
ในการเยือนอัสสัมครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2552 ผมบังเอิญได้พบหนังสือเก่าเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า From Hukawng Valley to Nam-Phake Village เขียนโดย Ngl Yot Wein gken ซึ่งเป็นนักวิชาการชาวไทยผาเก หนังสือเล่มนี้ดูเก่ามาก มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดี
ในคำนำ ได้กล่าวว่ากลุ่มคนไท Tai ที่อาศัยอยู่ในรัฐอัสสัมมี 6 กลุ่ม ได้แก่ Tai-Phake Tai-Khamti Tai-Aiton Tai-Khamyang Tai-Turung และ Tai-Ahom
จากบันทึกที่จารึกในใบลาน Lik Khow Moung Taiphake ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติชาติพันธ์รวมทั้งการอพยพของชนไทผาเกดังนี้
คนไท Tai เดิมอยู่ใน Yun-nan ตอนใต้ของประเทศจีน เรียกว่าอาณาจักร Moung-Mao เมืองเม่า มีเจ้า 4 องค์ มีนามว่า 1.เสือกาฟ้า Seukapha 2. เสือกันฟ้า Seukhanpha 3.เสือปัดฟ้า Seupatpha 4. เจ้าเสือฉัตรฟ้า Chaw Seuchatpha เจ้าทั้ง 4 ต่างมีความปรารถนาที่จะสร้างอาณาจักรของตนเอง จึงตัดสินใจแยกย้ายกันไปตามทิศต่างๆ โดยเจ้า Seukapha ไปทางทิศตะวันตก เจ้า Seukhanpha ไปทางเหนือ เจ้า Seupatpha ไปทางทิศตะวันออก ส่วนเจ้า Seuchatpha ปักหลักอยู่ที่ยูนาน
คำในภาษาไท จากงานเขียนของนักวิชาการ* Seu คือเสือTiger ในขณะที่ Pha คือสวรรค์ heaven ซึ่งอาจใช้คำว่า “ฟ้า” ก็ได้ รวมสองคำก็หมายถึง “เสือที่มาจากฟ้า”
เจ้าเสือกาฟ้า Seukapha องค์ที่หนึ่งอพยพลงมาถึง Patkai Hill ถึง Moung-Noon-Chun-Kham อาณาจักรอัสสัมในปี คศ. 1228 จึงสร้างอาณาจักร Tai Kingdom จนรุ่งเรือง ในขณะที่ เจ้า Seukhanpha องค์ที่สองอพยพไปพม่า ที่ Moung Kwang และให้คนไปหาที่อยู่เอง จึงมีคนไทกลุ่มหนึ่งไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ Hukawng ในปี ค.ศ.1215
บรรพบุรุษของไทผาเกกลุ่มนี้ เพื่อที่จะหาดินแดนที่มั่นคงสำหรับตั้งรกราก จึงได้ใช้เส้นทางเดียวกับเจ้า Seukapha ข้ามจาก Hukowng Valley ไปยังรัฐอัสสัมในปี คศ. 1775 ชาวไทผาเกได้แสวงหาดินแดนในฝันเพื่อตั้งรกรากเป็นเวลานานกว่า 75 ปี จากริมแม่น้ำ Buridihing ที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งมากมายหลายแห่ง จนในที่สุดตั้งหลักแหล่งที่หมู่บ้าน ต่างๆ ได้แก่หมู่บ้าน Phaneng หมู่บ้าน Ninggam หมู่บ้าน Manmo หมู่บ้าน Nongglai หมู่บ้าน Mounglang หมู่บ้าน Borphake และหมู่บ้าน Longphake ใน Marhgerita ซึ่งเป็นเขตกิ่งอำเภอของ Tinsukia และในเขตหมู่บ้าน Tipamphake และ Namphake ในอำเภอ Dibrugarh
ชาวไทผาเกได้ตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ ค.ศ. 1850 เป็นต้นมา โดยหมู่บ้าน Namphake มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาหมู่บ้านไทผาเกทั้งหลาย จำนวนประชากรของกลุ่มไทผาเกในอัสสัมในขณะนั้นมีประมาณ หนึ่งหมื่นคนและนับถือศาสนาพุทธ
