- ยุคนี้เป็นยุคที่อะไรๆ ดูจะรีบเร่งไปหมด... และแล้วเราๆ ท่านๆ ต่างก็เพลียกันไม่มากก็น้อย
ข่าวดีคือ อาจารย์ ดร.ลาร์ส ลีเอน และคณะแห่งมหาวิทยาลัยออสโล นอร์เวย์ทำการศึกษาพบว่า การกินน้ำตาลมากเกินมีส่วนทำให้สุขภาพของเราแย่ลงไปได้ <ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-indent: 0cm; text-align: justify">
อาจารย์ท่านทำการศึกาในนักเรียนเกรดสิบ อายุ 15-16 ปี มากกว่า 5,000 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กเกือบทั้งหมดดื่มน้ำหวานสัปดาห์ละ 1-6 หน่วยบริโภค(1 หน่วยบริโภคประมาณ 240 มล.)
</div></li></ul><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">เด็กๆ ที่กินเครื่องดื่มเติมน้ำตาลมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น เช่น วิตกกังวล อยู่ไม่สุข ซึมเศร้า เพลีย ฯลฯ</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">
</p><ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify">
เด็กกลุ่มที่ดื่มน้ำหวานมากที่สุดดื่มมากกว่า 6 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์จะมีปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด โดยเฉพาะเด็กที่ดื่มน้ำหวานมากกว่า 4 หน่วยบริโภคต่อวัน
</div></li></ul>อาจารย์ท่านสันนิษฐานว่า ปัญหาสุขภาพจิตอาจเป็นผลจากน้ำตาลโดยตรง และอาจเป็นผลจากสารอื่นๆ ในเครื่องดื่ม เช่น กาเฟอีน(มีในกาแฟ ชา ช็อกโกแล็ต โกโก้ โค้ก เป๊ปซี่ ฯลฯ) ฯลฯ <ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify">
วิธีง่ายๆ ที่จะลดปัญหาการดื่มน้ำหวานมากเกินในเด็กได้แก่ การห้ามไม่ให้มีเครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มชนิดหยอดเหรียญ และการห้ามจำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียน
</div></li></ul><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">สาเหตุอื่นๆ ที่น้ำตาล หรือน้ำหวานอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น อ่อนเพลีย ฯลฯ ได้ง่ายอาจมาจากการที่น้ำตาล หรือน้ำหวานทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">
</p><ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify">ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอนซูลิน เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อนไปทางต่ำ ภาวะนี้อาจทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม</div></li></ul>การกินธัญพืชเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังสีรำ(โฮลวีต) ฯลฯ ลดแป้งขัดสี เช่น ข้าวขาว ฯลฯ และกินน้ำตาลให้น้อยหน่อยมีแนวโน้มจะดีกับสุขภาพ <ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify">ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี มีแรง มีกำลัง และไม่เพลียง่ายครับ…</div></li></ul>แหล่งข้อมูล: <ul>
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๙.
</ul>เชิญอ่าน & ดาวน์โหลดที่นี่: <ul>
</ul>
รู้สึกเหมือนเคยอ่านจากบล็อกอาจารย์มาว่า น้ำโค้กหนึ่งกระป๋องจะเท่ากับกินน้ำตาลทราย 8 ช้อนชา อะไรทำนองนี้นะค่ะ กินน้ำตาลมากไปก็แย่นะค่ะ แต่ถ้าเวลาเหนื่อยล้า ได้ดื่มอะไรหวานๆ เข้าไปบ้าง ก็ช่วยให้สดชื่นดีเหมือนกันนะค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ยังติดตามอ่านอยู่ทุกบันทึกค่ะ :)
ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.จันทวรรณ และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ในชีวิตจริง > เวลาเราตักน้ำตาลทราย >
เรื่องการใช้ชีวิต > ทำให้คิดถึงคำกล่าวของ ศ.ศิลป์ พีระศรี (ได้ยินมาจากนักศึกษาเภสัชกรท่านหนึ่งเมื่อ 20 ปีเศษมาแล้ว)
ฮืม…ต้องขอบคุณอาจารย์หมออย่างแรง กำลังว่าจะลดน้ำตาลอยู่พอดี เป็นคนชอบทานรสหวาน แต่นึกๆ อยากจะลด ระยะหลังก็ใส่บ้างแต่น้อยลง มาเห็นอาจารย์หมอเขียนพอดี …จะลดค่ะๆๆ >__<
ขอขอบคุณอาจารย์ iS และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ทางเลือกอื่นๆ ของคนชอบหวานคือ "น้ำตาลเทียม" (ดีแต่แพง)
ขอให้อาจารย์ iS และท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี มีอะไรหวานๆ แบบพอดีครับ...
