เมื่อมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
เข้าวันที่ 3 แล้วที่อาการปวดหัวไม่ดีขึ้นเลย
จะมีอาการปวดรอบๆบริเวณขมับเหนือใบหู
อาการปวดอย่างต่อเนื่องไม่มีเวลาพักแม้แต่เวลานอนหลับก็ยังฝันว่า
ปวดหัวอยู่เลยวันนี้มีอาการเหมือนจะเป็นไข้
ก็นอนพักทั้งวันอาการก็ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจไป ร.พ.
ระหว่างทางต้องจอดรถลงไปอาเจียนเพราะคลื่นไส้มากๆ
หมอตรวจอาการเบื้องต้น ก็บอกว่าเดี๋ยวจะจัดยาให้ไปกินที่บ้าน 2-3
วันถ้าไม่หายแล้วค่อยกลับมาหาหมออีกที
ก็เลยบอกหมอว่าอยู่ที่บ้านไม่มีคนดูแล หมอจึงให้ admis คืนแรกที่ ร.พ.
นอนหลับๆตื่นๆ ฝันว่าต้องผ่าตัดสมอง เนื่องจากมีเนื้องอก
พยาบาลเข้ามาวัดไข้ทุก 2 ชั่วโมง
ทำให้ความฝันขาดเป็นช่วงๆไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าที่ควร
เช้าวันรุ่งขึ้นคุณหมอเข้ามาตรวจอีกครั้งมีการเจาะเลือดไปตรวจ วันนี้ทั้งวันอาการดีขึ้นไม่ค่อยปวดตอนที่ยาแก้ปวดยังออกฤทธิ์ 4 ชั่วโมงหลังจากยาหมดฤทธิ์ อาการปวดก็กลับมาอีกจนต้อง ร้องขอยาเพิ่ม หมอเข้ามาพบบอกว่าผลการตรวจเลือดไม่ได้บอกอะไรเพราะไม่พบความผิดปรกติใดๆ และแจ้งว่าจะส่งต่อให้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทช่วยวินิจฉัยโรคอีกที
เช้าวันที่ 3 ที่ ร.พ. คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท เข้ามาตรวจ และเจาะเลือดเพื่อตรวจเพิ่มเติม กระทั่งบ่ายคุณหมอก็แจ้งว่าผลเลือดไม่มีความผิดปรกติ หมอต้องการตัดประเด็นที่เกี่ยวข้องออกทีระอย่าง โดยจะขอตรวจการติดเชื้อในสมอง โดยการเจาะเอาน้ำในไขกระดูกสันหลังไปตรวจ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกครับว่าเค้าเจาะกันยังงัย จนคุณพยาบาลเข้ามาถามว่ากลัวมั๊ย?? ยังไม่ทันตอบคุณพยาบาลก็บอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะเจ็บไม่มากเพราะจะฉีดยาชาให้ จนกระทั่งตกเย็นทีมหมอและพยาบาลก็เปิดประตูพลัวะกรูกันเข้ามา อย่างน่าตกใจ แล้วก็ทำการเจาะกระดูกสันหลัง คนที่เคยถูกบล๊อกหลัง เวลาผ่าตัด หรือคลอดลูกคนจะคุ้นเคยกันดีนะครับ ท่าเดียวกันเลย หลังจากเจาะเอาของเหล็วออกมาแล้วต้องนอนนิ่งๆ ห้ามลุกห้ามขยับเขยื่อนห้ามตะแครง 6- 8 ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีเครื่องพันธนาการแต่อย่างใดเพียงแต่
คุณหมอบอกว่า "มีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาธ" เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่ทำให้ผม นอนนิ่งๆ อั้นฉี่ ทนร้อนแผ่นหลังได้ตลอด 6 ชั่วโมงโดยไม่ปริปากบ่นสักคำครับ ยอมอยู่นิ่งๆสัก 6-8 ชั่วโมง ย่อมดีกว่าต้องอยู่นิ่งๆไปตลอดชีวิต จริงมั๊ยครับ
ตกดึกคืนนั้นคุณหมอก็เข้ามาแจ้งผลการตรวจ
หมอ : "เยื้อหุ้มสมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส"
ค่อยโล่งอกหน่อยที่คุณหมอหาสาเหตุเจอซะที
ผม : "เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างครับ"
หมอ : "เกิดได้จากสองสาเหตุครับ"
พอดีแฟนผมเดินเข้ามา
หมอ : "นี่ใช่ภรรยาคุณรึเปล่า"
ผม : "ใช่ครับ"
หมอ : "ปรกติแล้วโรคนี้จะไม่พบในคนทั่วๆไป
นอกจากคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง..."