ชาวไทผาเกมีขนบธรรมเนียมประเพณีดั่งเดิม ที่ยังคงรักษาเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นภาษา ทั้งพูดและเขียน ศิลปะ วัฒนธรรม การแต่งกายและอาหารซึ่งมีให้เห็นในทุกที่ของหมู่บ้าน
ปัจจุบันชาวไทผาเกเป็นชนกลุ่มน้อย รัฐบาลอินเดียได้รับรองฐานะเป็นชนเผ่า Scheduled Tribes (Hill) ตั้งแต่ปี 1950
บันทึกเกี่ยวกับไทกลุ่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอัสสัมเมสในปี ค.ศ. 1994 แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์เลย ทำให้คนทั่วไปไม่รู้จักชนกลุ่มนี้มากนัก คำว่า ผาเก มีความหมายโดยคำว่า Pha มีความหมายว่ากำแพงหินก้อนใหญ่ หรือผาหิน และ Ke หมายความว่า เก่า รวมความหมายก็คือผาหินเก่า
Hukawng Valley ซึ่งชาวผาเกอพยพมาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกนั้น ที่ติดกันทางตะวันออกของหุบเขามีชาวไทคำตี่ Tai Khamti อาศัยอยู่ ส่วนทางตะวันตกเป็นเขา Pungyi-Punga ทางทิศเหนือเป็นภูเขา Patkai ส่วนทางใต้เป็น Jampu Hill ชาวไทผาเกอาศัยอยู่ ณ ที่นี้ ประมาณ 400 ปี ซึ่งดินแดน Hukawng นี้ต่อมาตกอยู่ในการปกครองของกษัตริย์พม่า ต่อมาชาวผาเกได้เริ่มติดต่อกับคนกลุ่มเจ้า Singpho ที่อยู่ดินแดนใกล้เคียง ในที่สุด ในราวปี คศ. 1247 ได้โยกย้ายอพยพไปหาที่อยู่ใหม่โดยใช้เส้นทางที่กษัตริย์ Seukapha เคยใช้ จนถึงในปี คศ. 1775 จึงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ระหว่างเขตรัฐอัสสัมกับพม่าเรียกชื่อว่า Pang-Sao และต่อมาก็ได้ย้ายต่อไปยัง Nong-Taw ซึ่งเป็นหนองน้ำใหญ่ อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1797 กษัตริย์ Sadiya Khowa เมื่อทราบว่ากลุ่มไทผาเกและ Singpho มาอยู่ที่ Nong-Taw ก็ได้เข้ามารุกราน ในครั้งนั้น กษัตริย์ไทอาหมเมื่อทราบจึงได้รับคนกลุ่มไทเหล่านี้เข้ามาอยู่ในการดูแลโดยให้พวกไทผาเกตั้งรกรากอยู่ที่ริมแม่น้ำ Desoi ในเขต Jorhat
ในปี ค.ศ. 1798 พม่าได้เข้ารุกรานและปกครองกลุ่มไทในอัสสัมในสมัยกษัตริย์ Badan Borphukan เป็นที่น่าสังเกตุว่าแม้จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า พวกไทยผาเกก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ต่อมาในปี ค.ศ. 1815 ทหารพม่ายกกำลังกลับพม่าจึงชวนพวกผาเกกลับไปยังถิ่นเดิมที่ Hukawng ด้วย ซึ่งพวกไทผาเกก็ตัดสินใจที่จะอพยพกลับไปด้วยแต่ระหว่างกลางทางเกิดฝนตกใหญ่ จนไม่สามารถไปต่อได้จึงหยุดที่แม่น้ำ Namchik ในเขต Lohit คำว่า Nam คือน้ำ และ Chik คือยอดหรือต้น ความหมายคือต้นแม่น้ำ
ในช่วงนั้นอังกฤษได้เข้ามามีอิทธิพลในรัฐอัสสัมแล้ว พวกไทผาเกจึงได้ขออังกฤษในการตั้งรกรากในที่เหมาะสมในเขต Namchik ชื่อของคนกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนไปหลายชื่อตั้งแต่ Phake-Yat เป็น Phakeyal และ ในที่สุดเป็น Phakial
พวกไทผาเกได้รวบรวมกันเป็นปึกแผ่นนับพันครอบครัวตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขต Margherita หมู่บ้านมีชื่อว่า Ingthong ความหมายก็คือ Ing คือ บ้านและ Thong คือพัน ก็คือหมู่บ้านพันครอบครัว