ขอบคุณความรู้อาจารย์หมอมากครับ
รู้สึกตอนนี้กินน้ำตาลเยอะเหมือนกันเพราะ ตำรายกน้ำหนักเขาให้ทานก่อนยกและหลังยกเสร็จครับ คิดว่าจะอันตรายไหมครับ ผมกินตามนี้เลยครับ
ขอขอบคุณอาจารย์จันทร์เมามาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
เท่าที่ทราบ > คาร์โบไฮเดรต (แป้ง + น้ำตาล)
(2). ควรกินคาร์โบไฮเดรตในรูปแป้ง โดยเน้นให้กินธัญพืชไม่ขัดสี [เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังสีรำ(โฮลวีท) ฯลฯ] ในสัดส่วนมากกว่าธัญพืชขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ฯลฯ
เท่าที่ทราบ > โปรตีน (ถั่ว + เนื้อ)
(2). การกินโปรตีนมากเกินมีส่วนทำให้เกิดของเสีย โดยเฉพาะอนุพันธ์กรดกำมะถัน อนุพันธ์กรดไนโตรเจน > ไตจะต้องทำงานหนัก (ไตจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป) + ต้องหาเบส(ด่าง)มาช่วยขับกรดออก > เกิดการเสียแคลเซียม
(3). การกินเนื้อแดง ซึ่งเป็นสัตว์บกตัวใหญ่ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ หมู ฯลฯ หรือนม(ที่มีไขมัน)มากเกิน > มีส่วนทำให้ร่างกายได้รับไขมันอิ่มตัว + โคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น
(4). การกินเนื้อแดงมากเกิน > มีส่วนทำให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กมากขึ้น > ธาตุเหล็กที่มากเกินอาจทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (free radicals) ทำให้อวัยวะหลายอย่างเสื่อมเร็ว > เรื่องนี้มีวิธีแก้ คือ สมัครเป็นผู้บริจาคเลือดขาประจำ (ได้บุญด้วย)
เครื่องดื่มสำเร็จรูปหลายชนิด มีครีมเทียม (คอฟฟี่เมต) ฯลฯ
นอกจากถั่วเขียวงอกแล้ว... เรียนเสนอให้ทำข้าวกล้องงอก..."ข้าวกล้องอารมณ์ดี"
ที่มา: สถาบันอาหาร องค์กรเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม. ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice): ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากข้าวในญี่ปุ่น. กรุงเทพธุรกิจ BizWeek. 18-24 กันยายน 49. หน้า C7.
ขอบคุณอาจารย์หมอมากครับ
เรื่องข้าวกล้องงอกนี่ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับผมเลย
สงสัยอย่างครับถ้าผมกินโปรตีนมากๆ แล้วกินผักผลไม้มากๆ ตามจะช่วยได้ไหมครับ อ่านแล้วรู้สึกกลัวเรื่องไตเหมือนกัน และด่างที่ช่วยขจัดอนุพันธ์กรดออกมีอะไรบ้างครับ
ขอขอบคุณอาจารย์จันทร์เมามาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ทว่า... การกินเนื้อ หรือโปรตีนเกินก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี (แม้จะกินผัก ผลไม้ พืชอื่นๆ เพิ่มขึ้น)
(2). การเผาผลาญ(ใช้ออกซิเจน) > เผาคาร์โบไฮเดรต + ไขมัน > จะได้คาร์บอนไดออกไซด์ (ขับทางปอด) + น้ำ
(3). โปรตีนมีไนโตรเจน (N) +/- กำมะถัน (S) ทำให้เกิดกรดที่ขับทางไต
(4). การขับกรดทางไตมักจะเสียแคลเซียม(ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง หรือเบส)ไปด้วย
(5). โปรตีนมักจะมาพร้อมกับสารอื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์บกมากับไขมันอิ่มตัว(+โคเลสเตอรอล) โปรตีนสำเร็จรูปมักจะมีเกลือปนอยู่สูง ฯลฯ > การกินมากเกินทำให้โทรมเร็ว
คนเราได้ด่าง(เบส)จากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ...