ผม : "...."
มีอาการคอแห้งกลืนน้ำลายไม่ลง
หมอ : "...."
ผม : "ชื่อคุ้นๆ....ใช่โรคเอดส์รึเปล่าครับหมอ"
หมอ : "ใช่...."
เงียบ.................................................!!!
ผม : "มีสาเหตุอื่นอีกรึเปล่าครับหมอ"
หมอ : "ไม่มีครับ!!!!!"
หมอ : "95เปอร์เซนต์ ของคนที่เป็นโรคนี้เกิดจากเป็นโรคเอดส์ครับ"
ผม : "...."
หมอ : "ผมจึงจะขอตรวจ HIV คุณจะยอมตรวจรึเปล่าครับ"
ผม : "เออ.......... ได้ครับ"
แล้วหมอก็เดินออกไป
เมื่อความเงียบเข้าปรกคุมอีกครั้ง ผมยังนอนนิ่งๆ
จนดึกภรรยาผมก็กลับบ้าน
คุณหมอก็ช่างรู้ใจว่าคืนนี้ผมต้องนอนไม่หลับแน่ๆ
จึงให้พยาบาลเอายาช่วยให้นอนหลับมาให้ผมกินก่อนนอน
แต่เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมนอนหลับๆตื่นๆ จนเช้า
คิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่ามีความเสี่ยงอะไรที่ทำให้ผมติดเชื้อ HIV
ได้ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เพราะผมไม่เคยเที่ยวผู้หญิง
ไม่ใช่รักร่วมเพศ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และไม่เคยใช้เข็มฉีดยาร่ามกับใคร
หรือว่า....
ตอนบริจาคเลือด...
ตอนตรวจสุขภาพประจำปี...
หรือตอนเจาะเลือดที่ ร.พ.
หรือเคยถูกใครเอาเข็มฉีดยาที่มีเชื้อ มาขีดข่วนตอนไม่รู้ตัว....
หรือเชื้อจะเข้าทางผิวหนังที่มีบาดแผล............โอ้ยยยยย.....คิดไม่ออก................
หลังอาหารเช้า คุณพยาบาลเอาเอกสารการยินยอมให้ตรวจเลือดหา HIV
มาเข้ามาให้เซนต์ พร้อมกับเจาะเลือดด้วยเข็มอันใหม่เกาะจากซองให้เห็นๆ
ไม่มีคำพูดใดๆ ผมแค่มองจนพยาบาลเดินออกไป ผมต้องเป็นเอดส์ แน่ๆ
หมอคงตรวจหา HIV ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วไม่งั้นคงไม่กล้ายืนยันถึง 95
เปอร์เซนต์หรอก เช้านี้คงเป็นการตรวจอย่างเป็นทางการ
เพราะต้องให้ผู้ป่วยเซนต์ชื่อยินยอมเป็นรายลักษ์อักษรก่อนแน่ๆ
มันต้องใช่แน่ๆ มันเกิดเรื่องแบบนี้กับผมได้ยังงัยกัน.....
สายๆ
ผมเริ่มทำใจได้คิดวิตกไปคงไม่ได้ช่วยอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้นไปกว่านี้หรอก
เอาเวลาที่เหลือมาคิดวางแผนรับมือดีกว่า.....
ผมน่าจะเข้าร่วมกับองค์กร
หรือหน่วยงานที่ทำกิจกรรมด้านการเผยแพร่และให้ความรู้ เรื่องเอดส์
ผมน่าจะทำได้ อย่างน้อยก็เคยสัมผัสหรือผ่านๆ งานมาบ้าง
เราต้องไม่ท้อแท้ ต้องร่วมเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆผู้ติดเชื้อ
อย่างน้อยๆ ตอนนี้ร่างการเรายังแข็งแรงดีอยู่ น่าจะยังมีเวลาอีกนาน
คงเป็นโชคชะตาให้เราเกิดมาเพื่องานนี้มั้ง......
