วันที่ฉันได้ให้คำปรึกษากับหมออนามัยที่ประสบเหตุการณ์ needle stick injury ฉันสัมผัสว่า มีอะไรบางอย่างที่ฉันควรให้ความสำคัญมากกว่า มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อนึกถึงหลักเวชศาสตร์ครอบครัวที่อาจารย์ แพทย์หญิงสายพิณ หัตถีรัตน์ ครูคนสำคัญแห่งระบบบริการปฐมภูมิท่านหนึ่งของเมืองไทยถ่ายทอดผ่านลูกศิษย์ ว่า คนบางคนที่ตระเวณหาแพทย์ไปทั่ว มักไม่แสดงความป่วยให้เห็น หากเมื่อเห็นคนๆนั้นมานั่งต่อหน้า แล้วมองหาโรค ก็จะไม่มีวันหาเจอ และไม่ได้ช่วยเยียวยาเขา แต่ถ้ามองให้เห็นความป่วย โอกาสเยียวยาช่วยเหลือเขาก็จะเกิดขึ้น ฉันจึงใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ปัญหาของเธอ และรับรู้ว่า เธอกำลังโหยหาความใส่ใจ เธอขาดความมั่นใจต่อตนเอง
ฉันได้เรียนรู้ว่า Agility ในระบบการให้คำปรึกษาของร.พ.ยังไม่สามารถตอบสนองให้เธอเกิดขวัญกำลังใจ เธอโทรมาคุยให้ฉันฟังในวันต่อมาว่า กลับจากร.พ.แล้ว เธอนอนไม่หลับ กินอะไรไม่ลง กินยาก็ไม่ได้ กินแล้วอาเจียน ท้องเสีย เธอเล่าว่า หลังเธอลาฉันไปรับบริการต่อตามระบบของร.พ. เธอได้พบหมอรุ่นน้องของฉัน เขาถามเธอว่า มาพบเขาทำไมก็ยาที่ได้มีครบแล้ว ผลข้างเคียงของยาเยอะมากนะ ส่วนใหญ่มักจะกินกันไม่ได้ เธอเล่าด้วยเสียงเครือสะอื้น และแผ่วโหย ฉันฟังแล้วได้แต่เงียบ ตัดสินใจไม่นัดเธอมาให้มาร.พ.ซ้ำ พร้อมกับบอกเธอว่า ฉันจะปรึกษาต่อให้ว่า เธอควรจะเปลี่ยนยาเพื่อลดผลข้างเคียงของยาหรือไม่ แล้วจะแจ้งกลับไป เธอจึงยุติการสนทนา
3 วันผ่านไป ฉันได้ทราบว่า เธอยังคงแย่ กินไม่ได้ และ อ่อนระโหย
ในครั้งแรกที่ฉันได้ฟัง บทสนทนาระหว่างน้องหมอกับเธอ ตามคำเล่า ฉันรู้สึกว่า น้องฉันดูไม่เข้าใจคน ดูไร้น้ำใจ แต่เมื่อแวบนึกถึง คำสอนของครูให้คำปรึกษาคนหนึ่งที่ฉันนับถือ ที่สอนว่า "การให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยากต่อการตัดสินใจ ผู้ให้คำปรึกษาควรเน้นให้คนรับคำปรึกษาได้ตระหนักความจริงในเรื่องความยาก และจำเป็นต้องพูดตรงๆ" ฉันต้องยอมรับว่า ความจริงแล้วเขากำลังอยู่ในบริบทผู้ให้คำปรึกษาเรื่องยากๆ จึงต้องพูดตรง แต่การพูดตรงด้วยสไตล์บางแบบ ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ เพราะคำพูดบางคำพูด คนพูดอาจจะไม่ได้ตั้งใจพูดให้ฟัง แต่คนฟังตั้งใจฟัง เรื่องจึงเป็นเรื่อง
บันทึกไว้เตือนใจเมื่อต้องดูแลคนและให้คำปรึกษา
31 มกราคม 2551