มองละครเรื่องนี้อย่างเป็นธรรม เขาซ่อนอะไรไว้ข้างใน ไม่ใช่เรื่องกามารมณ์ แต่เป็นเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว เพราะถูกกระทำมาตลอด จันดาราจึงคิดแก้แค้นมาตลอด ถ้าเราปฏิบัติต่อลูกหลานดี เขาก็จะเป็นคนดีของสังคม

          คราวนี้มาถึงคุณบุญเลื่องบ้าง ว่าคุณบุญเลื่องทำอนาจารจัน หรือเปล่า ในหนังไม่เห็นมีตอนไหนที่คุณบุญเลื่องทำอนาจารจัน มีแต่ไอ้จันเท่านั้นที่เอาน้ำแข็งไปลูบหลังคุณบุญเลื่อง แถมยังเอามือล้วงไปจับ ไวตามิลค์ ของคุณบุญเลื่อง ฮิฮิใครจะว่ายังไงก็ช่าง ผมจะสั่งไม่ฟ้องคุณบุญเลื่องทุกข้อหา นะคุณบุญเลื่องนะ…..ความจริงแล้วอายุของจันโดยประมาณตอนเอาน้ำแข็งไปลูบหลังคุณบุญเลื่องก็ตกราวๆ ๑๕ ปี ในตัวบทกฎหมายเรื่องการทำอนาจารบุคคลอายุเกินสิบห้าแต่ไม่เกินสิบแปดปีไว้เหมือนกัน ดูตรงนี้ครับ

          มาตรา  ๒๗๘ ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

           ถามว่าคุณบุญเลื่องขู่เข็ญจันไหม ก็ไม่ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือก็ไม่ จันอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือก็ไม่ มันสามารถขัดขืนได้ตลอดเวลาแต่มันไม่ขัดขืนต่างหาก จันเข้าใจผิดว่าคุณบุญเลื่องเป็นคนอื่นหรือก็ไม่ ใครหน้าไหนจะมาเอาผิดคุณบุญเลื่องของผมได้ลงคอ   

           คุณบุญเลื่องพาจันไปเพื่อการอนาจารหรือว่าพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารไหม เอ๊ะ ไม่แน่  แต่ผมว่าไม่น่ะ เพราะคุณบุญเลื่องไม่ได้พาหรือพรากไป แต่ไอ้จันมันไปของมันเอง มันรู้ว่าคุณบุญเลื่องอยู่ไหนแถมก็อยู่ในบริเวณบ้านที่จันมันอยู่นั่นแหละเพียงแต่คนละเรือนกัน แต่ยังไงก็ตามลองดูกฎหมายเรื่องการพาคนไปเพื่อการอนาจารดูซิ เพื่อให้เกิดความรู้เพิ่มเติม

           มาตรา 283 ทวิ ผู้ใดพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

         ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

              มาตรา 318  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย จากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท 

         ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น          ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจารผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท

            ที่ผมให้ดูนี้ก็เพื่อจะบอกว่า กฎหมายในเรื่องการอนาจารเนี่ย ไม่ได้ระบุแต่กรณีชายกระทำอนาจารต่อเด็กหญิงเท่านั้น  แต่เขาใช้คำว่า ผู้ใด คำว่าผู้ใดหมายถึงใครก็ได้โดยไม่จำกัดเพศ และผู้ถูกกระทำ คือ เด็ก ซึ่งไม่ได้บอกว่าเด็กหญิงหรือเด็กชาย ดังนั้น หญิงมีอายุกระทำต่อเด็กชาย ก็เป็นความผิดเหมือนกัน ขอให้เข้าใจตรงกันนะครับ สำหรับแม่ปลาช่อนและคานทองทั้งหลาย เฮ้อ เป็นห่วงเหลือเกินเขียนเรื่องนี้จบแล้ว ไปไหนมาไหนในตลาดจะโดนตบบ้างไหมเนี่ย….
 

            เอาละ เราพูดคุยกันมายาวมากแล้วสำหรับเรื่องจันดารา คราวนี้คงถึงบทสรุปได้เสียที บทสรุปในเรื่องนี้คงมีเรื่องเตือนใจเราได้หลายเรื่อง

            .ความรัก กับ ความใคร่ไม่หมือนกัน ความรักที่จันมีต่อไฮซินธ์ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ควรค่าแก่การที่มนุษย์จะรักกัน ดังนั้น หากเด็กวัยรุ่นจะมีความรักในวัยเด็กบ้าง โดยที่เป็นแบบเด็กๆที่ไม่มีความใคร่มาเกี่ยวข้องด้วย ก็ควรให้เด็กรู้จักความรักบ้าง

            .ความคิดเคียดแค้นชิงชัง การโกรธเคืองผู้อื่น การคิดจะต้องตอบโต้ชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่เป็นผลดีกับชีวิตเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดชีวิตก็จะพบแต่ความหม่นหมอง เศร้าใจ

           .ความสุขอันเกิดจากความใคร่ เป็นทุกข์มากกว่า ความสุขที่แท้จริงคือการให้อภัยเลิกแล้วต่อกันต่างหาก

            .สังคมทุกวันนี้มีแต่เรื่องเลวร้าย มองผู้หญิงเป็นเครื่องระบายความใคร่ของมนุษย์ผู้ชายเราจะช่วยกันดูแลสังคมและให้เกียรติผู้หญิงซึ่งเป็นเพศแม่อย่างไร

            เรื่องของจันดารา เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งที่เกิดมาท่ามกลางความเคียดแค้นชิงชังจากบุคคลในครอบครัวของเขา แล้วเขาก็คิดที่จะเอาคืน ถ้ามนุษย์ทั้งโลกเป็นอย่างนี้ มนุษย์จะวุ่นวายขนาดไหน ผมมีเรื่องดีๆเกี่ยวกับพ่อคนหนึ่งสอนลูกให้รู้จักระงับความโกรธแค้นมาเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง

             เรื่องมีอยู่ว่า พ่อของเด็กน้อยคนหนึ่งเห็นสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีของลูก เขาจึงให้ตะปูกับลูกถุงหนึ่งและบอกกับเด็กน้อยว่า "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"

             วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นเริ่มรับรู้ว่าสิ่งที่พ่อกำลังพยายามบอกกับเขา ก็คือ การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ซึ่งง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ และแล้วหลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบพ่อและบอกกับพ่อว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็น พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า

            "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว" 

             วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว จาก 1 เป็น 2 .... จาก 2 เป็น 3 จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกมา เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า "ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!" พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า

            "ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้พูดคำขอโทษสักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้น" 

             "กับเพื่อน .. เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณีอันมีค่าที่หายาก เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม เป็นคนที่คอยให้กำลังใจและยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ เป็นคนที่คอยปลอบใจเรา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ ... แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไปไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจำไว้เสมอว่า คำขอโทษ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตามแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือรอยร้าวที่เขา คงไม่อาจลืมมันได้ .. ตลอดไป"

            ผมคัดลอกเรื่องนี้มาจากอินเทอร์เน็ต มันเป็นเรื่องประทับใจเรื่องหนึ่งในหลายๆเรื่องที่อ่านเจอมา แล้วท่านล่ะ เป็นคนขี้โกรธใครหรือเปล่า…..คิดแก้แค้นแบบจัน ดารา บ้างไหม อ่านเรื่องนี้คิดจะทำอย่างไร หรือคิดจะเอาน้ำแข็งไปถูหลังเมีย….ฮ่า….