ยิ่งตอนนี้กำลังมีข่าวว่ารัฐบาลประกาศ "มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์" จนประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นความจริงเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงยาและมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ แต่ก้ต้องยอมรับว่า วันนี้ทั่วโลกถูกกลืนกินด้วยระบบทุนนิยม เพราะฉนั้นเราต้อง ทำอะไรซักอย่าง
นั่นก็คือ
ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................
บ่ายวันนั้นคุณหมอกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับยืนยันผลการตรวจเลือดว่า
ผมไม่ได้เป็นเอดส์
หมอ : "ผมว่าแล้ว....อย่างคุณไม่น่าเป็นเอดส์"
ผม : "...."
เหนือสิ่งอื่นใดคือ ภรรยาผมครับ
เธอบอกกับผมตั้งแต่นาทีแรกที่หมอบอกว่าผมอาจติดเชื้อว่า
"ไม่เป็นไรนะ.....ยังงัยโบว์ก็จะอยู่เคียงข้างปู่ตลอดไป........ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น....."
Remark :
Miningitis เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบคืออะไร
สมองของคนจะมีเยื่อหุ้มสมองอยู่ 3 ชั้นที่เรียกว่า mininges และมีน้ำอยู่ระหว่างกลาง การอักเสบของเยื่อหุ้มสมองเรียกเยื่อหุ้มสมองอักเสบ Miningitis สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ
ไวรัส และเชื้อแบคที่เรีย การที่ต้องแยกว่าเป็นไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อไวรัสเป็นแล้วมักไม่รุนแรงแต่เชื้อแบคทีเรียเป็นแล้วมักรุนแรง
ไวรัสที่เป็นสาเหตุสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยผ่านทางเสมหะ และน้ำมูก แต่คนที่ไดัรับเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดโรค
สำหรับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุขึ้นกับอายุ
ในทารกแรกเกิดเชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ได้แก่ Group B
streptococci, Listeria, or Escherichia coli
เด็กอายุ 2-12 ปีเชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ Neisseria meningitidis and
Streptococcus pneumoniae, Haemophilus influenzae
เชื้อแบคทีเรียบางชนิดหากได้รับจะมีโอกาสติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่น
เชื้อ Neisseria meningitidis
หรือไข้กาฬหลังแอ่นมักจะพบระบาดในสถานรับเลี้ยงเด็ก สำหรับเชื้อ
Haemophilus influenzae สามารถป้องกันได้โดยฉีดวัคซีน Hib vaccine
อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็งเป็นอาการที่สำคัญบางรายอาจจะมีอาการ ซึมลง คลื่นไส้อาเจียนบางรายอาจจะมีผื่น รายที่เป็นมากๆจะมีอากรความดันโลหิตต่ำ
การตรวจวินิจฉัย
หากประวัติและการตรวจร่างกายเข้าได้กับเยื่อหุ้มสมองอักเสบแพทย์จะทำการตรวจ
เจาะเลือดตรวจเลือดทั่วไปคือ CBC
บางรายอาจจะเจาะหาเกลือแร่
แพทย์จะเจาะหลัง (spinal tap,lumbar puncture
)เพื่อนำน้ำไขสันหลังไปตรวจ
บางรายแพทย์อาจสั่งตรวจ computer scan
การรักษา
ถ้าเป็นเชื้อไวรัสแพทย์จะให้พัก และน้ำเกลือ ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรีย
แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
การรักษาใช้เวลานานแค่ไหน
ผู้ป่วยที่เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียอาจจะต้องใช้ยาฉีด 10-14 วัน หลังจากหายจะต้องเฝ้าระวังโรคแทรกซ้อน เช่น หูหนวก ชัก หรือตาบอด
การป้องกัน
เชื้อส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่มีเชื้อบางชนิดสามารถป้องกันได้
ป้องกันเชื้อ Haemophilus influenzaeโดยการฉีดวัคซีน Hib
vaccine
คนที่สัมผัสกับผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นให้รับประทานยาป้องกันการติดเชื้อ
วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น ประเทศไทยยังไม่แนะนำ
วัคซีนป้องกันเชื้อปอดบวม pneumococcus
สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบในผู้ใหญ่แต่ไม่สามารถป้องกันในเด็ก
ที่มา : http://www.siamhealth.net
อาการ
ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย สับสน ซึมเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดสติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการกลัวแสง เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก แขนขาเป็นอัมพาตหรือชักติด ๆ กันนาน ๆ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อาการอาจไม่ค่อยชัดเจน อาจมีไข้สูง กระสับกระส่าย ร้องไห้เสียงแหลม อาเจียน ชัก และกระหม่อมโป่งตึง อาจตรวจไม่พบอาการคอแข็ง
ในผู้ป่วยที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดเป็นหนอง อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด หรือเจ็บคอนำมาก่อนสัก 12-14 ชั่วโมง แล้วจึงเกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน คอแข็ง
ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัส (Meningococcal meningitis) อาจมีผื่นแดงจ้ำเขียวขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย และอาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว โรคนี้อาจพบระบาดได้ สามารถติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ชาวบ้านเรียกว่า ไข้กาฬหลังแอ่น (แปลว่า ไข้ออกผื่นร่วมกับอาการหลังแอ่น หรือ คอแอ่น คอแข็ง)
ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส มักมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันด้วย อาการไข้ ปวดศีรษะอาเจียน คอแข็ง ซึม หรือ ชัก ส่วนมากจะมีอาการอยู่ประมาณ 2 วันถึง 2 สัปดาห์ แล้วจะค่อย ๆ หายจนเป็นปกติ ส่วนน้อยอาจมีโรคแทรกซ้อน
ถ้ามีสาเหตุจากเชื้อวัณโรคหรือเชื้อรา มักจะมีอาการเป็นไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน นำมาก่อนประมาณ 2-3 สัปดาห์ ต่อมาจึงมีอาการคอแข็ง ปวดศรีษะรุนแรง หรือชัก
ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิ มักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนคอแข็ง บางคนอาจมีอาการอัมพาตของใบหน้าหรือแขนขา