ชาวไทผาเกได้อพยพเร่ร่อนเพื่อหาดินแดนปักหลักอีกหลายครั้งหลายคราในเขตใกล้เคียง จนกระทั่งท้ายที่สุด ในปี ค.ศ. 1850 จึงได้อพยพมาตั้งอยู่ ณ ระหว่าง Jeypore กับ Naharkatia ริมแม่น้ำ Buridihing ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน หมู่บ้านมีชื่อว่า Nam Phake โดย Nam คือ น้ำ และ Phake คือชาวไทผาเก

ผมอ่านหนังสือนี้ด้วยความสนใจ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้หนังสือเล่มนี้มา จึงได้แต่จดรายละเอียดเอาไว้ หลังจากที่ได้ไปเยือนหมู่บ้านนำผาเกในเวลาต่อมา จึงรู้สึกซึ่งใจโดยเฉพาะการที่คนกลุ่มนี้ยังคงรักษาศาสนาพุทธ ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีของตนอย่างเหนียวแน่นและเป็นกลุ่มคนไทกลุ่มเดียวที่ยังพูดและเขียนภาษาไทได้ดี(ผมทราบต่อมาว่าไทคำตี่ก็ยังพูดไทได้ แต่ยังไม่เคยไปเยือน) ในขณะที่กลุ่มไทอื่นๆ เช่นไทอาหมได้แปลงไปนับถือฮินดู แต่งงานกับคนท้องถิ่นและรับเอาวัฒนธรรมฮินดูมาใช้จนวัฒนธรรมดั่งเดิมเลือนรางไปและในปัจจุบัน คนไทอาหมส่วนใหญ่พูดภาษาไทไม่ได้แล้ว
............................
สวัสดีค่ะ
ที่เมืองไทยดึกมากแล้ว
แต่พยายามอ่านจนจบ
และคิดว่าต้องอ่านอีกหลายเที่ยว
เพราะเรื่องราวน่าสนใจ
เคยแต่เรียนในชั่วโมงประวัติศาสตร์
คิดว่าคงไม่มีหลักฐานอะไรเหลือแล้ว
ขอบคุณค่ะ ที่บันทึกมาให้ทราบ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
โยคีน้อย ตันติราพันธ์
พอจะสรุปได้ว่า ชนกลุ่มไทผาเก หรือไทพาเก หรือไตผาเก ไม่ว่าจะเรียกอะไรและสะกดอย่างไรก็ตาม เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนที่อยุ่ในกลุ่มไทในอดีต
จึงขอบันทึกสาระของหนังสือเล่มนี้เอาไว้เป็นหลักฐาน
เคยคุยกับนักวิชาการ ก็ทราบว่าชนกลุ่มไทนนั้นมีตั้งแต่ไทกระได ไทใหญ่ ไทน้อย ไทพวนฯลฯ เชื่อมโยงกับไทยในปัจจุบันแน่นอน
จากการที่ได้ไปเยือนหมู่บ้านของไทพาเก ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความผูกพันที่มีอยู่ในวิถีชีวิต และสะท้อนใจยิ่งนักเพราะปัจจุบันชนกลุ่มนี้เหลืออยู่เพียง 2-3 พันคน 9 หมู่บ้าน ด้วยการที่ไม่นิยมแต่งงานกับคนนอกกลุ่มจึงน่าคิดว่าในอนาคตอาจจะน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจจะสูญไปเลย
เจริญสุขจ๊ะ
เข้ามาร่วมซึมซับความรู้สึกนะ เห็นด้วยทุกประการ เพราะเคยไปมาเมื่อปี 2551
อ.งี ยอด (Ngl Yot Wein gken) มาเมืองไทยบ่อยค่ะ
คุณนินจาครับ
ในอนาคต น่าเป็นห่วงว่ากลุ่มไทเหล่านี้น่าจะน้อบลงทุกวัน
อัสสัมสามารถเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวของคนไทยได้ครับ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ
คุณพลเดช วรฉัตร ครับ ผมมีหนังสือเล่มนี้ โดยได้รับจากอ.ท่านหนึ่งที่ไปเยือนไทยผาเกมา และไปที่ ม.ปูเน่ รัฐมหาราษฏร์ พยายามจะแปลอยู่ครับ แต่หากท่านใดสนก็ติดต่อตามเมล์ข้างบนนะครับขอบคุณครับ