(2). ทิ้งขยะ + เก็บขยะ > ปรากฏการณ์นี้พบในประเทศก้าวหน้าทั่วไป
(3). ไม่ทิ้งขยะ + เก็บขยะ + ออกแบบการผลิตไม่ให้มีของเสีย (zero waste) > ปรากฏการณ์นี้พบในอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก
ถ้าเราปล่อยให้มีขยะ เช่น โปรตีนมากเกิน ฯลฯ ในร่างกายมากๆ > สุขภาพจะดีได้ในระดับ 1-2 ตามมาตรฐานความสะอาดของญี่ปุ่น
ขอให้อาจารย์จันทร์เมามาย และท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี และแข็งแรงไปนานๆ ครับ...
ขอบคุณอาจารย์หมอวัลลภมากมากค่ะ บันทึกนี้ก็เหมือนอย่างเคยเต็มไปด้วยความรู้ของอาจารย์ที่ประมวลมาเสิร์ฟให้แก่ผู้อ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วและนำไปใช้ได้จริง ขอบคุณค่ะ :)
ขอขอบคุณอาจารย์ขจิต และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
(2). เสนอให้ใช้น้ำตาลเทียมเสริม > ปนไปกับกาแฟได้เลย เพียงแต่รอให้กาแฟเย็นลงหน่อยแล้วค่อยเติม > น้ำตาลเทียมราคาซองละ 1 บาทเศษนิดหน่อย > จะลดปริมาณน้ำตาลได้มากมาย
(3). เสนอให้ใช้นมไขมันต่ำ หรือนมไม่มีไขมันผสมแทนคอฟฟี่เมต (ครีมเทียม) > จะได้โปรตีน แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และคุณค่าทางอาหารเพิ่ม + ลดไขมันอิ่มตัว + ลดไขมันทรานส์(น้ำมันเติมไฮโดรเจนในครีมเทียม)
(4). เน้นชงเอง ไม่ซื้อกาแฟปรุงสำเร็จ > กาแฟปรุงสำเร็จมีแนวโน้มจะหวาน + มัน + มีกาเฟอีนมากเกิน
(5). หลังเที่ยง + ถ้ามีฐานะดีหน่อย > เลือกกาแฟชนิดสกัดกาเฟอีนออก (decaffeinated) น่าจะช่วยให้หลับสนิทขึ้น
กาแฟ > ถ้า "พอเหมาะ + พอดี" แล้วมีคุณค่าครับ...
(2). กาแฟมีรสขม + ฝาด + เปรี้ยวปนกัน > ตามหลักสุขภาพตะวันออก > ท่านให้กินของเปรี้ยว + ขม + ฝาดให้มากหน่อย กินของหวาน + มัน + เค็มให้น้อยหน่อย
(3). ถ้าดื่มกาแฟไม่เกิน 3 แก้ว/วัน + ไม่เป็นโรคความดันเลือดสูงมากจนควบคุมไม่ได้ + นอนหลับสบายดี > น่าจะปลอดภัยครับ...
ขอให้อาจารย์ขจิต และท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ...
ขอขอบคุณอาจารย์ ดร.จันทวรรณ และท่านผู้อ่านทุกท่าน...
ปีนี้ผมไปทำบุญที่พม่า มีโอกาสพักวัดแฌมเญ่ เมืองย่างกุ้ง > มีพระไทยไปปฏิบัติธรรมที่นั่นหลายรูป
ขอให้ท่านอาจารย์จันทวรรณ และท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ...
ขอขอบคุณอาจารย์ขจิต และท่านผู้อ่าน+ลปรร.ทุกท่าน...
อาจารย์ค่ะ พอจะทราบไหมค่ะว่าในประเทศไทยมีผู้ประกอบการเกี่ยวกับข้าวกล้องงอกที่ไหนบ้าง (เคยได้ยินมาว่าเป็นของโครงการหลวง) กำลังสนใจเรื่องนี้มากๆค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอขอบคุณ... คุณภณิดา และท่านผู้อ่านทุกท่าน