ถ้ามีสาเหตุจากตัวจี๊ด อาจมีประวัติอาการของโรคพยาธิตัวจี๊ดนำมาก่อน สิ่งตรวจพบ ไข้สูง ซึม คอแข็ง แขนขาเป็นอัมพาต ชัก อาการแทรกซ้อน มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือได้รับการรักษาช้าไป มักพบในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อวัณโรค, เชื้อเมนิงโกค็อกคัส) เชื้อราและพยาธิภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น แขนขาเป็นอัมพาต หูหนวก ตาเหล่ ปากเบี้ยว โรคลมชักสมองพิการ , ปัญญาอ่อน, น้ำคั่งในสมองหรือไฮโดรเซฟาลัส (hydrocephalus), ฝีในสมอง เป็นต้น
การรักษา
หากสงสัยให้ส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีอาการชักควรฉีดไดอะซีแพม เข้าหลอดเลือดดำ หรือทางทวารหนักเพื่อลดอาการชักเกร็ง ถ้ามีภาวะขาดน้ำหรือช็อก ให้น้ำเกลือไประหว่างทางด้วย มักจะต้องทำการวินิจฉัยโดยการเจาะหลัง (lumbar puncture) ซึ่งจะพบว่าน้ำไขสันหลังขุ่น และวัดดูความดันน้ำไขสันหลังจะพบว่าสูงกว่าปกตินอกจากนี้ ควรนำน้ำไขสันหลังไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพาะเชื้อและหาสารเคมี เพื่อแยกแยะสาเหตุ
ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่พบถ้าเกิดจากเชื้อวัณโรคจะให้ยารักษาวัณโรค นาน 6-9 เดือน
ถ้าเกิดจากเชื้อรา จะให้ยาฆ่าเชื้อรา ได้แก่ แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B)
ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการ ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์
ถ้าเกิดจากพยาธิ ไม่มียาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการและทำการเจาะหลังซ้ำบ่อย ๆ เพื่อลดความดันน้ำไขสันหลังให้กลับลงสู่ปกติ หลังเจาะผู้ป่วยจะรู้สึกอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อแนะนำ
โรคนี้จัดเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง ถ้าหากให้การรักษายิ่งช้าก็ยิ่งมีอันตราย ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการปวดศีรษะ หรืออาเจียนอย่างรุนแรงที่ชวนให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที
การป้องกัน โรคนี้อาจป้องกันได้โดย
1. การป้องกันมิให้เป็นวัณโรค โดยการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิด และถ้าเป็นวัณโรคควรรักษาให้หายขาด เพื่อป้องกันมิให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
2. ป้องกันมิให้เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ด และโรคพยาธิแองจิโอ โดยการไม่กิน กุ้ง ปลา หรือหอยโข่งดิบ
3. ถ้าเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูชั้นกลางอักเสบ ควรรีบรักษา อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนเข้าสมอง
4. ในกรณีที่เป็นผู้สัมผัส (ใกล้ชิด) ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น ควรให้ยาปฏิชีวนะ ไรแฟมพิซิน
ด้วยความที่หยุดงานมาหลายวัน พอออกจาก ร.พ. วันรุ่งขึ้นก็รีบไปทำงานทันที แถมวันนั้นมีประชุมต่อจนมืด มีอาการปวดเล็กน้อย ก็คิดว่าคงเครียดจากการประชุม พอประชุมเสร็จบอกหัวหน้าว่าขอลาพักอีกซักวัน เพราะเหมือนยังไม่หายดี
