อ่านบันทึกของอาจารย์ beyondKM เรื่องมีผู้ถามว่า "จะต้องทำอย่างไรใจจึงจะฟูเช่นนี้ตลอดไป"  ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อกลางวันของวันนี้  ในการสนทนาของพวกเรากลุ่มครูผู้ "เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด"

         ครูหนึ่งเล่าว่า "ที่โรงเรียนของเธอจัดงานให้อย่างสมเกียรติ  ผู้บริหารและครูมอบสร้อยคอทองคำหนัก ๒ บาท  พร้อมพระเลี่ยมทองหลวงปู่เงิน ให้เป็นของที่ระลึก  จัดพิธีให้กล่าวอำลาครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน  และผู้บริหารโรงเรียนเสียสละทุนส่วนตัวจัดทำของที่ระลึกให้สำหรับแจกนักเรียนทั้งโรงเรียน" แสดงถึงการรักใคร่และอาลัย  ตอบแทนความดีงามระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน  สิ่งของอาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ  แต่มีความหมายในการแสดงออก

        ครูสองเล่าว่า "ที่โรงเรียนของเธอ  จัดงานเลี้ยงให้เช่นเดียวกับครูหนึ่งลาครู ลาเด็กและลาผู้ปกครอง  แต่พิเศษ โรงเรียนมีภาพวิดิโอเกี่ยวกับกิจกรรมที่ครูสองทำฉายให้ทุกคนดูในงานเลี้ยง" แสดงถึงการให้ความซาบซึ้ง ในความรัก ความผูกพันในการที่อยู่ร่วมกัน  เพื่อต้องการให้ผู้จากไปมีความประทับใจและเก็บจำความรู้สึกดี

        ครูสามเล่าว่า "โรงเรียนของเธอจะจัดวันที่ ๓๐ กันยายน เพราะผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาให้รอ จนกว่าทุกคนจะพร้อม  เพราะมีกิจกรรมลาครู ลาเด็กและลาผู้ปกครองเช่นเดียวกัน  และมีการแสดงของนักเรียน" เช่นเดียวกับครู ๒ ท่านข้างต้น แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนและชุมชนมีสัมพันธภาพที่ดี  เป็นแบบอย่างของเยาวชนและนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนในการให้คุณค่าของคนในชุมชนมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงเรียน  ผู้บริหารมีความสามารถไม่ทำให้โรงเรียนและชุมชนแตกแยกแบ่งชั้น

        เกี่ยวอะไรกับบันทึก "ใจฟูใจแฟบ" ใน บันทึกของอาจารย์ beyondKM ข้างต้น  เนื่องจากครูสี่เล่าว่า "สำหรับโรงเรียนของเธอนั้นผู้บริหารโรงเรียนบอกว่าไม่มีการเลี้ยงส่งแต่อย่างใด  โดยพูดต่อหน้ากรรมการสถานศึกษาด้วย ส่วนคณะกรรมการสถานศึกษานั้นถูกผู้บริหารล็อบบี้ไว้หมดแล้วว่าไม่มีการเลี้ยงส่ง และไม่มีการประชุมครูในโรงเรียนแต่อย่างใดทั้งหมดผู้บริหารตัดสินใจด้วยตนเอง" แบบนี้ก็มี...ไม่ทราบจะวิพากษ์ว่าอย่างไร  ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าเป็นการกระทำของคนระดับผู้บริหาร

         ฉันรู้สึกเห็นใจครูสี่มาก พวกเราได้พูดให้กำลังใจครูสี่ และได้อ่านบันทึกฉบับนี้ให้ครูสี่ฟังทางโทรศัพท์ พร้อมกับแนะนำให้ครูสี่เข้าไปอ่านด้วยตนเอง  ครูสี่โทรศัพท์กลับมาว่า "สบายใจขึ้นกว่าเดิมมาก"  และเธอได้สติกลับคืนมาแล้ว

         ตอนแรกที่ฉันได้ฟังครูสี่เล่า ฉันรู้สึกเห็นใจและใจแฟบไปกับครูสี่มาก  และเก็บมาคิดนึกตำหนิติเตียนการกระทำที่ไม่มีใครทำ  เมื่อได้อ่านบันทึกของอาจารย์ beyondKM ทำให้ฉันคลี่คลายความรู้สึกได้  เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา 

        ส่วนความคิดเห็นส่วนตัวของฉันก่อนที่จะได้อ่านบันทึกของอาจารย์นั้น  ฉันคิดว่า "การจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยง  ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  ทานแค่ไหนก็ได้แค่อิ่ม หากไม่มีใจที่จะมอบให้กันก็ไม่มีความหมายอะไร  หากแต่มีใจแค่รอยยิ้มและสายตาแม้จะปราศจากคำพูดใด ๆ ก็ทำให้ลาจากกันด้วยดี" แบบนี้ก็ดี...กว่า

         เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับเรา  ทำให้เรามองเห็นว่า "เป็นเรื่องธรรมดา" ได้ง่ายมาก  แต่ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา "ความเป็นธรรมดา" คงไม่เข้าถึงได้ง่าย ๆ  ที่นำมาเขียนเพราะเห็นว่าเรื่องนี้ควรเป็นบทเรียนของสังคม  ผู้บริหารไม่ควรทำตัวแบบเด็กเล่นขายของ และแก้แค้นโดยการคิดด้วยตนเอง แบบไม่เป็นธรรมเลย

        ขอขอบพระคุณอาจารย์ประพนธ์ ผาสุขยืด beyondKM เป็นอย่างสูงที่ช่วยให้พวกเรามีสติมากขึ้น  และมองเห็นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นไปตามธรรมชาติ

 

RedRedRedRed