ผมเห็นหลาย ๆ คนที่มักจะมองเห็นข้อเสียของคนอื่นได้เยอะ ๆ และเห็นได้บ่อย ๆ แต่มักไม่เห็นข้อเสียหรือข้อบกพร่องของตัวเองเลย และหลาย ๆ ครั้งที่ผมเห็นคนเหล่านั้นพยายามที่จะเตือนคนอื่น ๆ ให้ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นของเขาอยู่บ่อย ๆ...
สำหรับผมแล้วผมมองว่าการที่เราจะไป "เตือน" หรือ "แนะนำ" อะไรกับใครเขา เราควรจะมองย้อนกลับมาที่ตัวเราก่อนว่าตัวเราทำสิ่ง ๆ นั้นได้ดีแล้วหรือยัง หรือเรามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องนั้น ๆ ดีพอหรือยัง...
มีพี่ที่ทำงานเก่าของผมอยู่คนหนึ่งครับ ที่มักจะเตือนคนโน้นคนนี้ในเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองก็มีข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขตั้งหลายเรื่อง แต่ไม่เคยที่จะทบทวนแก้ไขปัญหาหรือข้อบกพร่องของตัวเองเพราะมัวแต่สนใจแต่ข้อเสียและข้อบกพร่องของคนอื่น...
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือบุคคลที่เราจะไป "เตือน" เขานั้น เขาพร้อมและยินดีให้เราเตือนเขาหรือไม่อย่างไร บางทีผมว่าเรื่องบางเรื่องเจ้าตัวเขาย่อมรู้ตัวของเขาดีว่าเขาเป็นยังงัย ไม่ต้องรอให้ใครมาเตือนหรอกครับ...
สำหรับผมแล้ว ผมว่าเราใช้เวลาที่เรามีทบทวนตัวเราเองเยอะ ๆ ดีกว่าครับ ทบทวนตัวเราบ่อย ๆ พัฒนาตัวของเราให้ดีขึ้น แล้วใช้ตัวเราเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่น ใช้พฤติกรรมที่ดีของเราเป็นแบบอย่าง ผมว่าชัดเจนและน่าปฏิบัติตามกว่าการ "เตือน" เป็นไหน ๆ ครับ...
บุคคลที่ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมเป็นที่ศรัทธา น่าเชื่อฟัง...
ต้องเร่งพัฒนาตนตัว ขัดเกลาตนเองก่อน เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่น ทั้งวจี และมโนสุจริต
ผมเตือนตัวผมเองทุกวันครับ...แต่บางครั้งผมเองก็ไม่ค่อยรักดี เผลอบ้างตามประสา แต่ก็มีสติระลึกรู้ตลอดซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีของผม
--------------------
ขอบคุณครับ
เชิญเพื่อนไปชม "นายแบบ จำเป็น" ครับที่ บันทึกนี้
นายแบบจำเป็น : Dark and Handsome
โดย จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
เห็นด้วยครับ
เอาบุญกฐินมาฝากครับ บุญล่าช้าเล็กน้อย เพราะแวะพักที่อยุธยาครับ :)
ครูบาอาจารย์ของผมท่านสอนว่า "คนดีเขาไม่ตีใคร"
ครั้งหนึ่งเมื่อท่านอาพาธได้มีพระสุปฏิปันโนซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าเดินทางมาเยี่ยมท่านถึงวัด และเอ่ยขึ้นมาลอยๆว่า "หายป่วยซะ มัจจุราชมันตามไม่ทันพระโสดาบัน ตามไม่ทันพระสกิทาคามี ตามไม่ทันพระอนาคามี ตามไม่ทันพระอรหันต์"
ครูบาอาจารย์ของผมท่านรีบบอกว่า "ยังหรอกครับ ยังหรอกครับ ผมยังเลวอยู่มาก"
ก็เลยอยากเล่าแบ่งปันกัน เพราะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน อิอิ
สวัสดีครับ
เป็นบันทึกที่ถูกใจผมมากเลยครับ
ขอเสริม หลายครั้งในการประชุมสัมมนาการพัฒนางาน มีแต่เรื่อง "ตำหนิ" คนอื่นทั้งนั้น
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆครับ
ครับ...เพื่อนเอก
...
หนทางมีอีกยาวไกล คงต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองกันอีกต่อ ๆ ไปครับผม...
ขอบคุณมากครับ...
ตามรูปมาจาก บันทึก พี่เอก เจ้า
สวัสดีค่ะ
อ่านบันทึกแล้ว ชอบ
ใจตรงกันค่ะ เป็นคนที่ชอบย้อนกลับดูตัวเองบ่อยๆ เพื่อจะได้แก้ไขในจุดที่ยังมีบกพร่องของตนเอง
และโดยปกติแล้ว มักจะชอบให้กำลังใจ ชอบชม คนทุกคน
แต่จะไม่คาดหวังจากใครๆ
เพราะเมื่อเราคาดหวังจากเขา พอไม่ได้ดังใจ ก็ต่อว่า สั่งสอน หรือตำหนิ ทำไห้เสียสัมพันธ์กันเปล่าๆ
ที่ดีที่สุด คือ การพัฒนาตัวเองให้ดีเสียก่อน พอพฤติกรรมเราดีขึ้นแล้ว คนอื่นเขาก็มาเห็น ก็อาจชอบและอาจจะนำไปเป็นตัวอย่างเองค่ะ
ลืมไป มีดอกไม้ที่บ้านมาฝากค่ะ

อีกครั้งครับ...เพื่อนเอก
...