เป็นไปตามคาดครับ มันยังไม่หายจริงๆด้วย คราวนี้ปวดหนักกว่าเดิมอีก ยาที่หมอให้มาก็กินไม่ได้เพราะยามีฤทธิ์กัดกระเพาะต้องกินหลังอาหาร แต่เรากินอะไรไม่ได้เลย ไข้ขึ้นปวดระบมไปทั้งตัว กินยาพาราเซตามอลแล้วนอนทั้งวันเพราะคิดว่าจะดีขึ้น จนเย็นทนไม่ไหวแล้ว กลับไปหาหมออีกครั้ง
หมอเจ้าของไข้คนเดิมไม่อยู่ แต่ก็โทรมาให้พยาบาลฉีดยาแก้อาเจียนและให้ยาแก้ปวดอย่างแรง ทำให้ง่วงมาทั้งๆที่วันนี้นอนมาทั้งวันแล้ว ประมาณเที่ยงคืนหมอเจ้าของไข้กลับมาถึง สั่งไปทำ CT สแกนสมองทันที เพราะหมอคิดว่าเส้นเลือดในสมองแตกแน่ แล้วฉีดสีเข้าไปสแกนอีกรอบ
เช้าวันรุ่งขึ้น หมอเจาะไขสันหลังอีกรอบเพราะไม่พบว่ามีเส้นเลือดในสมองแตก คราวนี้ตรวจหา ไวรัสเพิ่มอีกหลายชนิดและเพาะเชื้อหาเชื้อราและแบคทีเรีย
คืนนั้นอาการดีขึ้นมากคงเป็นเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวด วันรุ่งขึ้นหมอเข้ามาแจ้งผลตรวจบางตัวแต่ก็ไม่พบเชื้อคราวนี้หมอส่งไป สแกนสมองแบบ MRI เป็นการสแกนแบบละเอียดเพื่อตรวจหา เนื้องอก และ มะเร็ง
นอนอยู่ ร.พ. อีก 7 วัน อาการปวดทุเลาลง พร้อมกับผลตรวจว่า ไม่พบอะไรเลย ไม่มีเชื้อรา ไม่มีเชื้อแบคทีเรีย ไม่พบไวรัสวัณโรค, ซิฟิรีส, เริม, โรคแพ้ภูมิตัวเอง, ไม่มีเนื้องอก ไม่เป็นมะเร็ง เส้นเลือดในสมองไม่แตก ให้กลับบ้านได้ อีก 1 สัปดาห์ ให้มาเจาะไขสันหลังยืนยันอีกที
พอครบ 7 วันตามที่หมอนัดก็ไปพบหมออีกทีเพื่อติดตามผล แต่อาการปวดยังไม่หายสทิท เกรงว่าเจาะไขสันหลังตอนนี้ก็อาจยังพบเชื้ออยู่จึง ขอให้หมอเลื่อนไปเจาะสัปดาห์หน้า
อีก 7 วันต่อมาหมอให้เจาะไขสันหลังไปตรวจอีกทีเพื่อยืนยันว่าปลอดเชื้อแล้ว ซึ่งหลังการเจาะไขสันหลังต้องนอนหงายนิ่งๆ หามขยับตัวห้ามลุก 6-8 ช.ม. ไปพบหมอตอนสายๆ แต่กว่าจะได้เจาะก็เข้าบ่ายสองโมงแล้ว บอกหมอว่าไม่อยากนอน ร.พ.แล้วเบื่อเต็มทน หมอให้เป็น observe case คือนอนแค่ 6-8 ช.ม. แล้วให้กลับบ้านได้จ่ายค่าห้องแค่ครึ่งเดียว
ประมาณ 4โมงเย็นก็เริ่มปวดหัวอีก ปรึกษาพยาบาลแล้วน่าจะเป็นเพราะเครียด เพราะช่วงบ่ายๆ จะปวดหัวเป็นประจำ คุณพยาบาลเอาเจลเย็นมาให้ประคบหัวแล้วนอนพัก 5โมงเย็นยังไม่หายก็เลยขอยาแก้ปวด เพราะทรมารมาหลายชั่วโมงแล้ว
6 โมงเย็นหมอเข้ามาแจ้งผลตรวจไขสันหลังว่ายังพบเม็ดเลือดขาวอยู่ปริมาณมากแสดงว่ายังมีเชื้อไวรัสอยู่ ยังไม่หายซึ่งนับว่าแปลกมากเพราะถ้าเป็นไวรัสโดยทั่วไปจะหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ แต่นี่ก็เดือนกว่าแล้วทำใมยังไม่หาย หมอต้องการตรวจเพิ่มอีกหลายรายการ รวมถึงตรวจหาพยาธิในสมองที่ CT และ MRI ไม่เจอด้วย จึงให้เรานอน ร.พ. ต่ออีก 1วัน หมอจะกลับไปค้นตำราแล้วพรุ่งนี้จะมาบอกว่า ต้องทำงัยต่อ
สรุปว่าตอนนี้ก็ยังไม่หาย และก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ รักษาตามอาการไปเรื่อยๆ อีก 1 เดือนไปฟังผลตรวจ และเจาะไขสันหลังอีกที แล้วมันต้องเจาะอีกกีทีวะเนี้ยยยยยยยยยยย เจ็บนะโว้ยยยยยยยย
อาการปวดศีรษะอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นร่วมด้วยได้ แต่จากประวัติของผู้ป่วยตรวจพบเม็ดเลือดขาวในน้ำไขสันหลัง เป็นการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้น-ปัจจุบัน มากกว่า4สัปดาห์แล้ว เข้าได้กับภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบเรื้อรัง
