THE FINAL FLAG

Outcome Mapping ยังไม่ได้จบแค่นี้ เท่าที่เล่ามา 10 ตอนเป็นเพียงแค่ initial phase หรือระยะเริ่มต้นของการนำเอา outcome mapping มาใช้ในการวางแผน กำหนดกลยุทธ์ และปักธงรายทางซึ่งยังเป็นระยะที่จินตนาการ สรัางโครงการ ยังจะต้องมีระยะ monitoring & review และท้ายสุดก็คือการประเมินผลอีก แต่นั่นยังไม่สามารถจะเขียนออกมาได้เพราะยังไม่ทราบว่า สสส. สคส. และ มสช. จะกรุณายอมรับไปอบรมอีกหรือไม่

แต่ก็อยากจะ wrap-up Outcome Mapping เท่าที่ได้เรียนมาใน 2 คืน 2 วันครึ่งอีกสักหนึ่งบทความ

ความต่างของ Outcome Mapping (หรือที่จริง อาจจะเรียกเป็น "ข้อบ่งชี้" ก็ได้) ก็คือ outcome mapping เหมาะสำหรับแผนหรือโครงการที่เป้าหมายเป็นแบบ non-profitable organization และเป้าหมายมีความซับซ้อนหลากหลายมิติ อาทิ แผนหรือโครงการด้านสาธารณสุข ความเป็นอยู่ของคน การเมือง หรือคุณค่าที่เป็นด้านสังคมศาสตร์ต่างๆ การเริ่มต้นการเขียนแผนการวิสัยทัศน์หรือพันธกิจด้วย "ผู้รับประโยชน์" จะส่งผลให้กระบวนการคิดทั้งหมดที่ตามมาเปลี่ยนไปตาม vision & mission แบบนี้

เมื่อตอนหนังสือ Balance Scorecard ของ Kaplan & Norton ออกมาครั้งแรก ก็สร้างกระแสและมิติในการนำเอา efficiency และ การวางแผนที่เชื่อมโยงใยขององค์กรแบบองค์รวม มีการเน้น human resource development ที่ชัดเจน ใน version แรกๆของ Balance Scorecard นั้น มิติของ F หรือ Financial นั้น จะอยู่บนยอดปิรามิด แต่ต่อมาเมื่อมีการเอา Balance Scorecard ไปใช้ในองค์กรประเภท non-profit organization โครงสร้างแบบนี้จึงไม่เข้ากับบริบท หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีหนังสือเกี่ยวกับ Balance Scorecard for Non-profit Organization ออกมา ทีนี้ top of priority ทุกอย่างขององค์กรจะมุ่งไปที่ C หรือ Customers แทน สำหรับองค์กรแบบนี้ มักจะหมายถึงประชาชนนั้นเอง ถ้าหาก non-profit organization สามารถ "รับใช้" คนที่องค์กรเกิดมาเพื่อรับใช้ได้ดี funders ก็จะ happy และพร้อมที่จะสนับสนุนต่อไป ประชาชนที่ได้รับประโยชน์ก็จะเกิดความเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกับแผนหรือองค์กรประเภทนี้ และอาจจะเสริมช่วยโดยการบริจากทรัพย์ หรือกำลังคนให้อีกต่างหาก เกิดเป็น relationship แบบชุมชนขึ้นมา

ผลลัพธ์ของแผนแบบนี้ จะเน้นที่ผู้คน ฉะนั้น milestones ต่างๆ จะไม่ได้ใช้ "การนับกิจกรรม" แต่เราจะค้นหาอะไรที่ "ตรง" กับความต้องการของแผนแต่แรกเริ่ม ได้แก่ พฤติกรรม ความสัมพันธ์ สมรรถภาพ กระบวนทัศน์ ของผู้รับประโยชน์แทน วัดยากกว่าก็จริง แต่ก็ขะมีประโยชน์ตอนนำไปดัดแปลงใช้ และ "ตรงกว่า" ในแง่สิ่งที่เราต้องการให้เกิด

แน่นอนที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นในสังคม มีหลายชั้น หลายมิติ เป็นเหตุปัจจัยอยู่ outcome mapping เสนอให้เรามองหา strategic partner และให้ความสำคัญ เป็นแผนที่เน้นกัลยาณมิตร (ขณะที่บางแผน บาง school อาจจะเรียกเป็น rival หรือ competition หรือ คู่แข่ง) outcome mapping concept จะมองเห็นโยงใยที่เกียวข้อง และทราบว่า การมีปฏิสัมพันธ์และผลแห่งความสัมพันธ์นั้น มีความสำคัญอย่างยวดยิ่งต่อสัมฤทธิ์ผล

ลักษณะความเกี่ยวข้องโยงใยแบบนี้ ต้องการการมีสติ มี awareness ต่อสิ่งต่างๆรอบๆตัวตลอดเวลา การติดตามทบทวนกลยุทธ์ต้องทำเป็น real time และต้องมีภูมิคุ้มกันสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้อยู่ในแผนมาก่อนได้ด้วย

การเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้น เดี๋ยวนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเราวางแผนที่ rigid เกินไป ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นที่แน่ชัดว่าเราอาจจะเผชิญความหายนะได้ เมื่อความไม่คาดฝันเกิดขึ้น และโอกาสแบบนี้ก็มีไม่น้อยเลย

ในอีกพื้นที่หนึ่ง ที่โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรมาใช้ได้เยอะทีเดียว จากลักษณะของ Outcome Mapping ที่ว่ามา นั่นคือใน "วงการการศึกษา" นั่นเอง เพราะมีมิติความซับซ้อนไม่เป็นที่สองรองใคร และการเรียนการสอนก็มีผลระดับองค์รวมอย่างแน่ชัด ผมสนใจใคร่ศึกษาว่า outcome mapping แบบที่ว่ามาทั้งหมด หากนำมาใช้กับการปรับร่างหลักสูตร ทั้งแพทยศาสตรบัณฑิต หรือจะเป็นวิชาใดๆก็ตาม จะเป็นเช่นไร?