เข้าใจหรือไม่...ว่าอะไรคือ ข้อคิดแท้จริงที่ซ่อนอยู่ใน R2R

ฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นวิทยากรกลุ่มในงานแลกเปลี่ยน เรียนรู้ของภาคีเครือข่าย R2R เมื่อวันที่2-3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

ได้กลับมาอ่านทบทวน แนวคิด R2R ว่าจริงๆแล้ว...เจตนารมย์คืออะไร....

เพราะผลงานที่ได้รับคัดเลือกไปนั้น  เป็นงานวิจัยที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2531 และ 2535  แต่ผลของงานนั้นได้ถูกนำมาใช้งานทางวิสัญญีนับจากนั้นจนปัจจุบัน

 

ฉันอ่านบันทึกของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ใน r2r-vicharn ร่วมกับหนังสือที่ได้จากงานประชุมเล่มหนึ่ง.....

P

"R2R Routine to Research  สยบงานจำเจด้วยการวิจัย  สู่โลกใหม่ของงานประจำ"

 

โดยส่วนตัวแล้ว  ฉันเป็นคนอ่านหนังสือช้า...แต่มักสนใจในแนวคิดของผู้เขียน  โดยเฉพาะคำนำและบทหลักต้นๆ

    

จริงๆแล้วความสำคัญมีมากมายตลอดทั้งเล่ม

แต่ขอยกมากล่าวอ้างอิงบางส่วนที่โดนใจค่ะ

 

อ.นพ.พงษ์พิสุทธิ์  จงอุดมสุข กล่าวไว้ใน คำนำ ตอนหนึ่งว่า

 

....ผมเชื่อมั่นเสมอว่า ความโง่ ย่อมมาก่อน ความฉลาด  และคำถามโง่ๆของผม  ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า  ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่แพทย์รุ่นพี่เอ่ยถึงนั้นก็คือ ข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ในโรงพยาบาล  ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผมจะหยิบใช้เมื่อไรก็ได้....

 

ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์  พานิช กล่าวไว้ตอนหนึ่ง ในภาค1 ตั้งหลักที่ความคิด  “R2R” ...อย่าสำคัญ(ผิด)ว่าเป็นเป้าหมายว่า

 

“R2R อาจเป็นชื่อที่ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย  เพราะคิดว่าหัวใจของเรื่องนี้คือการทำวิจัย  ซึ่งเป็นคำที่ทำให้คนบางกลุ่มเดินหนี

 

.....คำว่าการวิจัย หรือ research นั้น เป็นคำที่ฟังดูโก้  ถ้ามีงานวิจัยคนก็มักเอาไปเป็นผลงานวิชาการเพื่อใช้เลื่อนตำแหน่ง  เลื่อนขั้นได้  แต่การวิจัยแบบ R2Rนั้น เป็นงานวิจัยแบบง่ายๆ  เพราะหัวใจจริงๆไม่ได้อยู่ที่การวิจัย  แต่อยู่ที่การพัฒนางาน  โดยจัดกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้อีกเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้กระบวนการพัฒนางานเกิดงานวิจัยที่สร้างความรู้ออกมาอย่างชัดเจนได้  คนทำก็มีความภาคภูมิใจ  ไปเล่าให้คนอื่นฟังได้อย่างเป็นระบบ  เขียนออกมาได้  และได้รับผลประโยชน์ทุกฝ่าย.....

 

....ดังนั้น  ชื่อ R2R จึงมีข้อดีอยู่  แต่ถ้าไม่ระวังก็อาจเข้าใจผิด  แล้วก็ไปหลงติดอยู่กับคำว่า วิจัย ทั้งๆที่หัวใจของ R2R คือการพัฒนางานไปพร้อมกับการพัฒนาคน......

 

 .....หลักในการพิจารณาว่างานศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็น R2Rหรือไม่ ให้ดูจาก 4 ส่วน ได้แก่

·       โจทย์วิจัย  คำถามวิจัยของ R2R ต้องมาจากงานประจำ  เป็นการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานประจำ

·        ผู้ทำวิจัย  ต้องเป็นผู้ทำงานประจำนั่นเองและต้องเป็นผู้แสดงบทบาทหลักของการวิจัย

·        ผลลัพธ์ของการวิจัย  ต้องวัดที่ผลที่เกิดต่อตัวผู้ป่วยหรือบริการที่มีผลต่อผู้ป่วยโดยตรง  ไม่ใช่วัดที่ตัวชี้วัดทุติยภูมิเท่านั้น เช่น ระดับสารต่างๆในร่างกายหรือผลการตรวจพิเศษต่างๆ

·        การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์  ผลการวิจัยต้องวนกลับไปก่อผลเปลี่ยนแปลงต่อการให้บริการผู้ป่วยโดยตรง  หรือต่อการจัดบริการผู้ป่วย.....

 

.....การทำ R2Rให้ได้ผลดีต้องการแรงเสริม 2 ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง คือ บรรยากาศในที่ทำงาน........

ส่วนที่สอง คือ แรงหนุนจากผู้บริหาร.....

 

.....R2Rนั้น  หัวใจอยู่ที่คนที่ทำงานประจำที่ต้องการพัฒนางานของตัวให้ดีขึ้น  แล้วก็ใช้กระบวนการเพื่อคิดหาวิธี  โดยมุ่งตอบคำถามว่าทำอย่างไร (how) เพื่อให้งานในจุดนั้นทำได้ดีขึ้น....

 

แนวคิดเหล่านี้เป็นข้อเตือนใจที่ดีมากๆ...ของผู้ที่คิดจะพัฒนางานด้วยเทคนิคของR2R เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือในผลงานของการพัฒนา

 

...และก็เป็นแนวคิดที่ดีมากๆอีกเช่นกัน  ที่นำให้ผู้มีส่วนพิจารณางาน R2R สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานอย่างสมดังเจตนารมณ์ของผู้คิดคำว่า R2R คือ ท่านอาจารย์ วิจารณ์  พานิช ค่ะ

 

(ที่มา : ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์, อภิญญา ตันทวีวงศ์. R2R : Routine to Research สยบงานจำเจด้วยการวิจัย  สู่โลกใหม่ของงานประจำ. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.), กรกฎาคม 2551.)

 

(นำเพลงที่เพื่อนรักฝากมาฟัง..ในวันพิเศษค่ะ  ทำให้มีกำลังใจทำงานมากขึ้น)

My Music - ช่วงเวลาที่ดีที่สุด