ซึ่งมีสาเหตุหลายสาเหตุ
1. ทั้งการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองอย่างเดียว
2. ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมกับรอยโรคเฉพาะที่ของสมอง
3. ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมถึงภาวะเนื้อเยื่ออักเสบ (Encephalitis)
4. โรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ ได้แก่ Chronic benign lymphocytic meningitis, Neoplasm, Sarcoidosis เป็นต้น
ข้อ 1,2,3 ตัดออกไปได้ เนื่องจากได้ตรวจภาวะการติดเชื้อต่าง ๆ แล้วปกติ, MRT, CT ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ดังนั้น อาจจะเป็นภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบเรื้อรังจากโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ คงต้องติดตามไปพบแพทย์ตามนัด ยาที่หมอให้ทานต่อเนื่อง เป็นยาแก้ปวด กินระยะแรกขณะนี้ไม่เป็นอันตราย แต่ควรตรวจและแก้ไขที่สาเหตุ
พญ.สุปราณี นิมิตรวงศ์สกุล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมประสาท ร.พ.สินแพทย์
สอบถามข้อมูล โทร.0-2793-5000
ขอบคุณคุณเนปาลี มากครับ
สวัสดีค่ะ
ไปหาหมอเฉพาะทางน่าจะดี
แต่เท่าที่อ่านก้ดีขึ้นแล้ว คงต้องรักษาต่ออีกหน่อยค่ะ ใจเย็นๆค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอบคุณคุณ sasinanda มากครับ
รินทร์
ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังค่ะ ขอให้ทราบสาเหตุหรือถ้าหาไม่ได้จริงๆก็หายอย่างสนิทและปลอดภัยในที่สุดนะคะ
ขอเป็นกำลังใจให้หายไวๆ นะครับ ติดตามข่าวอยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้ไปเยี่ยม เชื่อเถอะมันจะต้องหายแน่นอน เดี๋ยวนี้หมอเขาเก่งครับ
ติดตามข่าวคราวอยู่ครับ ขอเป็นกำลังใจให้หายไวๆ ครับ มันต้องหายครับ
ขอบคุณทุกคนมากครับ
ตอนนี้ดีขึ้นมาก อาการปวดศรีษะห่างขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่หายขาด หมอนัดเจาะไขสันหลังเมื่อวาน แต่ดันมาปวดหัวเอาวันนั้นพอดี ก็เลยขอเลื่อนนัดไปก่อน เพราะรู้ว่าเจาะไปก็ยังไม่หาย เดี๋ยวหมอก็ให้มาเจาะใหม่อีก รอให้หายดีก่อนดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายครั้ง
ขอบคุณทุคนครับ
นึกถึงตอนแม่ป่วย ถ้าเราไม่เอะใจนึ๊ดเดียว ... มันก็แย่ไปในบัดดล
อย่างติดเชื้อเหมือนกัน แม่ไข้ขึ้น หนาวๆ ร้อนๆ ตลอด สลับกันทั้งวัน กินยาแก้ไขก็ไม่หาย เหงื่อท่วมตัว .. ไปรพ.ตรวจทุกอย่างก็ไม่เจอ พอเป็นครั้งที่ 2 เราก็คิดว่าอุปทานเหมือนครั้งแรก ไม่รู้จะทำยังไง...พอไปรพ. ก็สายไปเสียแล้ว....ไตไม่ทำงานค่ะ....ปิดประตูไปสวรรค์ได้เลย
โพสต์ตอนนี้คุณรินทร์คงหายดีแล้ว ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นค่ะ จะได้ระแวดระวังเวลาเป็นอะไร จิ๊บๆ อย่าชะล่าใจดีที่สุดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดคือกำลังใจ สร้างกำลังใจตัวเองให้ดี และมีกำลังใจจากคนที่เรารัก และรักเรา เป็นยาเสริมค่ะ
ขอบคุณ...
คุณหุยมากครับ
ขอแสดงความเสียใจเรื่องคุณแม่ด้วยนะครับ....
