดอะไร 

ผมเลยสงสัยว่า ทำไมข้อมูลถึงไม่ตรงกับที่ในกระทู้นี้เลย 

ไม่มีรูป
110. ดาบอาทมาต
เมื่อ จ. 12 พ.ย. 2550 @ 10:26
454143 [ลบ]

นอกจากนี้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็ดูแลโรงเรียนอยู่อย่างใกล้ชิด ให้ทุกการศึกษาทุกปี อาจมีขาดแคลนเครื่องกีฬาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี มีคนที่มาฌาปนกิจที่วัด ญาติ ๆ ก็มักจะทำบุญเลี้ยงอาหารนักเรียนกันเป็นส่วนใหญ่ มีโรงงานบริเวณนั้นมาทำบุญเรื่อย ๆ  พ่อแม่เด็กส่วนใหญ่ก็ออกไปทำงานในโรงงานแถวนั้น แต่ก็ไม่ได้ทิ้งลูกไป ตกเย็นก็กลับบ้าน อยู่กันอย่างอบอุ่นครับ

 ท่านใดสนใจไปทำบุญก็ถือเป็นเรื่องดีครับ แต่เพียงแค่เรียนว่าทางโรงเรียนไม่ได้ขัดสนขนาดนั้นครับ

ทางวัด ทางชุมชนก็ช่วยกันดูแลอยู่

 

P
111. Sasinand
เมื่อ จ. 12 พ.ย. 2550 @ 13:21
454324 [ลบ]

สวัสดีค่ะคุณดาบอาทมาต

ขอบคุณค่ะ ที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ และดีใจที่คุณเป็นนักจิตวิทยาที่สามารถให้ความช่วยเหลือแก่สังคมชุมชนได้มากมาย

เรื่องที่บันทึกนี้ ดิฉันเขียนจากข้อมูลที่ได้รับจากอาจารย์ใหญ่และอาจารย์อีก2-3 ท่านวันที่ไปทำบุญและแวะเยี่ยมเด็กๆนะคะ ไม่ได้ไปเจาะลึกหาข้อมูลลึกๆเอง ดูในรูป อาจารย์ใหญ่ผู้ชายที่กำลังรับของน่ะค่ะ

ประเด็นสำคัญที่อาจารย์อยากจะสื่อคือ

เด็กๆอยู่กับย่ายายส่วนใหญ่ พ่อแม่ไปทำงานไกลบ้าน ไม่ได้ถามว่าไกลแค่ไหน  แต่อาจารย์บอกว่า บางส่วนมาทำงานกรุงเทพฯ แค่บางส่วนไม่ได้ทั้งหมด

ทำให้ไม่ค่อยมีคนช่วยสอนเด็กๆในเชิงการบ้านที่บ้าน ผลการเรียนเด็กจึงไม่ค่อยดีนัก เด็กๆชอบเล่นกับเพื่อนๆมากกว่า

ส่วนเรื่องการขาดแคลนสิ่งของต่างๆ เท่าที่ดู ไม่ถึงกับขาดมาก เพราะวัดคงช่วยดูแลอยู่ด้วย แต่น่าจะเป็นการเน้น เรื่องที่อาจารย์อยากจะให้มีการกวดขันในเรื่องความประพฤติให้ขยันรียนมากขึ้น  และอาจารย์อยากให้พ่อแม่ มีเวลาให้ลูกมากขึ้น ให้เด็กอบอุ่นขึ้น ไม่ใช่นำเงินมาให้อย่างเดียว อาจารย์เล่าว่า ต้องไปตามเด็กที่บ้าน เวลา ไม่มาโรงเรียน

อาจารย์บอกว่า ได้มีศึกษานิเทศน์มาดูแล้ว และดิฉันคิดว่า ทางวัด และทางชุมชนคงได้มีการแก้ไข ในสิ่งที่ควรแก้ไข ไปมากแล้ว ในปัจจุบันนี้ค่ะ

ดิฉันดีใจค่ะ ที่ได้ทราบจากคุณว่า เด็กๆของเราทุกคนที่นั่น  ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นพลเมืองดี ของประเทศต่อไป

ขอบคุณที่มาแจ้งข่าวดีค่ะ

 

 

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
AddThis Social Bookmark Button AddThis Feed Button

Add to Google page views since 10-March-07 บันทึกที่ปรากฏในบล๊อกนี้ เป็นงานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ ผู้เขียนอนุญาตให้นำงานเขียนไปใช้-ทำซ้ำ-ส่งต่อ-เผยแพร่-ต่อยอด-ดัดแปลงได้ ในการนำไปใช้ กรุณาระบุต้นทางแห่งงานสร้างสรรค์ที่ใช้ วิธีทีสะดวกที่สุดคือการเชื่อมโยงกลับมายังบันทึกต้นทาง ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงแล้ว ให้ถือว่าได้รับการอนุญาตจากผู้เขียนซึ่งเป็นเจ้าของงานเขียนโดยปริยาย แต่ไม่อนุญาตให้นำใช้ในการหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ไม่ว่ากรณีใดๆ