ขอบคุณสำหรับภาพถ่าย ขอบคุณสำหรับบันทึกครับ...
ผมได้เห็นมุมใหม่ ๆ หลากหลายมุมจากการพาเพื่อนเดินชมกรุงนี่แหละครับ...
อย่าลืมนำภาพหลากหลายมุมมองของกรุงเทพฯ มาบอกเล่าผ่านบันทึกเพิ่มเติมนะครับ...
ขอบคุณครับผม...
ครับ...คุณอินทนิล
...
ยินดีที่ได้รู้จักและขอบคุณครับสำหรับการเข้ามาทักทายครับผม...
Q : ก่อนจะเตือนคนอื่นลองเตือนตัวเราเองก่อนดีมั้ย @ 20500 โดย Mr.Direct 209110
A: ตอบว่า การหมั่นเตือนตัวเองถ่ายเดียว นั้นมีทั้ง ดี และ ไม่ดี นั้นเพราะว่าในบทความ SWOT Analysis + The Johari-Window @ 209110 กล่าวเอาไว้ว่า

การทำ SWOT Analysis ให้กับตนเอง โดยตนเองเพื่อตนเอง (พิจารณา จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค) ย่อมจะเห็นภาพที่ไม่ถูกต้องชัดเจนนัก ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ นักจิตวิทยาที่ชื่อ โจเซฟ ลุฟท์ และแฮรี่ อิงแฮม (Joseph Luft and Harry Ingham) ซึ่งได้เสนอทฤษฎีหน้าต่างโจฮารี่ : แบบลายเส้นของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (The Johari-Window : graphic Model of Awareness in Interpersonal Relation) เอาไว้ว่า
นั่นเป็นเพราะว่า มนุษยนั้นยังมีทั้งด้านที่ ตนเองรู้ผู้อื่นรู้ ตนเองรู้ผู้อื่นไม่รู้ ตนเองไม่รู้ผู้อื่นรู้ ตนเองไม่รู้ผู้อื่นไม่รู้ รวมอยู่ด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าการทำ SWOT Analysis โดยตนเองเพื่อตนเอง ก็ยังมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการตักเตือนชี้แนะจากผู้อื่นด้วย (ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทำใจให้กว้างขวาง หรือคับแคบ ก็เท่านั้น) การตักเตือนชี้แนะจากผู้อื่น นั้นเปรียบเสมือนกระจกวิเศษบานใหญ่ที่อาจจะส่องให้เห็นพฤติกรรมด้านมืด หรือด้านที่เราเองก็มองไม่เห็นมาก่อน (โอม! กระจกวิเศษบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพี)
ครับ...คุณกบ
...
อิ่มบุญครับทั้งจากเพื่อนเอก ทั้งจากคุณกบ...
ผมชอบคำสอนที่คุณกบยกมาครับ...
ขอน้อมนำมาปฏิบัตด้วยคนครับผม...
ขอบคุณมากครับ...
ครับ...คุณ small man
...
ดีใจครับที่ชอบ...
เขียนไว้เตือนตัวเราเองครับ และแบ่งปันเผื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ บ้างครับผม...
ขอบคุณมากครับ...
ครับ...ครูใหม่ บ้านน้ำจุน
...
ขอบคุณนะครับที่ตามบันทึกคุณเอกเข้ามาทักทายกันครับผม...
ยินดีและขอบคุณครับผม...
ครับ...พี่ศศินันท์
...
ดีใจครับที่ชอบ...
ผมก็คิดอย่างพี่ครับ เป็นอีกสิ่งที่ควรเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมร่วมกันครับผม...
ขอบคุณสำหรับคำทักทายและดอกไม้งาม ๆ ครับผม...
ส่วนมากที่เราเห็นคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพและชีวิตมักจะเป็นผู้ที่พิจารณาตนเองก่อนไปเตือนผู้อื่น มีคำในพระคัมภีร์ที่ขอเอามาฝากดิเรกนะ เราว่าใช้ได้กับทุกยุคสมัย
'How can you say to your brother, 'Let me take the speck out of your eye,' when all the time there is a plank in your own eye? You hypocrite, first take the plank out of your own eye, and then you will see clearly to remove the speck from your brother's eye.'
Matthew 7:4-5
ครับ...คุณกวิน
...
ขอบคุณนะครับสำหรับแนวทางการวิเคราะห์โดย SWOT Analysis + The Johari-Window...
ส่วนตัวผมใช้วิธีทบทวนตัวเองแบบง่าย ๆ ครับ แค่หาเวลาว่าง ๆ ทบทวนตัวเราแบบใจเบา ๆ ครับ...
เมื่อ "ใจ" เรานิ่ง "สติ" มา "ปัญญา" เกิด ครับผม...
ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนครับ...
ครับ...คุณ boonyarit
...
เห็นด้วยครับ...
หัวหน้าที่ทำตัวเป็น "แบบอย่าง" ย่อมได้รับการยอมรับมากกว่าหัวหน้าที่เอาแต่ "ตักเตือน" ลูกน้องครับ...
ขอบคุณครับผม...