พึ่งทราบจาก ประสบการณ์ ICU
น้องผมมีอาการแบบนี้มา 3 สัปดาห์แล้ว ไปหาหมอมา 3 โรงบาล ยังไม่มีหมอคนไหนทราบว่าเป็นอะไร ขอบคุณคุณรินทร์ มากที่ แชร์ประสบการณ์ พรุ่งนี้เช้าจะให้น้องไปให้หมอตรวจเฉพาะทางและระบุว่าตรวจ โรคเยื่อสมองอักเสบ เลย
คุณรินทร์ หายดีรึยังครับ ตกลงว่าเป็นเชื้อตัวไหน วิเคราะห์ทราบได้ด้วยวิธีอะไร บอกผมด่วนเลยนะครับ หรือโทรมาก็ได้ที่ 081-6515341 โบ้ (ไพยนต์ )
ขอบคุณมากครับ
คุณโบ้ (ไพยนต์ )
รีบปรึกษาหมอระบบประสาทด่วนเลยครับ บางทีหมอระบบประสาทเองก็อาจวินิจฉัยผิดด้วยซ้ำถ้าเรามีข้อมูลหรืออาการของผู้ป่วยต้องบอกให้หมดเปลือกเลยครับ
เยื้อหุ้มสมองอักเสบในผู้ใหญ่เกิดได้จาก 3 สาเหตุหลักๆ
1 ไวรัส มีหลายสายพันธ์ ไม่ค่อยรุนแรงมากมักหายได้เองภายใน7-14 วัน
2 เบคทีเรีย ค่อนข้างรุนแรงเหมือนอาการของน้อง "Big D2B"
3 พยาธิ แล้วแต่สถานการณ์
กรณีของผมหมอพบทั้งไวรัส และพยาธิ
การรักษาต้องเฉพาะเจาะจงลงไปครับ
อันดับแรกไปหาหมอเฉพาะทางเกี่ยวกับระบบประสาทก่อน
บางทีอาจจำเป็นต้องมีการเจาะน้ำใขสันหลังเพื่อตรวจหาความผิดปรกติและการติดเชื้อของเม็ดเลือดขาว
ถ้าไม่เจออาจต้องทำ MRI+CT สแกน เพื่อดูความผิดปรกติของสมองและเส้นเลือด
ได้ผลยังงัยเล่าสู่กันฟังมั่งนะครับ
อาการดีขึ้นรึยังคะ
พอดีเพิ่งผ่านประสบการณ์คล้ายกันปวดหัวมากๆ เลยไปหาหมอ รู้ไหมกว่าหมอจะรู้ว่าเป็นอะไร ก้อเปลี่ยนไป 3รพ.(ของอย่างนี้เราต้องเชื่อความรู้สึกเราด้วยนะ เพราะหมอคนแรกบอกว่าแค่ไมเกรน)ทำCTไม่พบสิ่งผิดปกติ มารู้ตอนหมอเจาะน้ำไขสันหลังแล้วเจอเลือดปนออกมา เลยสรุปว่ามีเลือดออกในสมองแต่ยังไม่รู้ว่าตรงไหน อย่างไร หลังจากทำ MRI พบว่ามีเส้นเลือดโป่งสองจุด และต้องผ่าตัดสองครั้งเลย โดยครั้งแรกคุณหมอจัดการคลิปจุดแรกได้แต่จุดที่สองทำไม่ได้เลยต้องสอดสปริงไว้ และคงต้องตามผลไปอีกสามเดือนว่าดีขึ้นไหม
หลังผ่าตัดได้เดือนนึง มีอันต้องกลับไปรพ.อีกเพราะปวดหัวและอาเจียน เลยทำCTอีก พบว่ามีน้ำในเยื่อหุ้มสมอง แต่คุณหมอยังไม่อยากเจาะน้ำออกเลยให้รอมันซึมไปเอง อาทิตย์หน้าต้องไปตรวจอีกถ้าไม่หายคงต้องเจาะ
ก็พยายามไม่คิดแง่ร้ายนะคะว่ามันจะมีอะไรเลวร้ายกว่านี้ อยากให้การรักษาจบเร็วๆเหมือนกัน จะได้มีชีวิตปกติเหมือนเดิม ไงก็เป็นกำลังใจให้คุณรินทร์นะ หายเร็วๆล่ะ
สวัสดีค่ะ
อ่านบันทึกดู มีความรู้สึกว่าอาการค่อยเบาบางลงไปบ้างแล้วใช่ไหมคะ...ขอให้หายป่วยไว ๆ กำลังใจคือสิ่งสำคัญ คุณรินทร์มีกำลังใจดีคือภรรยาที่อยู่เคียงข้าง...สู้ สู้ ค่ะ...
17. Aim
18. คุณครู วรางค์ภรณ์ เนื่องจากอวน
19. << lovefull >>
ขอบคุณทั้ง 3 ท่านมากครับที่ กรุณาแวะเข้ามาเป็นกำลังใจ
ตอนนี้ผมหายดีแล้วครับ
เป็นห่วงก็แต่คุณ 17. Aim ที่ยังต้องเข้ารับการรักษาอีก
ยังงัยก็ขอเป็นกำลังใจให้หายเร็วๆนะครับ
ขอบคุณครับ