ความหยิ่งคือเหตุแห่งความเสื่อม

 

          ในสังคมมนุษย์ ทุกคนต้องการความเจริญไม่ต้องการความเสื่อม(Disaster)แต่คนบางคน ทั้งที่ต้องการความเจริญ(Progress)แต่กลับปฏิบัติตนในทางที่ทำให้เกิดความเสื่อม  

         ทางที่ทำให้เกิดความเสื่อมมีหลายอย่าง เหตุสำคัญ อย่างหนึ่งก็คือ การเป็นคนหยิ่ง(conceit)ทะนงตน(Self-important) ถือว่ามีชาติสกุลสูง มีทรัพย์สมบัติมาก ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น การมีชาติสกุลสูงและมีทรัพย์มาก ไม่ใช่เป็นเหตุของความเสื่อม แต่เหตุของความเสื่อมนั้นอยู่ที่ความเย่อหยิ่งถือตัว 

          ความหยิ่งทะนงตัว เห็นว่าตนดีเลิศประเสริฐกว่าคนอื่น มองเห็นคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่าตน(Being inferior to others but thinks better am I.) มีอยู่แก่ผู้ใด ก็ทำให้ผู้นั้นดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น แสดงความรังเกียจไม่คบหาด้วย แม้แต่ญาติของตนก็ยังไม่เว้น   

        การดูหมิ่นญาติของตนเป็นความเสียหายมาก ทางที่ถูกที่ควรนั้นจะต้องรักญาติพี่น้อง ให้ความเคารพนับถือ ช่วยเหลือกัน จะทำให้เกิดความสามัคคีเป็นปึกแผ่น และเกิดความสุขความเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าดูหมิ่นเหยียดหยามกันก็จะทำให้แตกแยก จะประกอบกิจการใดก็ไม่สำเร็จ เพราะขาดผู้ให้การสนับสนุน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหา โดยไม่ให้ยึดติดในเรื่องชาติกำเนิด แต่ให้ถือพฤติกรรม คือ การกระทำเป็นเครื่องวัดโดยตรัสว่าบุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่แต่เป็นคนเลวเพราะกรรมเป็นผู้ประเสริฐเพราะกรรม 

          ข้อว่า บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติหามิได้ หมายความว่า คนเกิดมาในตระกูลที่ต่ำ จะถือว่าเป็นคนเลวไม่ได้ เพราะแต่ละคนไม่สามารถเลือกเกิดเองได้  

         ข้อว่า เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่ หมายความว่า ผู้เกิดมาในตระกูลสูงมิใช่ว่าจะเป็นคนดีเสมอไป เพราะบางคนได้รับการศึกษาดี มีการงานดี อาจอาศัยพื้นฐานการศึกษา และตำแหน่งหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์ทำลายเศรษฐกิจของชาติได้   

           ข้อว่า เป็นคนเลวเพราะกรรม เป็นผู้ประเสริฐเพราะกรรม  หมายความว่า จะเป็นคนเลวหรือคนประเสริฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของตนเองเป็นสำคัญคนขาดชาติสกุล  หรือคนมีทรัพย์ที่ไม่ได้หยิ่งทะนงตน  แต่เป็นคนดีมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นก็มีอยู่มากคนเหล่านี้จะได้รับความนับถือ  ยกย่อง  สรรเสริญและจะมีแต่ความสุข ไม่มีเสื่อม แต่คนที่มีความหยิ่งทะนงในชาติสกุลและทรัพย์เท่านั้นจึงต้องประสบความเสื่อม

ว.วชิรเมธีได้สรุปทางความเสื่อมไว้ดังนี้

 1. รู้รอบตัวมากมาย แต่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว..ก็เสื่อม

2.รู้เว้นงู เว้นเสือ เว้นมีด/ปืน แต่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว..ก็เสื่อม

3. รู้ภาษาต่างประเทศแต่ไม่รู้คุณค่าภาษาไทย..ก็เสื่อม

4. รู้ตอบคำถาม แต่ไม่รู้ตอบแทนคุณแผ่นดิน..ก็เสื่อม

5. รู้ที่กินที่เที่ยว..แต่ไม่รู้ที่ตำที่สูง..ก็เสื่อม

6. รู้วันเดือนปีเกิด  แต่ไม่รู้กาลเทศะ..ก็เสื่อม

7.รู้พยากรณ์อากาศ แต่ไม่รู้ว่าชีวิตมีขึ้นมีลง ..ก็เสื่อม

8. รู้จักรวาลวิทยานภากาศ แต่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ..ก็เสื่อม

9. รู้จักคนมากมายหลายวงการ แต่ไม่รู้จักตนเอง..ก็เสื่อม..

10. รู้จักบริหารคน บริหารงานแต่ไม่รู้จักวิธีบริหารใจ ..ก็เสื่อม

11. รู้วิธีหาเงินมากมาย  แต่ไม่รู้วิธีบริหารเงิน..ก็เสื่อม

12.รู้จักสร้างตึกสูงนับร้อยชั้น  แต่ไม่รู้วิธีฝึกใจให้สูง ..ก็เสื่อม

13.รู้คุณของเงินทอง  แต่ไม่รู้คุณพ่อคุณแม่...ก็เสื่อม

14.รู้จักโกรธ แต่ไม่รู้จักให้อภัย..ก็เสื่อม

15.รู้กฎกติการ แต่ไม่รู้จักทำตามกฎกติกาก็เสื่อม

16.รู้ยืม แต่ไม่รู้คืน ..ก็เสื่อม

17.รู้จักการเข้าสังคม แต่ไม่รู้จักเข้าหาสังฆะ..ก็เสื่อม

18.รู้เรียนเอาปริญญาสูงๆ แต่ไม่รู้จักยกพฤติกรรมให้สูง..ก็เสื่อม

19.รู้ที่จะมีลูก  แต่ไม่รู้จักรับผิดชอบ..ก้เสื่อม

20.รู้ที่จะรัก  แต่ไม่รู้จักรับผิดชอบ..ก็เสื่อม

21.รู้ที่จะดู แต่ไม่รู้จักเห็น.ก็เสื่อม

22.รู้ที่จะนับถือ แต่ไม่รู้จะนับถืออย่างไร..ก็เสื่อม

23.รู้ที่จะสวมหัวโขน  แต่ไม่รู้จักปล่อยวาง..ก็เสื่อม

24.รู้ว่าวันหนึ่งจะต้องตาย  แต่ไม่รู้วิธีเตรียมตัวตาย...ก็เสื่อม

..รู้จักไปวัด..แต่ไม่รู้จักพระธรรม  ..ก็เสื่อม..

แต้ถ้ามองให้ดีในวิกฤตย่อมมีโอกาส ถ้าฉลาดมองเป็น